วันศุกร์ที่ 4 มกราคม พ.ศ. 2556

คอร์สบ้านชีวาธรรม(มวกเหล็กฟอเรส)

คอร์สบ้านชีวาธรรม- มวกเหล็กฟอเรส


บ้านพักโซนรีสอร์ท



ห้องพักโซนโรงแรม






คอร์สวันที่ 14-16 ธันวาคม 2555


























วันพฤหัสบดีที่ 3 มกราคม พ.ศ. 2556

ล้างพิษในช่องปากด้วยน้ำมันมะพร้าวสกัดเย็น


ล้างพิษในช่องปากด้วยน้ำมันมะพร้าวสกัดเย็น


การล้างพิษในช่องปากด้วยน้ำมันมะพร้าวสกัดเย็น หรือกลั้วปาก (Oil Pulling) เป็นวิธีธรรมชาติจากสมัยก่อนซึ่งมีต้นกำเนิดมาจากอินเดีย คือการกลั้วน้ำมันมะพร้าวสกัดเย็น (เป็นน้ำมันที่ผ่านกรรมวิธีในการสกัดน้ำมันจากมะพร้าวโดยไม่ผ่านความร้อน) ไปมาในปากอย่างน้อยเป็นเวลา 15 - 20 นาที โดยให้น้ำมันผ่านช่องระหว่างฟันไปมา - เข้าออก จนกระทั่งน้ำมันที่ข้นเหนียวผสมกับน้ำลาย จนเจือจางความข้น จึงบ้วนทิ้ง (จะออกมาเป็นสีขาวๆ เหมือนขนแกะ) ให้บ้วนทิ้งแล้วรีบกลั้วคอด้วยน้ำเปล่าหลายๆ รอบ และแปรงฟัน ทำความสะอาดอ่างล้างหน้าให้สะอาด เพราะสิ่งที่คุณบ้วนออกมามีแต่สารพิษ 

ทำไมแค่การกลั้วปากด้วยน้ำมันมะพร้าวจึงบำบัดโรคได้นั้น ให้ลองสังเกตง่ายๆ คือ ในปากของเรามีเนื้อเยื่อที่อ่อนที่สุดตามเหงือก และเยื่อบุช่องปาก ซึ่งอณูของเซลล์เม็ดเลือดสามารถผ่านและดูดซึมได้ง่าย โมเลกุลเล็กๆ อาจถูกดูดซึมเข้าไปในเซลล์เม็ดเลือดขาวของร่างกายทางช่องปาก ผ่านเนื้อเยื่อ และโมเลกุลของน้ำมันอาจผ่านเข้าไปทางเซลล์ในช่องปาก และดูดซึมเชื้อแบคทีเรีย ที่ไม่มีประโยชน์ต่อร่างกายกลับขึ้นมา โดยมีน้ำลายเป็นตัวกระตุ้น เชื้อแบคทีเรียเหล่านั้นอาจจะรวมถึงสารพิษต่างๆ ที่คั่งค้างอยู่ในร่างกายกลับขึ้นมา 

ใครมีโอกาสเป็นนิ่วในถุงน้ำดี



ใครมีโอกาสเป็นนิ่วในถุงน้ำดี

กลุ่มของบุคคลที่มีปัจจัยเสี่ยงเป็นโรคนิ่วในถุงน้ำดี (5 F’s risk factors)
  1. บุคคลที่มีผิวขาว(Fair): เนื่องจากเมลาโทนินช่วยยับยั้งการตกตะกอนของ คอเลสเตอรอล
  2. ไขมัน(Fat): บุคคลที่มีคอเลสเตอรอลสูง และมีโรคอ้วน
  3. ผู้หญิง (Female): ฮอร์โมนเอสโตเจนมีส่วนในการก่อตัวของก้อนนิ่ว
  4. ผู้หญิงที่มีบุตรจำนวนมาก (Fertile): ช่วงก่อนหมดประจำเดือน ฮอร์โมนเอสโตเจนจะเพิ่มสูงขึ้น ซึ่งมีผลให้คอเลสเตอรอล เพิ่มสูงขึ้นด้วย
  5. อายุใกล้ 40 หรือมากกว่า (Forty): ผู้ป่วยด้วยโรคนิ่วจะพบในบุคคลที่มีอายุใกล้ 40 หรือมากกว่า
แต่อย่างไรก้ตาม สาเหตุของการเกิดโรคนิ่วส่วนมากนั้น มีปัจจัยอื่นๆมาพัวพันด้วย เช่น การสูบบุหรี่, มีโรคเบาหวาน, ตั้งครรภ์, มีโรคทางเดินอาหารต่างๆ และ เคยมีประวัติการผ่าตัดมาก่อน


สาเหตุของการเกิดนิ่ว




สาเหตุของนิ่วในถุงน้ำดี


ก้อนนิ่วในถุงน้ำดีนั้นเกิดมาจากการที่ ตับสร้างน้ำดีประมาณ 500 – 1,000 ซีซี/วัน ซึ่งประกอบด้วย
  1. เกลือน้ำดี (Bile Salts)
  2. น้ำดี
  3. ไขมัน
ซึ่งตับจะส่งน้ำดีนี้ไปที่ถุงน้ำดีเพื่อเก็บน้ำดีไว้ เมื่อร่างกายเราต้องการย่อยไขมัน น้ำดีก็จะถูกส่งไปตามท่อ เข้าสู่ลำไส้เพื่อย่อยสลายไขมัน ซึ่งเกลือน้ำดีนั้นมีหน้าที่ทำให้คอเลสเตอรอล จากตับละลาย  แต่เมื่อปริมาณเกลือน้ำดีและคอเลสเตอรอลนั้นไม่สมดุลกัน ในกรณีที่มีคอเลสเตอรอล มากกว่าเกลือน้ำดี จะทำให้มีการจับตัวของคอเลสเตอรอลแน่นเป็นก้อนนิ่ว เมื่อนานวันตะกอนและไขมันต่างๆ จับตัวเป็นก้อนนิ่วคั่งต้างในถุงและท่อน้ำดี

