วันศุกร์ที่ 30 พฤษภาคม พ.ศ. 2557

การล้างพิษ (Detoxication ) ดีอย่างไร

การล้างพิษ (Detoxication )


                          
                           การล้างพิษ
                           (Detoxification)
หนึ่งในกระบวนการปรับสมดุลร่างกาย ก็คือ การล้างพิษ” (Detoxification) หรือที่เราเรียกกันติดปากว่า ดีท็อกซ์” หมายถึง “วิธีการ หรือกระบวนการนำเอาสารพิษ (Toxic Substances หรือ Toxin) ต่างๆ ออกจากร่างกาย”  ทำไมเราจึงต้องมีการล้างพิษกันด้วย ต้องยอมรับความจริงข้อหนึ่งว่า วิถีชีวิตของผู้คนในสมัยนี้และสภาพแวดล้อมต่างๆ เปลี่ยนแปลงไป รอบๆ ตัวเราเต็มไปด้วยสารพิษ ไม่ว่าจะเป็นน้ำที่เราดื่ม อากาศที่เราหายใจ อาหารที่เรารับประทาน และยังมีข้าวของเครื่องใช้ต่างๆ รอบๆ ตัวเรา ล้วนปะปนไปด้วยสารพิษ ตลอดจนความเครียด สิ่งเหล่านี้ล้วนเป็นสาเหตุให้เกิดการเจ็บป่วยต่างๆ ที่คนในอดีตไม่เป็นกัน

อาการ ที่บ่งชี้ว่า ร่างกายมีสารพิษตกค้าง เช่น เหนื่อยง่าย ปวดศีรษะ ภูมิแพ้ เจ็บป่วยบ่อย ลมหายใจมีกลิ่น เป็นต้น การปรับสมดุลให้กับอวัยวะสำคัญต่างๆ ในร่างกายด้วยการล้างพิษ จึงมีความสำคัญ และจำเป็นอย่างยิ่งสำหรับการป้องกันโรค ความแก่” หรือ "ความเสื่อม” ของร่างกาย ตามที่กล่าวมานี้

การล้างพิษสามารถทำได้หลากหลายวิธีและหลายอวัยวะ เช่น การล้างพิษที่ลำไส้  ตับสมองผิวหนัง และเลือด
ลำไส้ เป็นการสวนล้างลำไส้ใหญ่เพื่อล้างและกําจัดกากใยอาหาร ที่อาจตกค้างอยู่ตามรอยหยักของลําไส้ใหญ่ และอาจเป็นของเสียที่มีพิษ ทำให้ของเสีย และสารพิษตกค้าง ซึ่งเป็นต้นเหตุแห่งอาการเจ็บป่วยอันไม่พึงประสงค์ต่างๆ ให้หมดไป และช่วยกระตุ้นให้ลำไส้ใหญ่ทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ เหมือนกระตุ้นให้มีการออกกำลังกายสม่ำเสมอ ไม่มีสิ่งอุดตันก็จะดูดซึมสารอาหารต่างๆ เข้าสู่ร่างกายได้ดียิ่งขึ้น หลังการสวนล้างลำไส้ ก็ควรเพิ่มแบคทีเรียดีให้กลับเข้าสู่ร่างกายเพื่อความสมดุลของระบบการทำงาน ส่งผลให้การดีท็อกซ์ดีขึ้น และไม่ควรทำบ่อยเกินไป และควรอยู่ภายใต้การดูแลของผู้เชี่ยวชาญ
ตับ เป็นหนึ่งในอวัยวะที่ใหญ่ที่สุดและสำคัญที่สุดในร่างกาย มีหน้าที่กรองสารพิษจากอาหาร เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ยาและวิตามินต่างๆ ที่รับประทานเข้าไปช่วยในการแข็งตัวของเลือดสร้างเม็ดเลือดแดงใหม่ทำลายเม็ดเลือดแดงที่หมดอายุสลายกรดอะมิโนให้เป็นยูเรียสร้างน้ำดีในการช่วยให้ไขมันแตกตัวเผาผลาญอาหารและคอเลสเตอรอล ไลฟ์สไตล์ของคนเมืองในทุกวันนี้ มีพฤติกรรมเสี่ยงต่อการบั่นทอนสุขภาพอยู่นานัปการ ทั้งที่เราตั้งใจและไม่ได้ตั้งใจ ทำให้ตับต้องทำงานอย่างหนัก ซึ่งอาจส่งผลทำให้ตับเสื่อมสภาพได้ง่าย การดูแลตับให้มีสภาพดี จะช่วยป้องกันปัญหาโรคเรื้อรัง ร้ายแรงต่างๆ ได้ ในศาสตร์การชะลอวัยวะ เชื่อว่าถ้าตับทำงานดี ขับสารพิษได้ดี ร่างกายก็จะไม่สะสมสารพิษจนเกิดโรค ดังนั้น การดีท็อกซ์ หรือล้างพิษให้กับตับ จึงมีส่วนช่วยเพื่อช่วยให้ตับแข็งแรงขึ้นและทำงานได้ดีขึ้น

