วันอาทิตย์ที่ 13 ธันวาคม พ.ศ. 2558

สัญญาณเตือน "ไตวาย" เช็คตัวเองด้วยนะคะ



ใส่ใจสุขภาพ : สัญญาณเตือน “ไตวาย” เช็คตัวเองด้วยนะคะ

ไตวายเป็นโรคที่เนื้อไตถูกทำลายอย่างต่อเนื่อง อาจนานหลายปี เรียกว่า “โรคไตวายเรื้อรัง” หรือเกิดขึ้นกะทันหัน เรียกว่า “ไตวายเฉียบพลัน” เมื่อเกิดโรคไตวายทั้งสองชนิดนี้ ส่งผลให้ไตไม่สามารถทำงานได้ตามปกติ
ดังนั้น หากคุณคิดว่า มีความเสี่ยงที่จะเป็นโรคไตวาย ลองสังเกตตัวเองดูว่า มีอาการดังต่อไปนี้หรือไม่

1. เหนื่อย อ่อนเพลีย
หนึ่งในสัญญาณเตือนแรกๆของโรคไตวาย คือ อาการเหน็ดเหนื่อย อ่อนเพลีย ซึ่งเกิดจากภาวะโลหิตจาง อันมีสาเหตุจากจำนวนเม็ดเลือดแดงในร่างกายลดน้อยกว่าปกติ
เมื่อภาวะไตวายเกิดขึ้น ไตจะไม่สามารถผลิตฮอร์โมนอีริโทรพอยอีติน ซึ่งเป็นตัวกระตุ้นไขกระดูกให้สร้างเม็ดเลือดแดงได้อีกต่อไป ดังนั้น คุณจึงรู้สึกเหนื่อย อ่อนเพลีย

2. หายใจหอบถี่
ขณะเริ่มมีอาการไตวาย ของเสียที่เกิดจากกระบวนการสันดาปซึ่งส่วนใหญ่มีค่าเป็นกรด จะเริ่มสะสมภายในร่างกาย ปอดจะพยายามทดแทนความเป็นกรดสูงนี้ ด้วยการนำก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ออกไปผ่านการหายใจเร็วๆ จึงทำให้รู้สึกเหมือนหายใจไม่ทัน และในบางกรณีอาจมีน้ำท่วมในปอด ทำให้ปอดไม่สามารถขยายตัวได้เต็มที่ จึงทำให้หายใจลำบากหรือติดขัด

3. คันตามเนื้อตัว
โรคไตวายเป็นสาเหตุของอาการคันที่เกิดขึ้นกะทันหัน มีสาเหตุจากแร่ธาตุฟอสฟอรัสที่สะสมอยู่ในเลือด อาหารทุกชนิดประกอบด้วยฟอสฟอรัสในปริมาณหนึ่ง แต่อาหารบางอย่าง เช่น นม มีฟอสฟอรัสมากกว่าอาหารอื่นๆ
ไตที่มีสุขภาพดี สามารถกรองและขับฟอสฟอรัสออกจากร่างกาย แต่หากอยู่ในภาวะไตวาย ฟอสฟอรัสจะคั่งค้างอยู่ในกระแสเลือดและตกผลึก ก่อการระคายเคืองบนผิวหนัง ทำให้รู้สึกคันตามเนื้อตัว

4. ปัสสาวะมีการเปลี่ยนแปลง
โรคไตวายทำให้การปัสสาวะเปลี่ยนแปลงไป คนที่มีอาการไตวายระยะแรก จะปัสสาวะมากผิดปกติ แต่เมื่ออาการไตวายรุนแรงขึ้น จำนวนปัสสาวะอาจลดน้อยลงได้เช่นกัน
และอาจมีการเปลี่ยนแปลงอื่นๆร่วมด้วย เช่น ปัสสาวะเป็นฟอง ซึ่งเกิดจากการที่โปรตีนรั่วเข้าในปัสสาวะขณะเกิดอาการไตวาย และปัสสาวะมีสีส้มแก่ ซึ่งมีสาเหตุจากเม็ดเลือดแดงรั่วเข้าในปัสสาวะ

5. ตัวบวม
ให้สังเกตว่า ส่วนใดส่วนหนึ่งของร่างกายมีอาการบวม ซึ่งเกิดจากการที่ร่างกายหลั่งของเหลวออกมามากเกินไปและสะสมอยู่ในเซลล์เนื้อเยื่อ เมื่อไตไม่สามารถทำหน้าที่ได้ตามปกติ ของเหลวจึงสะสมอยู่ภายในเนื้อเยื่อและทำให้เกิดอาการบวม ซึ่งมักเกิดที่บริเวณแขน ขา เท้า และใบหน้า หากมีของเหลวคั่งในร่างกายมากเกินไป อาจทำให้น้ำท่วมปวด ส่งผลให้เกิดอาการแน่นหน้าอก และหัวใจล้มเหลวได้

6. หัวใจเต้นไม่เป็นจังหวะ
เมื่อเกิดภาวะไตวาย แร่ธาตุโปแตสเซียมไม่สามารถถูกขับถ่ายออกจากร่างกายได้ตามปกติ ซึ่งการมีโปแตสเซียมสูง เป็นอันตรายต่อหัวใจ อาจทำให้หัวใจเต้นไม่เป็นจังหวะ และหัวใจห้องล่างเต้นกระตุก ผลไม้หลายชนิดมีส่วนประกอบของโปแตสเซียม เช่น ทุเรียน กล้วย ส้ม ฝรั่ง ลำไย ขนุน น้อยหน่า แก้วมังกร คนไข้ที่มีอาการไตวายควรงดรับประทาน

7. วิงเวียนหรือเซื่องซึม
ยูเรียเป็นสารอินทรีย์ที่เหลือจากการที่ร่างกายใช้โปรตีน โดยเป็นของเสียที่ไตขับออกมาทางปัสสาวะ เมื่อเกิดภาวะไตวาย สารยูเรียจะคั่งค้างอยู่ในร่างกาย และอาจขึ้นไปที่สมอง จึงทำให้รู้สึกวิงเวียนศีรษะ ขาดสมาธิ และไร้ความรู้สึก หากยูเรียสะสมอยู่ในร่างกายมากเกินไป จะก่อให้เกิดภาวะยูรีเมีย (ภาวะที่มีของเสียคั่งในเลือด) ซึ่งอาจทำลายสมองและนำไปสู่อาการโคม่า

8. รู้สึกถึงรสโลหะในปาก
แอมโมเนียเป็นสารพิษที่เกิดจากการสลายตัวของโปรตีนในร่างกาย ในภาวะไตวายนั้น ไตไม่สามารถกรองและขับแอมโมเนียออกจากร่างกายได้ตามปกติ เมื่อระดับแอมโมเนียในเลือดสูงขึ้น จะทำให้รู้สึกได้ถึงรสโลหะในปาก(Metallic taste) และลมหายใจมีกลิ่นเหม็น รวมทั้งอาจทำให้เบื่ออาหารและน้ำหนักลดได้เช่นกัน

9. คลื่นไส้
โรคไตวายทำให้รู้สึกคลื่นเหียนอาเจียน เนื่องจากไตหยุดทำงาน สารพิษจึงตกค้างอยู่ในร่างกาย ทำให้รู้สึกเหนื่อยง่าย ซึม และสับสน เมื่อเกิดภาวะดังกล่าว จำเป็นต้องรักษาทันทีด้วยการฟอกไต