ประเภทของก้อนนิ่ว



ก้อนนิ่ว 


นิ่ว มีลักษณะคล้ายก้อนหินเล็กๆ ที่เกิดจากการรวมตัวของ คอเลสเตอรอล, เม็ดสีของน้ำดี, แคลเซียม คาร์บอนเนต (พบได้ยาก), หรือ มีส่วนผสมของทั้ง 3 ตัวซึ่งพบประมาณ 80% ของผู้ป่วย

ประเภทของก้อนนิ่ว
  1. ก้อนนิ่วคอเลสเตอรอล (Cholesterol gallstones): ซึ่งเกิดมาจากการที่มีปริมาณคอเลสเตอรอลมากกว่าเกลือน้ำดี (bile salts) ทำให้ คอเลสเตอรอลตกตะกอนเป็นก้อนนิ่ว
  2. ก้อนนิ่วเม็ดสีน้ำดี (Pigmented stones): พบมากในแถบตะวันออกกลางเนื่องจากมีโอกาสในการเกิดโรคจากพาหะนำโรค ซึ่งตัวพาหะนี้มีส่วนทำให้การผลิตของบิลิลูบิน (Bilirubin)
  3. ก้อนนิ่วแคลเซียม คาร์บอนเนต(Calcium carbonate stones): เกิดจากการขับแคลเซียมในปริมาณที่สูง
  4. ก้อนนิ่วที่มีส่วนผสมของทั้ง 3 ชนิด (Mixed gallstones): ซึ่งส่วนมากจะมี คอเลสเตอรอลประมาณร้อยละ 20 – 80 ของส่วนผสมทั้งหมด

ในประเทศไทยนั้น ก้อนนิ่วที่พบมากคือ ก้อนนิ่วที่มีส่วนผสมของทั้ง 3 ชนิด โดยมีคอเลสเตอรอลในอัตราที่สูง

วันจันทร์ที่ 10 ธันวาคม พ.ศ. 2555

กรดไหลย้อย ทำอย่างไรให้ห่างไกลโรคนี้


กรดไหลย้อน กินอย่างไรให้ห่างไกลโรคนี้


กรดไหลย้อน
      วันนี้เรามีวิธีการกินเพื่อให้ห่างไกลโรค กรดไหลย้อน มาฝากค่ะ มาดูกันซิว่าพฤติกรรมการกินตอนนี้เสี่ยงอยู่หรือไหม แล้วจะมีวิธีการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการกินอย่างไรไปดูกัน
เป็นที่ทราบกันดีว่า พฤติกรรมในการรับประทานอาหาร เป็นปัจจัยหนึ่งที่สำคัญของสาเหตุที่ส่งเสริมให้เกิดอาการ กรดไหลย้อน ปวดแสบปวดร้อนบริเวณหน้าอกและลิ้นปี่ เรอเปรี้ยว มีรสขม ยังไม่พอยังเป็นสาเหตุให้มีกลิ่นปากอีกด้วย เมื่อรู้อย่างนี้แล้ว ลองมาสำรวจพฤติกรรมการรับประทาน รวมถึงอาหารที่จะช่วยทำให้ห่างไกลจากภาวะ กรดไหลย้อนหรือทำให้อาการบรรเทาเบาบางลง
ลด งด เลิก
 หลังรับประทานอาหารทันที หลีกเลี่ยงการนอนราบ การออกกำลัง การยกของหนัก เอี้ยวตัว หรือก้มตัว
 รับประทานแต่พอดี ไม่ควรกินอิ่มจนเกินไป
 หลีกเลี่ยงการรับประทานอาหารมื้อดึก ไม่ควรรับประทานอาหารใดๆ อย่างน้อยภายในระยะเวลา 3 ชั่วโมงก่อนนอน
 หลีกเลี่ยงอาหารที่ปรุงด้วยการทอด อาหารมัน ฟาสต์ฟู้ด เนย นม
 หลีกเลี่ยงอาหารที่ก่อให้เกิดแก๊ส เช่น ถั่วทุกชนิด อาหารที่มีเครื่องเทศมากๆ หรือพืชผักที่มีกลิ่นแรง เช่น หัวหอม กระเทียม เป็นต้น
 หลีกเลี่ยงอาหารที่มีรสจัด เช่น เผ็ดจัด เปรี้ยวจัด เค็มจัด หวานจัด
 หลีกเลี่ยงเครื่องดื่มบางประเภท เช่น กาแฟ ชา ชอคโกแลต น้ำอัดลม เครื่องดื่มที่ผสมแอลกอฮอล์
 หลีกเลี่ยงผลไม้รสเปรี้ยว เช่น ส้ม มะเขือเทศ เป็นต้น
กินอย่างไร ห่างไกลกรดไหลย้อน
ผู้ที่เป็นโรค กรดไหลย้อน อย่าเพิ่งถอดใจว่า ดูจากรายการพฤติกรรมการรับประทานที่ควรงด ลด และหลีกเลี่ยงแล้ว จะเหลืออะไรที่สามารถรับประทานได้อีก ความจริงยังมีอาหารที่เป็นมิตรกับผู้มีภาวะ กรดไหลย้อน อีกมากมายที่สามารถรับประทานได้ ส่วนอาหารทั่วไปก็รับประทานได้บ้าง เพียงแต่ควรปรับพฤติกรรมการรับประทาน ซึ่งอาหารที่เป็นมิตรกับผู้เป็น กรดไหลย้อน เช่น
  อาหารที่ย่อยง่าย ที่มีไขมันต่ำ เช่น ปลานึ่ง ปลาต้ม  ข้าวกล้องต้ม ขนมปังโฮลวีท
  อาหารที่ไม่กระตุ้นให้เกิดการหลั่งกรด เช่น   มันฝรั่ง มันเทศ
  ผักและผลไม้ที่มีสภาพความเป็นด่าง เช่น กล้วยน้ำว้า ซึ่งมีเส้นใยเพ็คตินที่ช่วยในการรระบายท้องให้สบาย
  เครื่องดื่ม ไม่ควรเป็นเครื่องดื่มที่สร้างกรดหรือแก๊ส ควรรับประทานน้ำเปล่าดีที่สุด
กรดไหลย้อน ถึงแม้ว่าจะเป็นภาวะเรื้อรัง เพียงแค่ปรับพฤติกรรมและปรับอาหาร ก็สามารถลดความรุนแรงของโรคได้