ผิวหนัง  เป็น อวัยวะที่ใหญ่ที่สุดของร่างกาย เป็นส่วนที่สามารถแสดงผลของสารพิษที่ตกค้างในร่างกายได้ไวที่สุดส่วนหนึ่ง โดยอาจแสดงอาการในรูปการเป็นผื่นแพ้ เป็นสิวเรื้อรัง ผื่นคันต่างๆ หรือความเหี่ยวย่น หมองคล้ำก่อนวัย ซึ่งเป็นการบ่งบอกถึงสภาวะภายในร่างกายได้   การดีท็อกซ์ผิวก็คือ การล้าง หรือขจัดสารพิษจากภายในออกผ่านผิว โดยสารตกค้างบางอย่างจะถูกขับออกทางผิวหนังได้ดี เช่น ยาฆ่าแมลงที่สะสมในร่างกาย โดยที่เราไม่รู้ตัว หรือเพื่อไม่ให้ตกค้างจนเกิดเป็นอันตราย อาการภูมิแพ้ต่างๆ การปรับสมดุลให้กับผิว กระตุ้นภูมิคุ้มกัน กระตุ้นการไหลเวียนของเลือดไปหล่อเลี้ยงเซลล์ผิวหนังได้ดียิ่งขึ้น สามารถดูดซึมสารอาหาร หรือสารบำรุงต่างๆได้ดียิ่งขึ้น หลังทำจึงรู้สึกได้ถึงความสดใส เปล่งปลั่งของผิวอย่าชัดเจน               
สมอง เป็นอีกอวัยวะที่มีความสำคัญกับการ ทำงานระบบต่างๆ ในร่างกาย เป็นศูนย์รวมของระบบประสาท สารสื่อประสาท และการควบคุมอวัยวะต่างๆ เป็นอวัยวะที่มีการเสื่อมอยู่ตลอดเวลา เซลล์สมองถ้าถูกทำลาย หรือตายไป จะไม่สามารถเกิดขึ้นใหม่มาทดแทนได้ ปัญหาที่เกิดจากความเสียหายของเซลล์สมอง คือ อาการอัมพาต อาการควบคุมการทำงานของอวัยวะต่างๆ ไม่ได้ หรือแม้แต่เสียชีวิต ถ้าสมองหยุดสั่งการ ดังนั้น การดูแลการทำงานให้สมองมีประสิทธิภาพสูงให้ยาวนานขึ้น ก็เป็นสิ่งที่ควรทำ ด้วยการเสริมสารอาหารต่างๆ ที่ช่วยบำรุงสมองให้ตรงจุด จึงเสมือนการปรับสมดุลให้กับส่วนควบคุมการทำงานทั้งหมดของร่างกาย ทำให้ห่างไกลจากโรค อย่างอัลไซเมอร์พาร์กินสัน และโรคที่เกี่ยวกับการทำงานของสมองอื่นๆ ด้วย
เลือด เป็น ส่วนที่นำเอาสารอาหารต่างๆ และออกซิเจนไปสู่อวัยวะต่างๆ ทั่วร่างกาย จึงนับว่ามีความสำคัญอย่างมากในการหล่อเลี้ยงร่างกาย การไม่กระจายตัวของเลือด การไหลเวียนที่ไม่ดี การสะสมสารพิษในการแสเลือด รวมทั้งสารอาการส่วนเกินที่ตกค้างในหลอดเลือด เช่น ไขมัน หรือโปรตีนที่ดูดซึมไม่หมด รวมทั้งโลหะหนักต่างๆ จากอาหารทะเล หรือสารเคมีต่างๆ ก่อให้เกิดโรคต่างๆ ที่เกี่ยวกับหลอดเลือด เช่น ความดันโลหิตสูง เบาหวาน หลอดเลือดตีบ หลอดเลือดโป่งพอง เป็นต้น ดังนั้น การช่วยขับสารพิษออกจากเลือด จะทำให้หลอดเลือดสะอาด การไหลเวียนดีขึ้น และสามารถนำออกซิเจน และสารอาหารต่างๆ ไปหล่อเลี้ยงส่วนต่างๆ ของร่างกายได้ดีขึ้น