10. ปวดหลังช่วงล่าง ขา หรือข้างลำตัว
โรคทางพันธุกรรมที่เรียกว่า โรคถุงน้ำในไต ก่อให้เกิดถุงน้ำหรือซีสต์จำนวนมากอยู่ในเนื้อไต และบางครั้งอยู่ในตับ โดยของเหลวที่อยู่ในซีสต์นั้น เป็นสารพิษที่สามารถทำลายปลายเส้นประสาทของอวัยวะช่วงล่าง ทำให้ปวดหลังช่วงล่าง ขา หรือข้างลำตัว โดยอาการปวดอาจมาในรูปความรู้สึกชา เสียว หรือปวดร้อน

11. ไม่แสดงอาการ
ในบางกรณี ภาวะไตวายอาจไม่แสดงอาการ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในคนที่เป็นโรคไตเรื้อรัง จะไม่แสดงอาการใดๆ จึงเป็นสิ่งสำคัญที่คุณต้องไปพบแพทย์ เพื่อตรวจร่างกายเป็นประจำ

อาการไตวายจะปรากฏเมื่อไตไม่สามารถขับของเสียออกจากร่างกาย หรือรักษาสมดุลของน้ำในร่างกายได้เท่านั้น..

(จาก นิตยสารธรรมลีลา ฉบับที่ 165 กันยายน 2557)

#clubคนรักสุขภาพ
-----------------------------------------------------------
ร่วมเป็นส่วนหนึ่งของclubคนรักสุขภาพทางlineได้ที่ลิ้งด้านล่างนะจ๊ะ😙😙😙
จิ้มเบาๆนะจ๊ะ >>http://line.me/ti/p/%40clubthehealth

วันอาทิตย์ที่ 6 ธันวาคม พ.ศ. 2558

ทำการล้างพิษตับกี่ครั้งดี ? จะเห็นผลของการล้างพิษตับเมื่อไหร่ ? จะรู้ได้อย่างไรว่านิ่วออกมาหมดแล้ว





ทำการล้างพิษตับกี่ครั้งดี

การล้างพิษตับเพียงไม่กี่ครั้งแล้วเลิกทำ อาจมีปัญหาตามมาได้ เนื่องจากมีบางท่านให้ความเห็น มันเหมือนกับการที่เราไปกระตุ้นให้ตับทำงานได้ดีขึ้น ตับก็มีการขับสารพิษออกมาทางน้ำดีแล้วเรากลับทำไม่ต่อเนื่อง คือไม่ทำการล้างพิษตับต่อ จนการอุดตันในระบบน้ำดีกลับมาเป็นใหม่ สารพิษที่ขับออกมาอาจจะกลับมาเป็นปัญหาได้ พูดง่ายๆว่าถ้าคิดจะทำแล้วทำไม่จบกระบวนการล้างพิษตับจงอยู่เฉยๆซะจะดีกว่า

จะเห็นผลของการล้างพิษตับเมื่อไหร่

เมื่อมีการอุดตันในระบบทางเดินน้ำดีลดลง หรือหายไป เชื่อว่าการทำงานของตับจะค่อยๆปรับตัวดีขึ้น ทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น นอกจากลองสังเกตุร่างกายของเราว่า มีการเปลี่ยนแปลงหรือไม่ อย่างไรแล้ว  หากต้องการตรวจเลือด เพื่อดูค่าต่างๆในเลือด มีผู้แนะนำว่าควรตรวจเลือด หลังจากการ่ล้างพิษตับได้ 6 เดือนไปแล้ว เพื่อดูผลที่เกิดขึ้นกับร่างกาย

จะรู้ได้อย่างไรว่านิ่วออกหมดแล้ว

เมื่อทำการล้างพิษตับไปสักระยะหนึ่ง นิ่วจะค่อยๆทยอยถูกขับออกมา เมื่อเราทำการล้างพิษตับแล้ว ไม่มีก้อนนิ่วออกมา 2 ครั้งติดต่อกัน ก็คาดเดาได้ว่า ไม่น่าจะมีนิ่วหลงเลืออยู่แล้ว โดยส่วนใหญ่ต้องทำการล้างพิษตับ 10 กว่าครั้ง นิ่วถึงจะออกหมดในบางรายอาจจะต้องทำมากกว่า 30 ครั้ง ต่อไปเราก็คอยจัดการเอานิ่วใหม่ออกมาเท่านั้น ซึ่งก็ไม่ต้องทำการล้างพิษตับทุกเดือนแล้ว แต่ให้ลดความถี่ลงไป เหลือแค่ปีละ 1-2 ครั้งก็เพียงพอ

ผักติ้ว กับ 5 คุณประโยชน์และการรักษามะเร็ง




** ผักติ้ว กับ 5 คุณประโยชน์และการรักษามะเร็ง

ผักสีสวย แดง ๆ ส้ม ๆ เขียวอ่อน ใครจะคิดว่าจะมีคุณประโยชน์เหลือหลาย มากกว่าแค่นำมาทานเป็นผักเครื่องเคียงอาหาร อย่างผักใบสวยชนิดหนึ่ง ที่คนใต้นิยมเอามาทานกับขนมจีน ซึ่งหรอยจังหู้มาก ๆ ที่เรียกว่า “ผักติ้ว” นี้ก็สารพัดประโยชน์ แถมยังมีสรรพคุณพิเศษบางอย่างอีกต่างหาก

โรคภัยไข้เจ็บเดี๋ยวนี้มีมากขึ้นแต่ก่อน แล้วยิ่งเป็นโรคร้ายด้วยแล้ว การรักษาในบางทีก็ยากขึ้น เพราะเชื้อโรคเดี๋ยวนี้ร้ายแรงขึ้นเยอะ แต่เชื่อไหมว่าพืชผักพื้นบ้านที่ชื่อว่า ผักติ้ว นี้จะช่วยรักษาโรคร้ายบางโรคได้ด้วย

รู้จัก ผักติ้ว หรือไม่

ผักติ้ว เป็นไม้ยืนต้น สูง 8-15 เมตร ลำต้นมียางสีเหลือง ใบรูปรีแกมรูปไข่กลับ ปลายแหลม โคนเกือบมน ผิวใบมีขนทั้ง 2 ด้าน จึงถูกเรียกอีกชื่อว่า “ติ้วขน” ผักติ้วจะมียอดอ่อนเป็นสีแดง รสฝาดปนเปรี้ยว เมื่อใบแก่เป็นสีเขียวสด

ส่วนดอกเป็นสีชมพูอ่อน ออกเป็นช่อกระจุกตามกิ่งก้านเหนือรอยแผลใบ และก้มีผลกลม ๆ เมื่อผลแก่ แตกอ้า ภายในมีเมล็ดรูปไข่ หรือรูปกระสวย พบขึ้นตามป่าธรรมชาติทั่วทุกภาคของประเทศไทย

ผักติ้ว บางคนก็เรียกว่า ผักแต้ว แล้วก็มีอีกหลาย ๆ ชื่อ เช่น ติ้วขน ติ้วส้ม แต้วหอม หรือแต้วหิน คนส่วนใหญ่นิยมจะนำใบนำมากินเป็นผัก ให้รสเปรี้ยว ปนฝาด ทั้งกินกับพริก ลาบ หรือแหนมเนือง ใส่แดงเลียง แกงส้ม หรือต้มยำ