วันจันทร์ที่ 3 ธันวาคม พ.ศ. 2555

ในหลวงของเรา






ในหลวงของเรา

ขอพระองค์ทรงพระเจริญ

ฉันเป็นคนไทย ฉันรักเมืองไทย ฉันรักในหลวง




มอง เห็นพระเจ้าอยู่หัว ท่ามกลางคนมืดมัว เหมือนเห็นแสงทองส่อง
ใจ ตื้นตันเพียงได้มอง พนมมือทั้งสอง ก้มลงกราบด้วยหัวใจ
มอง พระผู้ทรงเมตตา เฝ้าดูแลประชา ทั่วอาณาใกล้ไกล
เมื่อยามอ่อนล้า หมดหวังพระองค์อยู่เป็นหลักนำหัวใจ
ยึดเหนี่ยวอยู่ภายในว่าวันพรุ่งนี้ยังมีหวัง

ในหลวงของแผ่นดิน หล่อรวมให้เม็ดดินทรายกลายเป็นแผ่นดินที่ยิ่งใหญ่
หยดน้ำหยาดเหงื่อพระองค์หยดลงที่ไหน ทุกข์ร้อนจะพลันสลายทุกข์ภัยจะไม่อาจแผ้วพาน
ในหลวงของแผ่นดิน ทรงเป็นที่รักและที่พึ่งพิงให้เราแสนนาน
ตั้งแต่เล็กจนโตจำได้ทุกอย่าง ใต้ร่มพระบริบาล สุขสราญด้วยความร่มเย็น

ในหลวงของแผ่นดิน ทรงเป็นที่รักและที่พึ่งพิงให้เราแสนนาน
ตั้งแต่เล็ก จนโตจำได้ทุกอย่าง ใต้ร่มพระบริบาล สุขสราญด้วยความร่มเย็น

แผ่นดินนี้คือบ้าน คือแดนสวรรค์ แสนสุขใจ
มีทุกอย่างที่ดีเพราะใคร ฉันจะไม่ลืม

ในหลวงของแผ่นดิน หล่อรวมให้เม็ดดินทรายกลายเป็นแผ่นดินที่ยิ่งใหญ่
หยดน้ำหยาดเหงื่อพระองค์หยดลงที่ไหน ทุกข์ร้อนจะพลันสลายทุกข์ภัยจะไม่อาจแผ้วพาน
ในหลวงของแผ่นดิน ทรงเป็นที่รักและที่พึ่งพิงให้เราแสนนาน
ตั้งแต่เล็ก จนโตจำได้ทุกอย่าง ใต้ร่มพระบริบาล สุขสราญด้วยความร่มเย็น
แผ่นดินนี้คือบ้าน คือแดนสวรรค์ แสนสุขใจ
มีทุกอย่างที่ดีเพราะใคร ฉันจะไม่ลืม




วันพุธที่ 7 พฤศจิกายน พ.ศ. 2555

การล้างพิษ (Detoxication )


                          
                           การล้างพิษ
                           (Detoxification)
หนึ่งในกระบวนการปรับสมดุลร่างกาย ก็คือ การล้างพิษ” (Detoxification) หรือที่เราเรียกกันติดปากว่า ดีท็อกซ์หมายถึงวิธีการ หรือกระบวนการนำเอาสารพิษ (Toxic Substances หรือ Toxin) ต่างๆ ออกจากร่างกาย”  ทำไมเราจึงต้องมีการล้างพิษกันด้วย ต้องยอมรับความจริงข้อหนึ่งว่า วิถีชีวิตของผู้คนในสมัยนี้และสภาพแวดล้อมต่างๆ เปลี่ยนแปลงไป รอบๆ ตัวเราเต็มไปด้วยสารพิษ ไม่ว่าจะเป็นน้ำที่เราดื่ม อากาศที่เราหายใจ อาหารที่เรารับประทาน และยังมีข้าวของเครื่องใช้ต่างๆ รอบๆ ตัวเรา ล้วนปะปนไปด้วยสารพิษ ตลอดจนความเครียด สิ่งเหล่านี้ล้วนเป็นสาเหตุให้เกิดการเจ็บป่วยต่างๆ ที่คนในอดีตไม่เป็นกัน

อาการ ที่บ่งชี้ว่า ร่างกายมีสารพิษตกค้าง เช่น เหนื่อยง่าย ปวดศีรษะ ภูมิแพ้ เจ็บป่วยบ่อย ลมหายใจมีกลิ่น เป็นต้น การปรับสมดุลให้กับอวัยวะสำคัญต่างๆ ในร่างกายด้วยการล้างพิษ จึงมีความสำคัญ และจำเป็นอย่างยิ่งสำหรับการป้องกันโรค ความแก่หรือ "ความเสื่อมของร่างกาย ตามที่กล่าวมานี้