จะเห็นได้ว่า อวัยวะที่มีความสำคัญกับกลไกการทำงานต่างๆ ของร่างกายเหล่านี้ ถ้าได้มีการปรับสมดุล ล้างสารพิษออกไป เพื่อให้สามารถทำงานได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ ร่างกายของเราก็จะกลับมาสดใส มีชีวิตชีวา กลับมาเป็นหนุ่มเป็นสาว การป้องกันโรค ความแก่” ไว้ ย่อมดีกว่าปล่อยให้ความแก่มาถึงตัวแล้วค่อยไปรักษาโรคต่างๆ ที่เข้ามาหาเราตลอดเวลา
  ตารางคอร์ส บ้านชีวาธรรม 



คอร์สเดือนมิถุนายนวันที่ 27 - 29 พ.ศ. 2557

 



คอร์สเดือนกรกฎาคม 
วันที่ 25 - 27  พ.ศ. 2557

 

ค่าใช้จ่าย

ห้องพัก 2 ท่าน / ท่านละ 3,000 บาท

ห้องพัก 3 ท่าน / ท่านละ 2,500 บาท



รับจำนวน 50 ท่านต่อคอร์ส

สนใจจองคอร์สติดต่อ 

คุณชีวาพร บุญบำรุง โทร 086 307 9983 , 083 011 7824

***กรุณาชำระเงินล่วงหน้า 15 วัน ก่อนถีงวันเข้าคอร์สที่ท่านจอง รบกวนโทรแจ้ง

หลังโอนเงินเรียบร้อยแล้ว ขอบพระคุณค่ะ


สถานที่จัดคอร์ส ไร่อรุณวิทย์รีสอร์ท

www.arunvitresort.com
















วันพฤหัสบดีที่ 3 เมษายน พ.ศ. 2557

รวมรูปกิจกรรมคอร์สวันที่21-23 มี.ค. 2557


ออกกำลังกานตอนเข้าจ้าาาาา

ดื่มน้ำสมุนไพรตอนเช้า - พอกหน้า - แช่เท้า สบายๆ



สุขภาพแข็งแรง โชคดี มีความสุขกันทุกท่านน่ะค่ะ



วันจันทร์ที่ 20 มกราคม พ.ศ. 2557



กะหล่ำปลี รักษากระเพาะท่อน้ำดีอักเสบ
ชาวโรมัน สมัยโบราณยกย่อง “กะหล่ำปลี” เป็นยารักษามะเร็ง เนื่องจากมีสารต้านมะเร็งหลายตัว กิน “กะหล่ำปลี” มากกว่า 1 ครั้งในหนึ่ง สัปดาห์สามารถลดโอกาสเป็นมะเร็งลำไส้ในผู้ชายถึงร้อยละ 66 กิน “กะหล่ำปลี” ปรุงเป็นอาหารวันละ 2 ช้อนโต๊ะ ป้องกันมะเร็งในช่องท้อง กิน “กะหล่ำปลี” สดดีกว่าปรุงให้สุก แต่ควรล้างด้วยน้ำเกลือหรือใช้สารส้มผสมน้ำล้างเอาสารเคมีที่ตกค้างก่อนเพื่อความมั่นใจ