คุณประโยชน์ของผักติ้วนั้นก็เหลือหลาย ทั้งเป็นอาหาร เป็นวัสดุทำอุปกรณ์ เป็นยาดี และที่สำคัญมีคนบอกว่ารักษามะเร็งได้ด้วย แต่จะจริงหรือไม่ เรามีคำตอบ

5 คุณประโยชน์จากผักติ้ว

อย่างที่บอกไปว่าผักติ้วนั้นมีคุณประโยชน์สารพัด ทีนี้เรามาดูกันสิว่า จะมีอะไรกันบ้าง

1. ในผักติ้วหนัก 100 กรัม จะ มีเส้นใยอาหารอยู่ 1.4 กรัมช่วยป้องกันอาการท้องผูก มีแคลเซียม 67 มิลลิกรัม ลดความเสี่ยงต่อการเกิดภาวะกระดูกพรุน มีไนอะซิน 3.1 มิลลิกรัม มีบทบาทต่อกระบวนการเผาผลาญสารอาหารและการทำงานของระบบประสาท วิตามินซี 56 มิลลิกรัม ช่วยในการดูดซึมธาตุเหล็กและช่วยให้แผลหายเร็ว ผักติ้วยังมีเบตาแคโรทีนและวิตามินเออยู่สูง ช่วยต้านอนุมูลอิสระที่เป็นอันตรายต่อร่างกายและบำรุงสายตา

2. ราก ผสมกับหัวแห้วหมู และรากปลาไหลเผือกต้มน้ำดื่มวันละ 3 ครั้ง ก่อนหรือหลังอาหารก็ได้ เป็นยาขับปัสสาวะ แก้ปัสสาวะขัด ประโยชน์ทางอาหาร ส่วนสรรพคุณทางยาไทยนั้น ใช้รากผสมกับหัวแห้วหมูและรากปลาไหลเผือก ต้มเอาเฉพาะน้ำ ดื่มวันละ 3 มื้อ เพื่อขับปัสสาวะและแก้ปัสสาวะขัด รากและใบต้มน้ำดื่มแก้ปวดท้อง เปลือกต้นและใบตำผสมน้ำมันมะพร้าวทาแก้โรคผิวหนัง แม้แต่น้ำยางจากเปลือกต้นก็ใช้ทาแก้คันได้

3. ยอดอ่อน นิยมรับประทานเป็นผักเคียงกับ ลาบ ก้อย น้ำตก แหนมเนืองเวียดนาม ตามที่กล่าวข้างต้น ส่วนภาคใต้รับประทานกับขนมจีนใต้รสชาติ อร่อยมาก

4. ดอกผักติ้ว มี สีขาวหรือสีชมพูอ่อน ส่งกลิ่นหอมอ่อน ๆ นำมากินเป็นผักได้เช่นเดียวกับยอดและใบอ่อน ไม้จากต้นผักติ้วก็ยังมีประโยชน์ไม่น้อย เพราะเนื้อไม้แข็ง จึงใช้ทำเสา ด้ามจอบเสียม หรือเผามาทำฟืน

5. สารสกัดจากผักติ้ว ในงานวิจัยของนิสิตโครงการปริญญาเอก กาญจนาภิเษก (คปก.) คณะอุตสาหกรรมเกษตร มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ระบุว่า สารสกัดจาก “ผักติ้ว” สามารถนำไปใช้ในการยับยั้งกลิ่นหืนในอาหารได้ โดยเอายอดอ่อนของ “ผักติ้ว” ที่คนอีสานนิยมรับประทานเป็นผักเคียงกับลาบ ก้อย และแหนมเนืองเวียดนาม ไปเข้ากระบวนการสกัดผสมกับ “เอทานอล” และขั้นตอนอีกหลายขั้นตอนจะได้สารจาก “ผักติ้ว” ชื่อ “คอลโรจินิกแอซิก” นำไปใช้เป็นสารสกัดธรรมชาติป้องกันกลิ่นหืนของอาหารดีมาก

ผักติ้วกับการรักษามะเร็ง

เคยมีการวิจัยเกี่ยวกับผักติ้วว่า ผักติ้วนั้นมีสารต้านอนุมูลอิสระ ที่ชื่อว่า กรดคลอโรเจนนิคสูง เมื่อเทียบกับสารโพลีฟีนอลทั้งหมด โดยกรดคลอโรเจนนิคนี้เป็นสารที่ป้องกันการทำลายดีเอ็นเอได้ นอกจากนี้ยังมีการวิจัยของนิสิตมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ว่า “ผักติ้ว” ยังมีฤทธิ์หยุดยั้งการเจริญของของเซลล์มะเร็งตับได้ โดยไม่ทำลายเซลล์ปกติด้วย แต่ทั้งนี้ สารดังกล่าว ไม่สามารถฆ่าเซลล์มะเร็งตับ (HepG2 / cells) ได้

มีคุณค่าสูง แต่ต้องทานหลากหลายไม่ซ้ำกัน

อย่างที่ทราบกันไปว่าผักติ้วนั้นมีคุณค่าทางโภชนาการนานาประการ แต่ทั้งนี้ก็ขึ้นอยู่กับชนิด และอายุของยอดใบอ่อนหรือใบแก่

โดยทั่วไปแล้วผักติ้วจะไม่แตกต่างกับผักพื้นบ้านที่เป็นพืชยืนต้นอื่น ๆ มากนัก แต่ในด้านส่วนประกอบทางเคมีแล้ว ผักติ้วกลับมีกรดคลอโรเจนนิคที่มีสารต้านอนุมูลอิสระสูง นอกนั้น ผักอื่นก็จะอุดมด้วยวิตามิน บี ซี เค แร่ธาตุต่าง ๆ เส้นใย เช่นเดียวกับผักอื่น ๆ

ซึ่งอย่างที่บอกก็คือ ผักทุกชนิดจะอุดมไปด้วยสารอาหารที่คล้าย ๆ กัน ดังนั้นเวลาที่เราจะทานผักแล้ว เราไม่ควรจะทานแค่ผักอย่างใดอย่างหนึ่ง เพราะการทานซ้ำอยู่อย่างเดียว ก็อาจทำให้เราได้รับสารอาหารนั้นต่อสุขภาพมากเกินไป ซึ่งอาจส่งผลเสียต่อสุขภาพร่างกายได้

Cr : emaginfo

เผย 10 จุดเจ็บป่วยตามร่างกายมีที่มา




** เผย 10 จุดเจ็บปวดตามร่างกาย มีที่มา **

อาการเจ็บปวด เกิดขึ้นโดยไม่ทราบสาเหตุ มักสร้างความกังวลเพราะนอกจากจะไม่รู้ที่มาแล้ว เรายังไม่อาจเห็นสภาพภายในได้ เรื่องนี้ นายแพทย์กฤษดา ศิรามพุช ผู้อำนวยการศูนย์เวชศาสตร์อายุรวัฒน์นานาชาติ มีข้อมูลมาไขข้อข้องใจโดย เฉพาะอาการปวด 10 จุด ต่อไปนี้

1. เจ็บต้นคอร้าวแขน
เจ็บนี้ต้องระวังเส้นประสาทต้นคออาจถูกกดหรือบาดเจ็บจากอุบัติเหตุ ยกของหนักที่ผ่านมาได้

2. เจ็บแขนร้าวปลายมือ
ดูเรื่องเส้นประสาทให้ดีมีสิทธิ์เกิดจากพังผืดไปรัดเส้นประสาทหรือเกิดมาจากศูนย์รวมประสาทที่ต้นคอก็ยังได้