การล้างพิษสามารถทำได้หลากหลายวิธีและหลายอวัยวะ เช่น การล้างพิษที่ลำไส้  ตับ, สมอง, ผิวหนัง และเลือด
ลำไส้ เป็นการสวนล้างลำไส้ใหญ่เพื่อล้างและกําจัดกากใยอาหาร ที่อาจตกค้างอยู่ตามรอยหยักของลําไส้ใหญ่ และอาจเป็นของเสียที่มีพิษ ทำให้ของเสีย และสารพิษตกค้าง ซึ่งเป็นต้นเหตุแห่งอาการเจ็บป่วยอันไม่พึงประสงค์ต่างๆ ให้หมดไป และช่วยกระตุ้นให้ลำไส้ใหญ่ทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ เหมือนกระตุ้นให้มีการออกกำลังกายสม่ำเสมอ ไม่มีสิ่งอุดตันก็จะดูดซึมสารอาหารต่างๆ เข้าสู่ร่างกายได้ดียิ่งขึ้น หลังการสวนล้างลำไส้ ก็ควรเพิ่มแบคทีเรียดีให้กลับเข้าสู่ร่างกายเพื่อความสมดุลของระบบการทำงาน ส่งผลให้การดีท็อกซ์ดีขึ้น และไม่ควรทำบ่อยเกินไป และควรอยู่ภายใต้การดูแลของผู้เชี่ยวชาญ
ตับ เป็นหนึ่งในอวัยวะที่ใหญ่ที่สุดและสำคัญที่สุดในร่างกาย มีหน้าที่กรองสารพิษจากอาหาร เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ยาและวิตามินต่างๆ ที่รับประทานเข้าไป, ช่วยในการแข็งตัวของเลือด, สร้างเม็ดเลือดแดงใหม่, ทำลายเม็ดเลือดแดงที่หมดอายุ, สลายกรดอะมิโนให้เป็นยูเรีย, สร้างน้ำดีในการช่วยให้ไขมันแตกตัว, เผาผลาญอาหารและคอเลสเตอรอล ไลฟ์สไตล์ของคนเมืองในทุกวันนี้ มีพฤติกรรมเสี่ยงต่อการบั่นทอนสุขภาพอยู่นานัปการ ทั้งที่เราตั้งใจและไม่ได้ตั้งใจ ทำให้ตับต้องทำงานอย่างหนัก ซึ่งอาจส่งผลทำให้ตับเสื่อมสภาพได้ง่าย การดูแลตับให้มีสภาพดี จะช่วยป้องกันปัญหาโรคเรื้อรัง ร้ายแรงต่างๆ ได้ ในศาสตร์การชะลอวัยวะ เชื่อว่าถ้าตับทำงานดี ขับสารพิษได้ดี ร่างกายก็จะไม่สะสมสารพิษจนเกิดโรค ดังนั้น การดีท็อกซ์ หรือล้างพิษให้กับตับ จึงมีส่วนช่วยเพื่อช่วยให้ตับแข็งแรงขึ้นและทำงานได้ดีขึ้น

ผิวหนัง  เป็น อวัยวะที่ใหญ่ที่สุดของร่างกาย เป็นส่วนที่สามารถแสดงผลของสารพิษที่ตกค้างในร่างกายได้ไวที่สุดส่วนหนึ่ง โดยอาจแสดงอาการในรูปการเป็นผื่นแพ้ เป็นสิวเรื้อรัง ผื่นคันต่างๆ หรือความเหี่ยวย่น หมองคล้ำก่อนวัย ซึ่งเป็นการบ่งบอกถึงสภาวะภายในร่างกายได้   การดีท็อกซ์ผิวก็คือ การล้าง หรือขจัดสารพิษจากภายในออกผ่านผิว โดยสารตกค้างบางอย่างจะถูกขับออกทางผิวหนังได้ดี เช่น ยาฆ่าแมลงที่สะสมในร่างกาย โดยที่เราไม่รู้ตัว หรือเพื่อไม่ให้ตกค้างจนเกิดเป็นอันตราย อาการภูมิแพ้ต่างๆ การปรับสมดุลให้กับผิว กระตุ้นภูมิคุ้มกัน กระตุ้นการไหลเวียนของเลือดไปหล่อเลี้ยงเซลล์ผิวหนังได้ดียิ่งขึ้น สามารถดูดซึมสารอาหาร หรือสารบำรุงต่างๆได้ดียิ่งขึ้น หลังทำจึงรู้สึกได้ถึงความสดใส เปล่งปลั่งของผิวอย่าชัดเจน               

สมอง เป็นอีกอวัยวะที่มีความสำคัญกับการ ทำงานระบบต่างๆ ในร่างกาย เป็นศูนย์รวมของระบบประสาท สารสื่อประสาท และการควบคุมอวัยวะต่างๆ เป็นอวัยวะที่มีการเสื่อมอยู่ตลอดเวลา เซลล์สมองถ้าถูกทำลาย หรือตายไป จะไม่สามารถเกิดขึ้นใหม่มาทดแทนได้ ปัญหาที่เกิดจากความเสียหายของเซลล์สมอง คือ อาการอัมพาต อาการควบคุมการทำงานของอวัยวะต่างๆ ไม่ได้ หรือแม้แต่เสียชีวิต ถ้าสมองหยุดสั่งการ ดังนั้น การดูแลการทำงานให้สมองมีประสิทธิภาพสูงให้ยาวนานขึ้น ก็เป็นสิ่งที่ควรทำ ด้วยการเสริมสารอาหารต่างๆ ที่ช่วยบำรุงสมองให้ตรงจุด จึงเสมือนการปรับสมดุลให้กับส่วนควบคุมการทำงานทั้งหมดของร่างกาย ทำให้ห่างไกลจากโรค อย่างอัลไซเมอร์, พาร์กินสัน และโรคที่เกี่ยวกับการทำงานของสมองอื่นๆ ด้วย

เลือด เป็น ส่วนที่นำเอาสารอาหารต่างๆ และออกซิเจนไปสู่อวัยวะต่างๆ ทั่วร่างกาย จึงนับว่ามีความสำคัญอย่างมากในการหล่อเลี้ยงร่างกาย การไม่กระจายตัวของเลือด การไหลเวียนที่ไม่ดี การสะสมสารพิษในการแสเลือด รวมทั้งสารอาการส่วนเกินที่ตกค้างในหลอดเลือด เช่น ไขมัน หรือโปรตีนที่ดูดซึมไม่หมด รวมทั้งโลหะหนักต่างๆ จากอาหารทะเล หรือสารเคมีต่างๆ ก่อให้เกิดโรคต่างๆ ที่เกี่ยวกับหลอดเลือด เช่น ความดันโลหิตสูง เบาหวาน หลอดเลือดตีบ หลอดเลือดโป่งพอง เป็นต้น ดังนั้น การช่วยขับสารพิษออกจากเลือด จะทำให้หลอดเลือดสะอาด การไหลเวียนดีขึ้น และสามารถนำออกซิเจน และสารอาหารต่างๆ ไปหล่อเลี้ยงส่วนต่างๆ ของร่างกายได้ดีขึ้น