.    ทำไมจึงต้องล้างพิษตับและถุงน้ำดี และข้อควรรู้เกี่ยวกับการล้างพิษ
การล้างตับและถุงน้ำดี เป็นวิธีการขับของเสียและก้อนนิ่วที่อยู่ในตับและถุงน้ำดีออกมาด้วยกรรมวิธีง่ายๆ แต่ใช้ได้ผลดี โดยการกระตุ้นให้ตับและถุงน้ำดีขับพิษออกนอกร่างกาย เหมาะสำหรับคนที่มีพิษสะสมในร่างกายมาก เช่น นิ่วในถุงน้ำดี เจ็บป่วยด้วยโรคเรื้อรัง เป็นต้น

วันอังคารที่ 12 พฤศจิกายน พ.ศ. 2556

การล้างพิษ“ตับ“ ดีอย่างไร?

การล้างพิษตับดีอย่างไร?



  


ทำไมต้องล้าง (พิษ)
ตับหน้าที่หลักของตับ ผลิตน้ำดีให้ถุงน้ำดี ช่วยกรองเลือด ส่งเลือดดีเข้าสู่ร่างกาย และส่งเลือดไปทีไต ล้างสารพิษ และตับยังช่วยย่อยอาหาร ดูแลเส้นผม ขน เล็บ ถ้าตับทำงานหนัก ไตก็ช่วยทำงานเมื่อทำงานหนัก ตับก็จะเสีย ไตก็เสื่อม
การล้างพิษตับเหมาะกับใคร
เหมาะกับคนที่มีพฤติกรรมการใช้ชีวิตที่มีความเสี่ยงเช่นการสูบบุหรี่ ดื่มสุราเป็นประจำ และผู้ที่ทานอาหารไม่ถูกหลักอนามัย เช่น อาหารรสจัด ปิ้ง ย่าง หรือผู้ที่มีความเครียด พักผ่อนนอนหลับไม่เพียงพอเหล่านี้ล้วนเป็นสาเหตุให้ตับทำงานหนัก แล้วนำไปสู่การเกิดโรค และภาวะต่างๆเช่น ตับอักเสบ ตับแข็ง ฝีในตับ โรคเบาหวาน

วันพุธที่ 30 ตุลาคม พ.ศ. 2556

ทำการล้างพิษตับกี่ครั้งดี จะเห็นผลของการล้างพิษตับเมื่อไหร่ จะรู้อย่างไรว่านิ่วออกมาหมดแล้ว



ทำการล้างพิษตับกี่ครั้งดี

การล้างพิษตับเพียงไม่กี่ครั้งแล้วเลิกทำ อาจมีปัญหาตามมาได้ เนื่องจากมีบางท่านให้ความเห็น มันเหมือนกับการที่เราไปกระตุ้นให้ตับทำงานได้ดีขึ้น ตับก็มีการขับสารพิษออกมาทางน้ำดีแล้วเรากลับทำไม่ต่อเนื่อง คือไม่ทำการล้างพิษตับต่อ จนการอุดตันในระบบน้ำดีกลับมาเป็นใหม่ สารพิษที่ขับออกมาอาจจะกลับมาเป็นปัญหาได้ พูดง่ายๆว่าถ้าคิดจะทำแล้วทำไม่จบกระบวนการล้างพิษตับจงอยู่เฉยๆซะจะดีกว่า