3. ปวดศีรษะร้าวต้นคอ
อาจเป็นเพียงกล้ามเนื้อที่เกร็งตึงเวลามีความเครียดธรรมดา แต่ถ้ามีตาพร่าบวกคลื่นไส้อาเจียนด้วยก็ต้องจับตาอาการด้านสมอง

4. ปวดหลังร้าวลงขา
น่า จะเกิดจากหมอนรองกระดูกกดเส้นประสาทเป็นหลัก โดยเฉพาะหลังส่วนบั้นเอวเป็นจุดอ่อนที่สำคัญ การดูว่าปวดหลังถึงขั้นไหนให้ดูอาการร้าวลงขา

5. เจ็บอกวิ่งไปแขนซ้าย
ร้ายเสียยิ่งกว่าอกหักเพราะมักเกี่ยวถึงโรคหัวใจขาดเลือด ให้สังเกตอาการปวดว่าเหมือนถูกบีบหรือถูกงูเหลือมตัวใหญ่รัดด้วยหรือไม่

6. ไอแล้วปวดร้าวลงก้นกบ
บางคนเวลาไอหรือเบ่งท้องแรงๆ แล้วมีอาการเจ็บร้าวไปหลังหรือก้นกบเบื้องล่างทุกครั้ง ต้องเฝ้าระวังโรคหมอนรองกระดูกทับเส้น

7. เจ็บท้องน้อยร้าวลงหน้าขา
ใน สตรีต้องระวังเรื่องอุ้งเชิงกรานอักเสบ ส่วนในหนุ่มๆ ให้ระวังนิ่วในกระเพาะปัสสาวะ ถ้ามีไข้ร่วมด้วยให้ช่วยระวังการติดเชื้อเป็นหลัก

8. เจ็บท้องส่วนอื่นๆ แล้วร้าวทะลุหลัง
อาการ เจ็บหน้าไปหลังเช่นนี้ถ้าเป็นที่ตับ คือ ด้านบนขวาให้นึกถึงถุงน้ำดีที่อาจไม่ดีสมชื่อ เพราะนี่เป็นสัญญาณนิ่วในถุงน้ำดีหรือถุงน้ำดีอักเสบ ส่วนถ้าเจ็บตรงกลางร่วมกับไข้สูงให้นึกถึงตับอ่อนอักเสบ (Acute pancreatitis) แบบเฉียบพลัน

9. เจ็บบั้นเอวแถวสีข้างร้าวลงขา
ยิ่ง ถ้าเจ็บบั้นเอวด้านใดด้านหนึ่งแล้วร้าวด้วย ให้นึกถึงก้อนนิ่วในกรวยไตหรือท่อไต ในบางรายอาจมีท่อปัสสาวะอักเสบร่วมกับมีไข้ รู้สึกหนาวและปัสสาวะปนเลือดอีก หากเป็นเช่นนี้แนะให้ช่วยรีบไปตรวจปัสสาวะ เอ็กซเรย์หรืออัลตร้าซาวน์

10. เจ็บตามผื่นแล้วร้าวลงเส้นประสาท
การ ที่มีผื่นเป็นตุ่มน้ำใสแล้วมีอาการแสบร้อนหรือเคยมีประวัติโรคเริม งูสวัด ให้ระวังอาการปวดร้าวไปตามปลายประสาท แม้ไม่มีผื่นแล้วก็อาจทิ้งอาการแสบร้อนไว้ได้ บางรายเจ็บแสบอยู่ตามแนวเส้นประสาทเป็นครั้งคราว

คุณ หมอกฤษดา ย้ำว่า สัญญาณเจ็บร้าวทั้งสิบที่ว่ามาเป็นวิธีดูคร่าวๆ เท่านั้น แต่ก็ช่วยทำให้ได้ร่องรอยของโรคที่ซ่อนอยู่ได้ อย่างไรก็ตาม ทางที่ดีที่สุดคือ พบแพทย์แล้วตรวจหาความผิดปกติให้ทราบชัดเจนชัวร์กว่านะคะ


(Cr : Jaowka.com)

วันจันทร์ที่ 16 พฤศจิกายน พ.ศ. 2558

เปิดรับสมัครเข้าร่วมกิจกรรมการอบรมเชิงปฏิบัติการล้างพิษ ประจำเดือนมกราคม วันที่ 15-17 มกราคม 2559 ณ.หาดสองแควรีสอร์ท อ.แก่งคอย จ.สระบุรี

เปิดรับสมัครเข้าร่วมกิจกรรมการอบรมเชิงปฏิบัติการล้างพิษ ประจำเดือนมกราคม  วันที่ 22-24 มกราคม 2559 ณ.หาดสองแควรีสอร์ท อ.แก่งคอย จ.สระบุรี รับจำนวนจำกัด 30 ท่านเท่านั้นคะ 

การอบรมเชิงปฏิบัติการล้างพิษออกจากร่างกายด้วยวิธีธรรมชาติบำบัด เพื่อฟื้นฟูร่างกายจากการเจ็บป่วยเรื้อรังโดยไม่ทราบสาเหตุซึ่งไม่ใช่การรัษาโรค แต่เป็นการดูแลสุขภาพองค์รวมด้วยตัวเองวิธีหนึ่งด้วยกระบวนการเอาพิษออกจากร่างกาย และเป็นการเรียนรู้ที่จะเป็นหมอเพื่อรักษาตัวเองเหมาะสำหรับทุกคนที่ต้องการจะมีสุขภาพที่ดีต่อไป  ค่าใช้จ่ายท่านละ 3,000บาทคะ พักท่านละ 2 ท่านคะ
สอบถามรายระเอียดได้ที่ 086 307 9983 , LINE ID : cheewathum



                                        กิจกรรมของเรา
มาออกกำลังกายกันคะ 



เข้ากระโจมอบตัวด้วยสมุนไพร
สปาตาด้วยสมุนไพร
                                        
สปาหู
อบตัวด้วยสมุนไพรคะ 


ดื่มน้ำสมุนไพร แล้วมาพอกหน้า แช่เท้า กันคะ   






อิ่มอร่อยกับอาหารสุขภาพ


ที่พักสะอาด สะดวก สบาย มีความสุขกับธรรมชาติ


บรรยากาศธรรมชาติติดแม่น้ำป่าสัก

ณ.หาดสองแควรีสอร์ อ.แก่งคอย จ.สระบุรี



         



                           
   

                             
   


ติดแม่น้ำป่าสัก


                           
               



                                      


เดินทางสะดวกจากกรุงเทพประมาณชั่วโมงกว่า

สอบถามรายระเอียดได้ที่ 086 307 9983 , LINE ID : cheewathum

วันพุธที่ 4 พฤศจิกายน พ.ศ. 2558



10 ประโยชน์ของแก้วมังกร เพื่อนแท้ของสาวรักสุขภาพ/
ประโยชน์ของแก้วมังกร สรรพคุณอันน่าทึ่ง

“แก้วมังกร” ผลไม้ชื่อแปลกชนิดนี้มีหลายสายพันธุ์และรสชาติแตกต่างกันไป ไม่ว่าจะเป็นรสหวานอมเปรี้ยว หรือหวานอ่อนๆ มีวิธีรับประทานที่ง่ายเพียงแค่นำผลมาผ่าครึ่งก็สามารถใช้ช้อนตักเนื้อรับประทานได้เลย เนื้อสัมผัสนุ่มมีเมล็ดเล็กๆ สีดำกระจายทั่ว ทานอร่อยได้สำหรับคนทุกเพศทุกวัย แถมในหมู่สาวๆ รักสุขภาพยังมีประโยชน์มากมายทั้งด้านความงามและการลดน้ำหนักอีกด้วย