จะเห็นได้ว่า อวัยวะที่มีความสำคัญกับกลไกการทำงานต่างๆ ของร่างกายเหล่านี้ ถ้าได้มีการปรับสมดุล ล้างสารพิษออกไป เพื่อให้สามารถทำงานได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ ร่างกายของเราก็จะกลับมาสดใส มีชีวิตชีวา กลับมาเป็นหนุ่มเป็นสาว การป้องกันโรค ความแก่ไว้ ย่อมดีกว่าปล่อยให้ความแก่มาถึงตัวแล้วค่อยไปรักษาโรคต่างๆ ที่เข้ามาหาเราตลอดเวลา

การทานน้ำมันมะกอก ให้ประโยชน์ต่อร่างกาย





               การทานน้ำมันมะกอก ให้ประโยชน์ต่อร่างกาย
ช่วยลดคอเลสเตอรอลชนิดไม่ดี ทำให้หลอกเลือดสะอาด  นักวิจัยมหาวิทยาลัยบาร์เซโลนา ค้นพบว่า ผู้ใหญ่ที่ทานน้ำมันมะกอกชนิด Extra Virgin วันละ 5 ช้อนชา ติดต่อกันหนึ่งสัปดาห์ นอกจากระดับคอเลสเตอรอลชนิดไม่ดีหรือ LDL จะลดลงแล้ว ปฏิกิริยาออ็กซิเดชั่นของ LDL ยังลดลงอีกด้วย (นี่เป็นสาเหตุที่ทำให้ LDL เป็นไขมันตัวร้ายที่ทำให้หลอดเลือดแข็งตัวและหัวใจหยุดเต้น) คงต้องยกความดีให้น้ำมันมะกอกที่ช่วยเพิ่มปริมาณสารต้านอนุมูลอิสระในกระแสเลือด
ช่วยลดน้ำหนัก  นักวิจัยจาก Brigham and Women's Hospital รวบรวมอาสาสมัครคนอ้วนทั้งหมด 101 คน เพื่อทำการศึกษาเกี่ยวกับผลกระทบจากการทานน้ำมันมะกอก โดยกำหนดให้อาสาสมัครครึ่งหนึ่งต้องลดน้ำหนักโดยรับประทานอาหารไขมันต่ำ (ได้รับพลังงาน 20% จากไขมัน) ส่วนที่เหลืออีกครึ่งหนึ่ง ต้องลดน้ำหนักโดยรับประทานอาหารที่มีไขมันระดับปานกลาง (ได้รับพลังงาน 35% จากไขมัน) ซึ่งรวมถึงการรับประทานถั่วและน้ำมันมะกอกเป็นประจำทุกวัน ผลที่ได้คือ ทั้งสองกลุ่มลดน้ำหนักได้ใกล้เคียงกัน แต่กลุ่มที่สองที่ได้รับประทานไขมันที่เหมาะสมมากกว่าสามารถคงน้ำหนักตัวได้ นานกว่ากลุ่มที่ได้รับประทานแต่อาหารไขมันต่ำ
อีกด้านหนึ่งนายแพทย์ มาร์แชล โกลด์เบิร์ก แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านวิทยาต่อมไร้ท่อ ที่โรงพยาบาลมหาวิทยาลัยโทมัส เจฟเฟอร์สัน ให้คนไข้รับประทานน้ำมันมะกอก Extra Virgin ปริมาณ 2 ช้อนชา ก่อนมื้ออาหาร 20 นาที เพื่อให้รู้สึกอิ่มและรับประทานอาหารได้น้อยลง วิธีง่ายๆ คือ ให้บิขนมปังกรอบๆจิ้มน้ำมันมะกอกสัก 2-3 ชิ้น ก็น่าจะได้ปริมาณ 2 ช้อนชาตามที่ต้องการแล้ว แพทย์ยังได้แนะนำอีกว่าถ้าทานน้ำมันมะกอกกันเพียวๆ วันละ 1 ช้อนโต๊ะ ก่อนอาหารเช้าทุกวันจะช่วยป้องกันโรคหัวใจได้ และยังส่งผลดีต่อกระเพาะอาหาร ช่วยป้องกันการย้อนกลับของอาหารสู่หลอดอาหาร ที่ลำไส้ก็ทำให้ย่อยง่าย ด้านระบบเลือด ก็มีคอเลสเตอรอลที่ดีเพิ่มขึ้น ป้องกันการเกิดอนุมูลอิสระ ทั้งยังพบกรดโอลิคที่จำเป็นในกระบวนการสร้างมวลกระดูกในน้ำมันมะกอกด้วย ที่สำคัญช่วยบำรุงสมอง ป้องกันการเกิดภาวะความจำในสมองลดลง (โรคสมองเสื่อม) ซึ่งผลพิสูจน์ออกมาแล้วว่า ผู้ที่มีอายุยืนยาวโดยมากจะพบในประเทศกรีก ซึ่งประชากรของประเทศ จะบริโภคน้ำมันมะกอกถึง 26 ลิตรต่อคน/ปี

ประโยชน์ของการล้างพิษตับ



           