จะเห็นผลของการล้างพิษตับเมื่อไหร่

เมื่อมีการอุดตันในระบบทางเดินน้ำดีลดลง หรือหายไป เชื่อว่าการทำงานของตับจะค่อยๆปรับตัวดีขึ้น ทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น นอกจากลองสังเกตุร่างกายของเราว่า มีการเปลี่ยนแปลงหรือไม่ อย่างไรแล้ว  หากต้องการตรวจเลือด เพื่อดูค่าต่างๆในเลือด มีผู้แนะนำว่าควรตรวจเลือด หลังจากการ่ล้างพิษตับได้ 6 เดือนไปแล้ว เพื่อดูผลที่เกิดขึ้นกับร่างกาย

จะรู้ได้อย่างไรว่านิ่วออกหมดแล้ว

เมื่อทำการล้างพิษตับไปสักระยะหนึ่ง นิ่วจะค่อยๆทยอยถูกขับออกมา เมื่อเราทำการล้างพิษตับแล้ว ไม่มีก้อนนิ่วออกมา 2 ครั้งติดต่อกัน ก็คาดเดาได้ว่า ไม่น่าจะมีนิ่วหลงเลืออยู่แล้ว โดยส่วนใหญ่ต้องทำการล้างพิษตับ 10 กว่าครั้ง นิ่วถึงจะออกหมดในบางรายอาจจะต้องทำมากกว่า 30 ครั้ง ต่อไปเราก็คอยจัดการเอานิ่วใหม่ออกมาเท่านั้น ซึ่งก็ไม่ต้องทำการล้างพิษตับทุกเดือนแล้ว แต่ให้ลดความถี่ลงไป เหลือแค่ปีละ 1-2 ครั้งก็เพียงพอ

ข้อมูลจากหนังสือ "ล้างพิษตับขับนิ่งด้วตนเอง"โดย นายแพทย์สมยศ กิตติมั่นคง

วันเสาร์ที่ 26 ตุลาคม พ.ศ. 2556

น้ำตาล ของหวาน ๆ ทานให้น้อยหน่อยก็ได้นะ

น้ำตาล ของหวาน ๆ ทานให้น้อยหน่อยก็ได้นะ




ลดความหวาน ต้านความแก่ (Woman Plus)
โดย นพ.มงคล แก้วสุทัศน์ ผู้เชี่ยวชาญด้านเวชศาสตร์ชะลอวัยและฟื้นฟูสุขภาพ

          น้ำตาลเป็นอาหารที่จัดอยู่ในกลุ่มที่ให้คาร์โบไฮเดรตชนิดที่โมเลกุลไม่ซับซ้อน จัดเป็นอาหารให้พลังงานชนิดว่างเปล่า คือ ให้พลังงานแต่ไม่มีคุณค่าทางโภชนาการ โดยน้ำตาล 1 กรัม ให้พลังงาน 4 แคลอรี่ ดังนั้นน้ำตาล 1 ช้อนชา จะให้พลังงานประมาณ 15 แคลอรี่

          องค์การอนามัยโลกแนะนำว่า แต่ละวันควรใช้น้ำตาลในการปรุงแต่งรสชาติอาหารไม่เกินร้อยละ 10 ของปริมาณพลังงานทั้งหมด ดังนั้นเพื่อสุขภาพที่ดีจึงแนะนำว่า เด็กเล็กควรรับประทานน้ำตาลไม่เกินวันละ 4 ช้อนชา (16 กรัม) และผู้ใหญ่ควรรับประทานไม่เกินวันละ 6 ช้อนชา (24 กรัม) ส่วนปัจจุบัน พบว่าคนไทยบริโภคน้ำตาลเฉลี่ยประมาณ 23 ช้อนชา (92 กรัม) ต่อวันซึ่งถือเป็นปริมาณที่มากเกินกว่าที่แนะนำถึงเกือบ 4 เท่า


นวดลำไส้ สลายท้องผูก




                                                

                                                     
                                                 
                                                 