แก้วมังกรเป็นผลไม้ที่ให้พลังงานต่ำ แต่มีคุณค่าทางอาหารสูง รสชาติอร่อย ทำให้เหมาะสำหรับเหล่าหญิงสาวที่กำลังลดน้ำหนักเป็นอย่างมาก มีเส้นใยสูงจึงช่วยให้อิ่มท้องได้เป็นเวลานาน เปี่ยมไปด้วยสารอาหาร วิตามินและเกลือแร่ที่มีประโยชน์ต่อร่างกายและผิวพรรณ นับเป็นผลไม้เพื่อนหญิงสาวอย่างแท้จริง และในวันนี้เราจะมาทำความรู้จักกับประโยชน์ของแก้วมังกรให้มากขึ้นกันค่ะ

10 ประโยชน์ของแก้วมังกร เพื่อนแท้ของสาวรักสุขภาพ


1. ช่วยบำรุงผิว มีส่วนช่วยบำรุงผิวทำให้ผิวสวยเรียบเนียน กระจ่างใสขึ้นและยังลดการเกิดสิวด้วย

2. ดับกระหายได้ดี ด้วยรสชาติหวานอ่อนๆ ของแก้วมังกร จึงช่วยดับกระหายได้อย่างดีเยี่ยมเลยล่ะ

3. เพิ่มภูมิคุ้มกันให้กับร่างกาย มีสรรพคุณเสริมสร้างภูมิคุ้มกันร่างกายให้แข็งแรง และยังช่วยต่าต้านโรคภัยต่างๆ ได้ดีทีเดียว

4. ตัวช่วยลดน้ำหนักได้ผล แก้วมังกร เป็นผลไม้ที่มีไฟเบอร์สูงจึงทำให้ช่วยลดน้ำหนักและเป็นตัวช่วยควบคุมน้ำหนักได้ดี

10 ประโยชน์ของแก้วมังกร เพื่อนแท้ของสาวรักสุขภาพ
10 ประโยชน์ของแก้วมังกร เพื่อนแท้ของสาวรักสุขภาพ

5. สารต่อต้านอนุมูลอิสระสูง มีสารต้านอนุมูลอิสระอยู่เป็นจำนวนมาก จึงช่วยป้องกันโรคและปกป้องผิวได้ดีทีเดียว

6. ป้องกันโรคร้าย มีส่วนช่วยป้องกันโรคหัวใจและป้องกันการอุดตันของหลอดเลือด นอกจากนี้ยังช่วยลดระดับน้ำตาลในเลือดได้อีกด้วย

7. ช่วยดูดซับสารพิษในร่างกาย สามารถช่วยดูดซับสารพิษในร่างกายได้ จึงทำให้ผิวพรรณของเราดูสดใสขึ้นและยังสุขภาพดีอีกด้วย

8. ทำให้ระบบขับถ่ายดีขึ้น เนื่องจากมีกากใยสูงจึงสามารถช่วยในการขับถ่ายให้มีประสิทธิภาพขึ้น แถมยังช่วยในการปรับสมดุลของแบคทีเรียในลำไส้อีกด้วย