ประโยชน์ของการล้างพิษตับ
1.Rejuvenate :Reversal of the Aging Process        
  รู้สึกกระชุ่มกระชวย กระปรี้กระเปร่า เป็นหนุ่มเป็นสาวขึ้นมาใหม่อีกครั้งหนึ่ง
2.Inner and Outer Beauty                                                                           งามทั้งภายในและภายนอกมีผิวพรรณสดใส  รู้สึกสะอาด เบิกบาน   ร่าเริงแจ่มใส ปลอดโปร่งทั้งกายและใจ                                                                      
3.Improved Digestion, Energy and Vitality                                                                      ระบบย่อยอาหารดีขึ้น พละกำลังดีขึ้น  มีชีวิตชีวาและมีความสุข                                             
4.Freedom from Pain                                                                                                                                         หายจากอาการเจ็บไข้ได้ป่วย การเจ็บปวดที่ต้องทนทุกข์ทรมาน                                                                 
5.A Disease Free Life                                                                                                                                ไม่เจ็บไข้ได้ป่วย ไม่มีโรคภัยไข้เจ็บมาเบียดเบียน ไม่ต้องรับประทานยา                                                  
6.A More Flexible  Body                                               ทุกส่วนของระบบร่างกายดีขึ้นรู้สึกแคล่วคล่องว่องไว กระฉับกระเฉง มีกำลังวังชา และเบิกบาน                                                                                                                                               
7.Improved EmotionalHealth                                         มี   สุขภาพจิตที่ดีขึ้นปราศจากความขุ่นมัวในจิตใจ ความโกรธเกรี้ยวโมโหโกรธาหายไปสิ้น
8.A Clearer Mind and Improved Creativity
รู้สึกปลอดโปร่ง ผ่องใส ฉลาดเฉลียวและเพิ่มพูนพัฒนาความคิดสร้างสรรค์

วันอังคารที่ 25 กันยายน พ.ศ. 2555

การล้าพิษตับและการทำดีท็อกซ์ในมุมมองของอาจารย์ศิริราช


       
       หลักสูตรล้างพิษตับและลำไส้แห่งสันติอโศกในเวลานี้ นอกจากจะเป็นหลักสูตรที่มีคิวยาวถึงปีหน้าทุกสถานปฏิบัติธรรมและโรงเรียนผู้นำแล้ว ทราบว่าเดี๋ยวนี้พันธมิตรประชาชนในแต่ละจังหวัดก็ได้จัดกิจกรรมล้างพิษตับหลังจากที่ได้มีผู้ที่ได้ไปเข้าฝึกอบรมกันกว้างขวางมากขึ้น
       
        การล้างพิษในต่างประเทศได้ถูกผสมและผสานกับภูมิปัญญาแพทย์แผนไทย ทำให้หลักสูตรการล้างพิษตับของชาวสันติอโศกได้รับการกล่าวขานถึงกันมากขึ้นทั้งในประเทศและต่างประเทศ
       
        โดยหลักการสำคัญในการล้างพิษตับสามารถแบ่งออกเป็น 3 ขั้นตอนสำคัญคือ
       
        1. อดอาหารเพื่อให้กลไกในร่างกายหยุดใช้พลังงานเพื่อการย่อยอาหาร และเตรียมตัวที่จะนำสิ่งตกค้างและสารพิษออกจากร่างกาย เปรียบเสมือนการปิดโรงงาน หยุดการผลิตเพื่อเตรียมตัวทำความสะอาดใหญ่ในโรงงาน
       
       2. ทำการล้างลำไส้ โดยใช้สมุนไพรในการขับถ่ายมูกเมือก ดูดซับพิษในลำไส้ และขับพิษออกจากลำไส้โดยการดีท็อกซ์ จนแน่ใจว่าไม่มีอะไรตกค้างในลำไส้แล้ว
       
       3. เมื่อดำเนินการ 2 ขั้นตอนข้างต้นแล้ว จึงดื่มดีเกลือและตามด้วยน้ำมันมะกอกและน้ำมะนาวในช่วงเวลา 4 ทุ่ม และดีท็อกซ์ออกในช่วง 10.30 น.ในสายของวันรุ่งขึ้น ทำให้เชื่อได้ว่าสิ่งที่ออกมานั้นน่าจะออกมาจากตับและถุงน้ำดี
       
        แม้จะมีผลลัพธ์และกรณีศึกษามากมายว่าผู้ที่เข้าทำการล้างพิษตับได้มีการอาการดีขึ้นจากความเจ็บป่วย แต่ก็มักจะมีผู้ที่ยังมีความไม่แน่ใจ สงสัย ว่าจะมีคำอธิบายทางวิทยาศาสตร์หรือในทางการแพทย์แผนปัจจุบันอย่างไรได้บ้าง?
       
        แต่ก็ดูเหมือนว่าจะเป็นเรื่องไม่ง่ายนัก เพราะแพทย์แผนปัจจุบันส่วนใหญ่คุ้นเคยอยู่กับเทคโนโลยีทางการแพทย์ และยาเคมีในสิ่งที่ตัวเองร่ำเรียนมามากกว่า หลายคนต่อต้านแพทย์ทางเลือกเสียด้วยซ้ำ ดังนั้นจะมีแพทย์แผนปัจจุบันสักกี่คนที่จะมาแสวงหาคำตอบในการล้างพิษตับของชาวอโศกได้
       
       

       
       รศ.ดร.สำเริง รัตนระพี จากภาควิชาพยาธิวิทยา (Department of Pathology) คณะแพทย์ศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล เป็นอาจารย์แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านพยาธิวิทยาระบบทางเดินปัสสาวะ ได้เข้าทำการล้างพิษตับของชาวสันติอโศกไปแล้วทั้งหมด 3 ครั้ง ครั้งแรกที่เกาะสมุย จ.สุราษฎร์ธานี(ของคุณกอบ พันธมิตรฯที่สมุย) ครั้งที่สองที่สถานปฏิบัติธรรมของสันติอโศก และครั้งที่ 3 ได้มาล้างพิษตับเองที่บ้าน ได้ให้ความเห็นกับการล้างพิษตับและลำไส้เอาไว้ได้อย่างน่าสนใจ
       
        รศ.ดร.สำเริง รัตนระพี ได้ให้ความเห็นเอาไว้ว่าความจริงการออกกำลังกายจะช่วยทำให้ร่างกายแข็งแรงมีภูมิต้านทานโรคต่างๆ ได้ แต่การล้างพิษตับก็เหมือนกับการฟื้นฟูสภาพตับให้มีความสะอาดมากขึ้น เมื่อตับสะอาดมากขึ้นทำงานได้ดีขึ้นภูมิต้านทานของร่างกายก็ฟื้นตัวและสามารถจัดการกับโรคที่อยู่ในร่างกายเราได้
       