นวดลำไส้ สลายท้องผูก

โอ๊ย! ท้องผูกอีกแล้ว ทำไงดี” เมื่อเรื่องการขับถ่ายไม่ได้ดั่งใจ เสียงบ่นแบบนี้จะดังขึ้นมาเสมอหากใครเจอกับปัญหาท้องผูกอีก แนะนำให้เปลี่ยนจากการใช้เสียงบ่น มาเป็นการใช้มือนวดแก้ท้องผูกกันดีกว่า โดยลองทำตามวิธีที่หนังสือ “ดื่มน้ำอุ่น ลดหุ่น”

นวดลำไส้เล็ก

ตำแหน่งของลำไส้เล็กอยู่บริเวณใกล้สะดือ วางมือทั้งสองข้างซ้อนกันบริเวณนี้ แล้วนวดคลึงเป็นวงกลมตามเข็มนาฬิกาประมาณ 20 ครั้ง

นวดลำไส้ใหญ่


วางมือทั้งสองข้างซ้อนกันบริเวณเหนือกระดูกเชิงกรานฝั่งขวา เริ่มนวดตามทิศทางการเคลื่อนตัวของลำไส้ใหญ่ โดยนวดเป็นรูปสี่เหลี่ยมตามเข็มนาฬิกาประมาณ 20 ครั้ง

กด 4 จุดของลำไส้ใหญ่

เริ่มกดจากจุด A เหนือกระดูกเชิงกรานฝั่งขวา ไล่ไปยังจุด B บริเวณใต้กระดูกซี่โครงฝั่งขวา ต่อด้วยจุด C บริเวณใต้กระดูกซี่โครงฝั่งซ้าย และจุด D เหนือกระดูกเชิงกรานฝั่งซ้ายตามลำดับ

ดูแลระบบขับถ่ายให้ดี เท่ากับช่วยล้างพิษให้ร่างกายได้อีกทางหนึ่งค่ะ

Tip การนวดที่ถูกต้อง ควรนวดตามทิศทางการเคลื่อนตัวของลำไส้ โดยนวดไล่จากลำไส้เล็กไปยังลำไส้ใหญ่ เพื่อกระตุ้นการทำงานของลำไส้ให้มีประสิทธิภาพมากขึ้นค่ะ



ที่มา...ชีวจิต

วันอาทิตย์ที่ 20 ตุลาคม พ.ศ. 2556

ล้างพิษตับ ทำเพื่ออะไร ?

ล้างพิษตับ ทำเพื่ออะไร ?

แม้สรรพคุณของการดีท็อกซ์ตับที่เล่าลือกันมา จะเลิศเว่อร์จนดูไม่น่าเชื่อถือ แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าเรื่องนี้ไม่จริง หรือไม่ดีนะ แต่ทำแล้วดีแค่ไหน? วิธีง่าย ๆ มีไหม? 

ทุกวันนี้ร่างกายคนเรารับสารพิษต่าง ๆ เข้าไปมากมาย ทั้งยาฆ่าแมลง สารกันบูด สารปรุงแต่งในอาหารต่าง ๆ เหล้า บุหรี่ แม้แต่ยารักษาโรคที่กินเข้าไปก็ถือเป็นสารพิษชนิดหนึ่งเหมือนกัน และหน้าที่หนึ่งของ "ตับ" ก็คือทำลายสารพิษ ดังนั้น เมื่อร่างกายมีสารพิษเยอะ ตับก็ต้องทำงานหนัก เราจึงต้องหันมาใจดูแลอวัยวะชิ้นนี้กันสักหน่อย

โพสต์แนะนำ

5 เฮิร์บ แฮร์ เซรั่ม 5 HERB HAIR SERUMผลิตภัณฑ์บำรุงเส้นผม(ไม่ต้องล้างออก)

                                              5 เฮิร์บ แฮร์ เซรั่ม  5 HERB HAIR  SERUM ผลิตภัณฑ์บำรุงเส้นผม(ไม่ต้องล้างออก) ผมห...