10 ประโยชน์ของแก้วมังกร เพื่อนแท้ของสาวรักสุขภาพ

9. บำรุงกระดูกและฟัน มีสรรพคุณในการบำรุงกระดูกและฟันให้แข็งแรง ซึ่งเหมาะกับสาววัยทองที่สุดเลยล่ะ
10. ลดความเสี่ยงในการเกิดโรคมะเร็ง คนที่ทานแก้วมังกรบ่อยๆ จะมีโอกาสเสี่ยงเป็นโรคมะเร็งต่ำกว่าคนที่ไม่กินแก้วมังกรเลย
ใครที่ชื่นชอบการรับประทานแก้วมังกรอยู่แล้วควรรับประทานเป็นประจำอย่างต่อเนื่อง ส่วนใครที่ยังไม่เคยลอง เมื่อได้รู้ประโยชน์ดีๆ ที่แก้วมังกรมีต่อสุขภาพของเราถึง 10 ข้อนี้แล้ว ก็อย่าลืมหันมารับประทานผลไม้เพื่อสุขภาพชนิดนี้กันเยอะๆ นะคะ ได้ทั้งหุ่นสวย ผิวดี แถมร่างกายแข็งแรงอีกด้วย
@@@@@@@@@@@@@@@@@@
ประโยชน์ของแก้วมังกร สรรพคุณอันน่าทึ่ง
แก้วมังกรเป็นผลไม้ที่มีทั้งสรรพคุณทางยา คุณค่าทางโภชนาการ นอกจากนี้ยังมีประโยชน์ต่อสุขภาพกับความงามอีกด้วย มักใช้บริโภคเพื่อจุดประสงค์ในการลดน้ำหนัก เพราะเนื่องจากเมื่อกินแก้วมังกรแล้วจะรู้สึกอิ่ม และแก้วมังกรเป็นผลไม้ที่มีกากใยสูงประกอบกับให้แคลอรีต่ำ
สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) ได้ให้ข้อมูลว่า แก้วมังกรสารที่มีประโยชน์คือ มิวซิเลจ (Mucilage) ซึ่งมีในเฉพาะในตระกูลกระบองเพชร มีลักษณะคล้ายวุ้นเจลช่วยดูดซับน้ำในร่างกาย และควบคุมระดับกลูโคสในคนที่เป็นโรคเบาหวานในชนิดที่ไม่ต้องใช้อินซูลินได้ สามารถช่วยในการบรรเทาโรคโลหิตจางช่วยเพิ่มธาตุเหล็กให้แก่ร่างกาย ช่วยในการป้องกันโรคหัวใจและหลอดเลือดหัวใจอุตตัน มะเร็งลำไส้ และต่อมลูกหมาก ช่วยเสริมสร้างภูมิต้านทานของกระดูกและฟัน
ขณะที่ กรมวิชาการเกษตร ก็ให้ข้อมูลว่า ในแก้วมังกรพันธุ์เนื้อแดงเปลือกแดงนั้น ยังมีสารไลโคปีนซึ่งมีคุณสมบัติในการต่อต้านการเกิดโรคมะเร็งอีกด้วย
นอกจากนี้แก้วมังกรยังมีประโยชน์อีกมากมาย ดังนี้
ช่วยบำรุงผิวพรรณให้เปล่งปลั่งสดใส ชุ่มชื้น และมีส่วนช่วยชะลอการเกิดริ้วรอยแห่งวัยต่าง ๆ
ช่วยดับร้อนและดับกระหาย
ช่วยเสริมสร้างภูมิต้านทานให้แข็งแรง เพราะมีวิตามินซีสูง
ช่วยบรรเทาอาการโรคความดันโลหิตได้
ช่วยในการต่อต้านอนุมูลอิสระซึ่งเป็นสาเหตุของการเกิดโรคมะเร็ง
ช่วยกระตุ้นการขับน้ำนมในสตรี
ช่วยดูดซับสารพิษต่าง ๆ ออกจากร่างกาย เช่น สารตกค้างอย่างตะกั่ว ที่มาจากควันท่อไอเสีย หรือสารตกค้างที่มาจากยาฆ่าแมลง
มีกากใยสูงช่วยในการขับถ่ายให้สะดวก แก้อาการท้องผูก
ช่วยปรับสมดุลของแบคทีเรียในลำไส้ แก้ปัญหาการขับถ่ายต่าง ๆ ให้ดีขึ้น
คุณค่าทางอาหารของแก้วมังกร
แก้วมังกรเป็นผลไม้ที่มีคุณค่าทางอาหารสูงเหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการลดน้ำหนัก และผู้ป่วยที่กำลังฟื้นตัว แก้วมังกรอุดมไปด้วยไฟเบอร์ ธาตุเหล็ก รวมทั้ง วิตามินบี1 บี2 บี3 วิตามินซี ฟอสฟอรัส โปรตีน และแคลเซียม ซึ่งหากเราประทานแก้วมังกร 1 ลูก น้ำหนัก 100 กรัม ร่างกายจะได้สารอาหารในปริมาณดังนี้
คาร์โบไฮเดรต 12.4 กรัม
โปรตีน 1.4 กรัม
ฟอสฟอรัส 32 มิลลิกรัม
แคลเซียม 9 มิลลิกรัม
วิตามินซี 7 มิลลิกรัม
พลังงาน 66 กิโลแคลอรี
ใยอาหาร 2.6 กรัม
กินแก้วมังกรลดน้ำหนัก ลดความอ้วน ได้หรือเปล่า
หลายคนคงสงสัยว่า แก้วมังกรนั้นกินแล้วจะสามารถลดความอ้วนได้หรือไม่ เรามาดูกันดีกว่าว่าเป็นอย่างไร
แก้วมังกรเป็นผลไม้ที่มีสรรพคุณช่วยในการลดน้ำหนัก เพราะเป็นผลไม้สารมิวซิเลจ (Mucilage) ซึ่งมีในเฉพาะในตระกูลกระบองเพชร มีลักษณะคล้ายวุ้นเจลช่วยดูดซับน้ำในร่างกาย สามารถรับประทานทดแทนการอาหารเย็นได้ ซึ่ง แพทย์หญิงพร้อมพรรณ พฤกษากร แพทย์อายุรกรรมต่อมไร้ท่อ ศูนย์ศรีพัฒน์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ก็ได้ระบุว่าแก้วมังกรเป็นหนึ่งในผลไม้ที่ใช้ในการลดความอ้วน
คนท้องกินแก้วมังกรได้ไหม
แก้วมังกรเป็นผลไม้ที่มีประโยชน์สูง เพราะมีธาตุเหล็ก และวิตามินซีสูง ช่วยในการกระตุ้นต่อมน้ำนมของสตรี ดังนั้น ผู้หญิงตั้งครรภ์สามารถทานได้แน่นอนค่ะ แต่ไม่ควรรับประทานมากเกินไป เพราะแก้วมังกรมีไฟเบอร์สูงทำให้อิ่มง่ายแต่ให้พลังงานน้อย จึงควรรับประทานเพียงแต่พอดีค่ะ
โทษของแก้วมังกรมีไหม
มีความเชื่อที่ว่าเมล็ดสีดำเล็ก ๆ ที่อยู่ในเนื้อของแก้วมังกรนั้นเป็นสาเหตุของการเกิดมะเร็ง ทำให้ผู้คนมากมายไม่กล้ารับประทานแก้วมังกร แต่อย่างไรก็ตาม นอกจากจะยังไม่มีการศึกษาใดที่ยืนยันความเชื่อนี้แล้ว ยังมีผลการศึกษาพบว่าเจ้าเมล็ดสีดำเล็ก ๆ ในเนื้อแก้วมังกรนั้นอุดมไปด้วย สารกลุ่ม FOS ในปริมาณสูง มีคุณสมบัติเป็นสาร Prebiotic ที่ช่วยปรับสมดุลของแบคทีเรียในลำไส้ และมีฤทธิ์ในการดูดซับสารเคมีและสารพิษในร่างกาย
นอกจากนี้ เจ้าเมล็ดสีดำเล็ก ๆ เหล่านี้ยังมีกรดไขมันซึ่งทำหน้าที่ในการขจัดคอเลสเตอรอลชนิดไม่ดีออกจากร่างกายและช่วยกระตุ้นในการเพิ่มคอเลสเตอรอลชนิดดีได้อีกด้วย ซึ่งอย่างไรก็ตาม ถึงแม้แก้วมังกรเป็นผลไม้ที่มีประโยชน์มากมาย แต่ก็ควรรับประทานในปริมาณที่พอเหมาะค่ะ
การรับประทานผลไม้ไม่ว่าอย่างไรก็มีประโยชน์ หากเรารับประทานในปริมาณที่พอเหมาะ ก็จะได้รับสารอาหารที่มีประโยชน์อย่างแน่นอนค่ะ และที่สำคัญเราควรรับประทานอาหารให้ครบถ้วน 5 หมู่ อย่างถูกหลักโภชนาการเพื่อสุขภาพที่ดีนะคะ


การแช่เท้าด้วยเกลือ

อาศัยหลักการ การถ่ายเทประจุ จากแหล่งที่มีประจุ มากไปยัง แหล่งที่มีประจุน้อย เกลือ มีประจุบวก จะดึง ประจุลบ ออกจากร่างกาย อาศัยหลักการทางวิทยาศาสตร์ และศาสตร์เรื่องพลังงาน
ที่เท้ามีจุดเชื่อมต่อกับจุดจักระในร่างกาย ทั้ง 7 จุด จักระจะหมุนอยู่ตลอดเวลา แต่บางคนหมุนช้า บางคนหมุนเร็ว การหมุนของจักระ ก็เหมือนกับการหมุนของใบพัดลม เมื่อหมุนไปเรือยๆ จะสังเกตเห็นมีฝุ่นเกาะที่ใบพัด หากไม่นำพัดลมมาทำความสะอาด สิ่งสกปรกเหล่านั้นก็จะเกาะเพิ่มมากขึ้นๆ แต่เนื่องจากคนไม่สามารถทำให้จักระหยุดได้ ถ้าจักรหยุดหมุนก็คือตาย การจะขจัดขยะฝุ่นออกจากใบพัดของจักระได้ ก็คือการใช้เกลือแช่น้ำ แล้วแช่เท้าไว้ สัก 20 นาที ต่อครั้ง เกลือเมื่อแตกตัวแล้วจะเป็นประจุบวก ตัวสิ่งสกปรกนั้นเป็นประจุลบ เมื่อเกลือแตกตัวในน้ำแล้ว ด้วยความเข้มข้นที่พอดี จึงดึงดูดประจุลบที่ติดอยู่ที่จักระออก ทำให้โรคบางอย่างที่เกิดจากจักระมีประจุลบเกาะอยุ่ หายเป็นปกติ ทั้งนี้ต้องอาศัยเวลา และความถึ่ในการแช่เท้าให้บ่อย ๆ เพื่อทำความสะอาดจักระของเรา