        รศ.ดร.สำเริง ให้ความเห็นว่า ความจริงคนเรามีเชื้อโรคอยู่ในตัว และมีเซลล์มะเร็งอยู่ในร่างกาย แต่ทุกคนมีภูมิต้านทานไม่เท่ากัน คนที่ยังมีภูมิต้านทานดีอยู่ก็จะยังไม่เกิดโรคเหล่านั้น และคนที่มีภูมิต้านทานอ่อนแอก็จะเกิดความไม่สมดุลและเป็นโรคเหล่านั้นได้ โดยยกตัวอย่างว่า มีคนถูกสุนัขซึ่งเป็นโรคพิษสุนัขบ้ากัด 10 ราย แต่บางทีอาจมีคนติดเชื้อโรคพิษสุนัขบ้า 3 คนเท่านั้น เพียงเพราะคนเหล่านั้นมีภูมิต้านทานต่ำ
       
        รศ.ดร.สำเริง ได้กล่าวถึงกรณีศึกษาของผู้ป่วยรายหนึ่งที่เป็นมะเร็งในปอด เมื่อไปล้างพิษตับไปสักระยะหนึ่งก็ได้ปรากฏว่าเซลล์มะเร็งหายไปได้ ไม่ได้แปลว่าเซลล์มะเร็งจากปอดออกมาได้จากการล้างพิษตับเพราะอยู่คนละส่วนที่ไม่ได้เชื่อมโยงกัน แต่หมายความว่าเมื่อตับสะอาดแข็งแรงขึ้น ภูมิต้านทานจึงกลับมาและสามารถต่อต้านกับโรคมะเร็งในปอดได้
  
        รศ.ดร.สำเริง
 อธิบายต่อว่า “ตับ” เป็นที่รวมของไขมันและสารพิษตกค้างอยู่จำนวนมาก จึงเห็นด้วยกับแนวคิดของคุณแก่นฟ้า แสนเมือง ที่เป็นผู้บุกเบิกคิดค้นหลักสูตรนี้ที่มองในเชิงกลไกว่า ตามปกติแล้วถ้ามีคราบน้ำมันในเครื่องยนต์เราจะใช้น้ำเปล่าผสมน้ำยาซักผ้าจะไม่สามารถล้างออกได้ โดยเฉพาะถ้ามีคราบน้ำมันที่เกาะตัวสะสมมาเป็นเวลานานนับหลายสิบปี หากจะล้างเครื่องยนต์เหล่านั้นได้ก็ต้องใช้น้ำมันเครื่องในการล้างเครื่องยนต์เหล่านั้น
  
        คุณแก่นฟ้า แสนเมือง
 ผู้ริเริ่มหลักสูตรนี้ซึ่งมีพื้นฐานเป็นวิศวกรได้เคยอธิบายหลักการนี้ในรายการสภาท่าพระอาทิตย์ว่า บางครั้งเครื่องยนต์ติดขัด สตาร์ทไม่ติดวิ่งไม่ได้ โดยไม่ทราบสาเหตุ แต่เมื่อช่างซ่อมได้ใช้วิธีล้างเครื่องใหม่ให้สะอาด เพียงแค่นั้นก็กลับมาใช้งานได้อีก
  
        และน้ำมันที่ขาดไม่ได้ในการใช้ล้างห้องเครื่อง “ตับ” ซึ่งเป็นที่ยอมรับกันทั่วโลกในเวลานี้ก็คือ ดีเกลือ และ น้ำมันมะกอก Extra Virgin
  
        รศ.ดร.สำเริง รัตนระพี จึงสรุปว่าเคล็ดลับของการล้างพิษตับ จึงอยู่ที่การฟื้นฟูตับ เพราะเท่ากับเป็นการฟื้นฟูภูมิต้านทาน
 และบางคนอาจจะต้องล้างพิษตับหลายครั้ง เพื่อให้โรคร้ายของตนเองถูกพิชิตได้ด้วยภูมิต้านทานที่ถูกฟื้นฟูขึ้นมาใหม่ เพราะในตับของหลายคนเต็มไปด้วยคราบไขมัน น้ำมัน สารพิษตกค้าง ยาเคมี ฯลฯ ซึ่งล้วนแล้วแต่ทำให้การทำงานของตับอ่อนแอลงไปเรื่อยๆ

       
        นาฬิกาชีวิต มีเวลา 4 ชั่วโมง 4 ทุ่มถึงตี 2 ว่าเป็นช่วงเวลาที่ท่อน้ำดีเปิดกว้าง น้ำมันมะกอกและน้ำมะนาวจึงเข้าไปในถุงน้ำดีและตับด้วย แล้วน้ำมันจะเป็นตัวพาคราบน้ำมันและสารพิษจากตับและอาจมีนิ่วจากถุงน้ำดีออกมาได้ด้วย
       
        รศ.ดร.สำเริง รัตนระพี มียินดีพร้อมให้ความช่วยเหลือหลักสูตรล้างพิษตับของชาวสันติอโศก โดยพร้อมจะช่วยตรวจสิ่งที่ออกมาจากตับว่าสิ่งที่ออกมาคืออะไร เพื่อการพัฒนาหลักสูตรล้างพิษตับในทางวิทยาศาสตร์และการแพทย์ให้มีผลที่มีความชัดเจนมากยิ่งขึ้น
       
        ทั้งนี้ รศ.ดร.สำเริง รัตนระพี ยังได้เขียนบทความสั้นๆฝากเอาไว้อย่างน่าสนใจในหลักสูตรล้างพิษตับ ให้กับคุณกอบ พันธมิตรฯที่สมุยอีกด้วย โดยระบุความตอนหนึ่งว่า:
       