การแช่เท้าด้วยเกลือ จึงมีคุณสมบัติดังนี้

- ดึงพลังงานลบ พลังงานไม่ดี ออกจากร่างกาย โดยดึงสิ่งไม่ดี ที่อยู่ในรูปอนู ประจุลบออกจากอัวยวะผ่านฝ่าเท้่า ฝ่าเท้าเป็นจุดเชื่อมต่ออวัยวะภายในร่างกายนั้นไม่ถ้วน
- ดึงโรคภัยที่เจ็บป่วยด้วยพลังงานลบ ออกจากร่างกาย เมื่อประจุลบ พลังงานลบออกจากร่างกายแล้ว เราก็ใช้วิธีการรักษาแบบเก่า หรือแผนใหม่รักษา การรักษาจึงได้ ผล แต่หากไม่ดึงพลังงานลบ ที่มีอย่เป็นจำนวนมากออกมา การรักษาก็ทำได้ ยาก
- ดึงพลังงานลบที่เกิดจากคุณไสย มนต์ดำ ออกจากร่างกาย
- ดึงสิ่งที่ตกค้างในร่างกายออก ทำให้โรคที่เป็นอยู่ หาย
- ดึงพลังงานลบที่เกิดจากอารมณ์ ออก โดยละเอียด ทุกซอกทุกมุมของร่างกาย
เมื่อแช่เท้าด้วยเกลือ บ่อย ๆ ร่างกายจึงไม่มีพลังงานลบที่ก่อโรคหลงเหลืออยุ่ ทำให้สุขภาพดีขึ้น
วิธีการทำ
1. หากะละมัง ทรงแบบที่วางเท้าได้ ใส่น้ำลงไปให้ท่วมตาตุ่ม
2. ใส่เกลือทะเล (เกลือเม็ด) ลงไป 1 กำมือ
3. เอาเท้าเหยียบไว้ที่เกลือ
4. หากมีเพลงบรรเลง เพลงสำหรับทำสมาธิ ให้เปิดเพลงไปด้วย
5. แบมือ หงายมือขึ้น วางที่หัวเข่า เอาความรู้สึกไว้ที่กลางกระหม่อง
6. นั่งเช่นนี้ 15-20 นาที
7. เมื่อครบเวลาแล้ว เอาน้ำเปล่าล้างเท้าทั้งสองข้าง ระวังอย่าให้น้ำกระเด็ดออกจากกะละมัง จากนั้นเอาน้ำแช่เท้าไปทิ้งในโถส้วม ห้ามทิ้งที่อื่น เพราะพลังงานลบจะไปติดคนอื่น
8. คนปกติ ทำอาทิตย์ละครั้ง คนป่วย ทำทุกวันก่อนนอน
9 คนที่ธาตุไม่สมดุล มีอาการหนาว สั่น ให้ใช้น้ำอุ่น คนที่ร้อน ให้ใช้น้ำเย็น

เลี่ยงได้ควรเลี่ยง! 4วิธีผัดผักที่อาจจะทำให้คุณเป็นมะเร็ง


หลายคนอาจจะคิดว่า “การกินผัก กินอย่างไรก็มีประโยชน์” ข้อเท็จจริงนี้อาจไม่ใช่เรื่องที่ถูกต้องเสมอไป หากว่าการเราประทานผักของคุณนั้นผ่านกระบวนการปรุงด้วยวิธีที่ไม่เหมาะสม โดยเฉพาะเมนูผัดผักที่หาทานได้ง่ายๆ เด็กทานได้ ผู้ใหญ่ทานดี ที่กลายเป็นเมนูก่อมะเร็งโดยที่คุณไม่รู้ตัว จะต้องหลีกเลี่ยงการผัดแบบไหน ร่างกายของเราจึงจะปลอดภัยมากที่สุด ตามมาหาคำตอบกันได้เลย


1 ล้างผักหลังจากหั่นเสร็จแล้ว


ผักที่หั่นแล้วเวลานำไปล้างพื้นผิวที่สัมผัสกับน้ำจะมากกว่าตอนที่ยังไม่ได้หั่นทำให้แร่ธาตุบางชนิด วิตามินบีและซีบางส่วนละลายไปกับน้ำ วิธีการที่ถูกต้องคือควรจะค่อยๆล้างผักให้สะอาดและสะเด็ดน้ำให้แห้งก่อนจึงนำไปหั่น และที่สำคัญก็คือผักที่หั่นเสร็จแล้วควรจะนำไปประกอบอาหารทันทีหรือไม่ควรทิ้งไว้นานกว่า 2 ชม. ไม่อย่างนั้นจะทำให้สารอาหารในผักสูญเสียไปเพราะออกซิเดชันกับอากาศ

2 รอมีควันขึ้นค่อยใส่ผัก


การรอให้น้ำมันร้อนจนควันขึ้นแล้วค่อยใส่ผักลงไปผัดนั้น หมายถึงการนำผักลงไปผัดในอุณภูมิน้ำมันที่สูงกว่า 200 องศาเซลเซียส ซึ่งจะทำให้สูญเสียสารอาหารและแร่ธาตุในผักแถมยังทำให้เกิดสารก่อมะเร็ง วิธีการที่ถูกต้องนั้นควรจะใส่วัตถุดิบทุกอย่างลงไปก่อนที่น้ำมันจะมีควันขึ้นมา

3 ใส่น้ำมันเยอะๆ


ไม่ว่าจะเป็นน้ำมันประเภทไหนก็มีปริมาณไขมันมากกว่า 98% ความสามารถในการดูดซับน้ำมันของผักนั้นสูงกว่าเนื้อสัตว์มาก ถ้าหากเราใส่น้ำมันมากไปเวลาผัดผักก็จะทำให้พื้นผิวของผักนั้นเคลือบเต็มไปด้วยน้ำมัน รสชาติของเครื่องปรุงที่ใส่ลงไปจะไม่เข้าไปในผักแถมยังทำให้ร่างกายของเราให้ดูดซึมแร่ธาตุและสารอาหารจากผักได้น้อยลงมาก วิธีที่เหมาะสมก็คือเวลาผัดผักไม่ควรใส่น้ำมันเกินกว่า 1 ช้อนโต๊ะ

4 ใส่เครื่องปรุงที่มีส่วนประกอบของเกลือเยอะเกินไป


ในซีอิ๊วมีส่วนประกอบของเกลือ 15-20% ในผงปรุงรสมีส่วนประกอบของเกลือ 10% ถ้าหากใส่เครื่องปรุงเหล่านี้แล้วก็ไม่ควรใส่เกลือหรือน้ำปลามากเกินไปเพราะจะทำให้ปริมาณโซเดียมในอาหารสูงมากเกินไป

4วิธีผัดผักนี้ทำให้สารอาหารในผักสูญเสียไปและหากทำเป็นประจำอาจจะทำให้มีผลเสียต่อสุขภาพของคุณอีกด้วย อย่าลืมส่งให้คนที่บ้านอ่านด้วยนะจ๊ะ



ขอบคุณข้อมูลดีๆจาก liekr

วันจันทร์ที่ 2 พฤศจิกายน พ.ศ. 2558



ประโยชน์ของ"สาเก"

สาเกเป็นผลไม้ที่มีกลิ่นหอมชวนรับประทาน และรสก็เอร็ดอร่อย วิธีรับประทานสาเกนั้น เอามานึ่งรับประทานแทนขนมปังก็ได้ หรือเอาไปเชื่อมแบบที่เมืองไทยก็ได้

คุณค่าอาหารและสรรพคุณ

เนื้อสาเก อุดมไปด้วยคาร์โบไฮเดรต ให้พลังงานสูง นอกจากนี้ยังมีแคลเซียม วิตามินเอ และวิตามินบี มีสรรพคุณป้องกันการเกิดโรคหัวใจ ความจำเสื่อม และโรคกระดูกผุในผู้หญิงที่อยู่ในวัยหมดประจำเดือน

สาเกเชื่อม

บรรดาขนมเชื่อมๆ ทั้งหมด ต้องขอยกนิ้วให้ กับสาเกเชื่อม เป็นลำดับที่หนึ่งในใจ เป็นของเชื่อมที่หาทานไม่ค่อยได้ เจอที่ทำขายก็ค่อนข้างแพง

ความอร่อยของสาเกเชื่อม อยู่ตรงที่ มีความหวาน นุ่ม มัน หนึบหนับ ทานเพลิน ลืมอวบ ลืมอ้วนกันชั่วคราว เชียวล่ะ

ส่วนผสม....