        หน้าที่หลักของตับ ผลิตน้ำดีให้ถุงน้ำดี ช่วยกรองเลือด ส่งเลือดดีเข้าสู่ร่างกาย และส่งเลือดไปที่ไต ล้างสารพิษ และตับยังช่วยย่อยอาหาร ดูแล ผม ขน เล็บ
       
        ถ้าตับทำงานหนัก ไตมาช่วยทำงาน เมื่อทำงานหนัก ตับก็จะเสีย ไตก็จะเสื่อม
       
        ตับทำงานหนัก เพราะกินบ่อย กินผิดเวลา กินจุบจิบทั้งวัน ที่สำคัญที่สุด กินอาหารแล้วเข้านอน อันนั้นคุณกำลังทำร้ายตับ โดยเฉพาะเวลา 01.00 น.-03.00 น. ร่างกายต้อนอนหลับสนิท และเป็นเวลาของตับ จะต้องขับสารพิษออกจากร่างกาย ก็ไม่ควรทานอาหารในเวลานี้ ถ้าจะกินก็ควรให้เลย 03.00 น.ไปแล้ว
       
        และถึงแม้จะไม่ได้กินอะไรจุบจิบ ตับก็ต้องรับอารมณ์ โกรธ โมโห อิจฉา หรือ เครียด เมื่อมีอารมณ์เหล่านี้ เซลล์ในตับก็จะตายไปเป็นจำนวนมาก ทำให้ตับเสื่อมเร็วขึ้น
       
        การเพิ่มภาระให้ตับคือ การโกรกสีผม ทาเล็บ ใช้ยาสระผม ทาปากด้วยเครื่องสำอางที่มีสารเคมีเจือปน สารเคมีสะสมจะส่งไปถึงตับโดยตรงแล้ว พอตับมีปัญหา ขอบใต้ตาจะดำ อาหารก็ไม่ย่อย ท้องจะอืด ลมแน่นท้อง เลือดไม่ไปเลี้ยงกระดูกเชิงกราน มดลูกเริ่มโต เจ็บถึงส้นเท้า ผู้ชายก็เป็นต่อมลูกหมากได้เหมือนกัน
  
        ถึงจะบำรุงอะไร แต่ถ้าสารพิษตกค้างอยู่ในร่างกาย ก็ไม่เกิดประโยชน์

       
        นอกจากนี้ รศ.ดร.สำเริง รัตนระพี ยังเขียนเป็นบทความให้ความเห็นต่อความสำคัญในการล้างลำไส้เอาไว้อย่างน่าสนใจเช่นเดียวกัน ในหัวข้อ “อาหารผัดน้ำมัน” ซึ่งมีเนื้อหาดังนี้
       
        ในน้ำมันที่ประกอบอาหาร ถ้ามีส่วนประกอบของน้ำมันปาล์มอยู่ด้วยไม่ควรนำเข้าร่างกาย เพราะน้ำมันปาล์มน่าจะสกัดไปใช้เป็นเชื้อเพลิงอย่างอื่น ถ้าจะบอกว่าน้ำมันปาล์มไม่มีโคเรสเตอรอล ถ้าอย่างนั้นน้ำมันดีเซล เบนซิน ก็ไม่มีโคเรสเตอรอลเหมือนกัน แล้วน้ำมันเหล่านี้สมควรจะเอามากินเล่นได้หรือไม่
       
        ดูจากกะทะและรอบๆเตาแก๊ส หรือท่อน้ำทิ้งที่ล้างจาน จะมีครบเหนียวๆ ของน้ำมีนเกาะติดอยู่ แต่เราล้างมันออกได้ แล้วงถ้าเรากินอาหารผันน้ำมันเป็นประจำ น้ำมันที่กินเข้าไปโดยอุณหภูมิของร่างกายที่ 37 องศาเซลเซียสตลอดเวลา น้ำมันจะเหนียวเป็นกาวยึดติดที่ผนังลำไส้ เป็นเวลานานก็จะหนาตัวขึ้น ไปขวางระบบดูดซึม
       
        ระบบดูดซึมของร่างกายก็จะเสียไป แล้วเราจะส่งอะไรไปล้างมันได้ เมื่อระบบดูดซึมเสีย ลำไส้จะดูดซึมอาหารที่เป็นประโยชน์ไปสร้างเม็ดเลือดไม่ได้ กินยาหรือวิตามินก็ไม่ดูดซึม เพราะผ่านชั้นไขมันที่ผนังลำไส้ไม่ได้ หรือผ่านไปได้น้อย
       
        ต่างกับการให้น้ำเกลือโดยการฉีดเข้าเส้นเลือด โดยไม่ต้องผ่านระบบดูดซึม แต่ใครจะให้น้ำเกลือได้ทุกวัน คงไม่มี
       
        เมื่อระบบดูดซึมไม่ได้ พวกสารอาหารและโปรตีนจะถูกส่งไปให้ไตขับทิ้ง ไตก็ต้องทำงานหนักและอ่อนล้า ผลที่ตามมาคือความเจ็บป่วย และเกิดโรคต่างๆ
       
        ทุกๆ คนที่เคยกินอาหารผัดน้ำมันหรือของทอดน้ำมันบ่อยๆหรือทุกวัน ควรต้องล้างลำไส้เพื่อให้ระบบดูดซึมทำงานให้ดีขึ้น
       
        การไม่ล้างลำไส้ก็เปรียบเสมือนการกินข้าวแล้วไม่ล้างจาน มื้อต่อไปก็ใช้จานใบเก่านั้นแหละไปใส่กินข้าวใหม่

ขอขอบพระคุณข้อมูลจาก อ.ปานเทพ พัวพงษพันธ์ 

โพสต์แนะนำ

5 เฮิร์บ แฮร์ เซรั่ม 5 HERB HAIR SERUMผลิตภัณฑ์บำรุงเส้นผม(ไม่ต้องล้างออก)

                                              5 เฮิร์บ แฮร์ เซรั่ม  5 HERB HAIR  SERUM ผลิตภัณฑ์บำรุงเส้นผม(ไม่ต้องล้างออก) ผมห...