สาเกพันธุ์ข้าวเหนียว 1 ลูก (หนักประมาณ 1 กิโล)
น้ำตาลทราย 600 กรัม
น้ำเปล่า 1.5 ลิตร
ปูนแดง 1 ช้อนชา
มะนาว 1 ซีก

วิธีทำ....

1. ทำความสะอาดสาเก หั่นเป็นแว่น ๆ ตามขวางหนาประมาณ 1 นิ้ว
ปอกเปลือกออกให้หมด เอาไส้ออก แล้วผ่าครึ่ง

2. แช่สาเกในน้ำปูนใสประมาณ 1 ชั่วโมง ล้างน้ำปูนใสออกให้หมด ผึ่งให้สะเด็ดน้ำ

3. ใส่น้ำสะอาดและน้ำตาลทรายลงในหม้อ (หุงข้าว)
ตั้งไฟให้น้ำตาลทรายละลายเป็นน้ำเชื่อม

4. ใส่สาเกลงเชื่อม แง้มฝาหม้อหุงข้าวไว้
จนสาเกมีลักษณะอิ่มน้ำเชื่อม สุก และใส เคี่ยวจนน้ำเชื่อมงวด บีบมะนาวใส่ในน้ำเชื่อมเลยค่ะ ใส่น้ำมะนาวเพื่อให้สาเกมีสีสวยเป็นเงา จึงยกลง

5. พักไว้จนเย็นสนิท เก็บใส่ภาชนะปิดฝาให้สนิทเก็บไว้รับประทานได้หลายวัน

(Cr : voathai.com)


ไตพร่อง ทำให้เกิดสารพัดโรค" 

..........เรามากดจุด บำรุงไตกันเถอะ......

อาการไตพร่อง ไม่ว่าจะ ปวดหลัง มึนศีรษะ หูมีเสียง ผมร่วง ฟันโยกง่าย ถ้าหากเป็นคุณผู้ชายอาจจะนกเขาไม่ขัน คุณผู้หญิงแท้งบ่อย อาการเหล่านี้ล้วนมาจาก ไตพร่องแทบทั้งสิ้น สำหรับคนขี้หนาวที่มีอาการดังกล่าว ......

หมอตี๋แนะนำให้กดจุด 太溪(ไท้ซี)

ไท้ซี จุดนี้หาง่ายมาก อยู่บริเวณขาหลังตาตุ่มด้านใน อยู่ตรงกลางระหว่างตาตุ่มกับเส้นเอ็น

สำหรับคนที่ไตพร่อง จะถามหมอตี๋ตลอดว่า ควรทำอย่างไรดี
หมอตี๋ขอแนะนำ จุด"ไท้ซี" นี้แหละ เหมาะสำหรับคนที่มีอาการไตพร่องเป็นอย่างยิ่ง.... 

ให้นวดวันละหลายๆครั้งบ่อยๆหรือ ก่อนนอน 100ครั้ง จะทำให้ อาการดังกล่าว ดีขึ้น ลองดูนะครับ

แชร์เพื่อเพื่อนมนุษย์ด้วยกันนะครับ ด้วยความปราถนาดีจาก ......

.....Dr ตี๋ แพทย์จีน.....


(Cr: บัว พ้นน้ำ)

วันเสาร์ที่ 24 ตุลาคม พ.ศ. 2558

มารู้จัก ดูแล รักษาตับ ของเรากันคะ


มา "รู้จัก-ดูแล-รักษาตับ" ของเรา กันคะ

“ตับ” เป็นอวัยวะที่ใหญ่ที่สุดของร่างกายรองจากผิวหนัง มีหน้าที่มากมาย อาทิ สร้างน้ำดีช่วยย่อย-ดูดซึมอาหาร เก็บสำรองอาหาร กำจัดสารพิษ หากตับกำจัดสารพิษไม่ได้ สารพิษจะสะสมและทำลายเซลล์ตับไปเรื่อยๆ ตับยังช่วยป้องกันการแข็งตัวของเม็ดเลือด เป็นแหล่งสร้างพลังงานความร้อนให้กับร่างกาย ที่น่าเป็นห่วงก็คือ “ตับ” เป็นอวัยวะที่แข็งแรงมาก เราอาจไม่รู้ตัวเลยว่าเราเริ่มเป็นโรคเกี่ยวกับตับ เพราะแม้ตับจะทำงานได้เพียง 10-15% ตับก็ยังปฏิบัติได้เต็มความสามารถ นี่เป็นสาเหตุใหญ่ที่คนส่วนมากกว่าจะรู้ตัวว่าเป็นโรคเกี่ยวกับตับ จึงรักษาไม่ทันกันมามากมายแล้ว

การดูแลรักษาตับ
• ไม่ดื่มสุรา เบียร์ หรือของมึนเมา
• ไม่ควรรับประทานยาพร่ำเพรื่อ เพราะสารเคมีจะทำลายตับได้
• ระวังอย่าสูดดมพวกละอองสเปรย์ต่างๆ
• สวมถุงมือ ใส่เสื้อแขนยาว สวมหมวกและหน้ากากทุกครั้งที่พ่นหรือผสมยาฆ่าแมลง
• ไม่สำส่อนทางเพศ
• ไม่ใช้ยาเสพติดชนิดฉีดเข้าเส้น
• ไม่รับประทานอาหารดิบหรือสุกๆ ดิบๆ
• รับประทานอาหารที่สะอาดและน้ำต้มสุก มีภาชนะปิดอย่างมิดชิด
• นอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ
• ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ

-บทบาทหน้าที่ของ ตับ
ตับมีหน้าที่สำคัญหลายประการ อันได้แก่การสร้างน้ำดี ซึ่งออกมาในลำไส้ ช่วยให้อาหารประเภทไขมันถูกย่อยและดูดซึมง่ายขึ้น เก็บสำรองอาหาร โดยเก็บเอากลูโคส (GLUCOSE)ไปสะสมไว้ในเซลล์ตับ ในสภาพของกลัยโคเจน(GLYCOGEN) และจะเปลี่ยนกลัยโคเจนกลับออกมาเป็นกลูโคสในกรณีที่ร่างกายต้องการใช้ได้ทันที

ตับสะสมวิตามินเอ ดี และวิตามินบี12 นอกจากนี้ยังกำจัดสารพิษที่ลำไส้ดูดซึมเข้าไปในกระแสเลือด เมื่อสารพิษผ่านตับ ตับก็จะทำลาย สารพิษบางชนิดตับทำลายไม่ได้ตรงกันข้ามจะไปทำลายเซลล์ตับ เช่น แอลกอฮอล์ (ALCOHOL) คาร์บอนเตตราคลอไรด์(CARBON TETRACHLORIDE) และคลอโรฟอร์ม (CHLOROFORM) เป็นต้น

ตับจะทำหน้าที่สร้างวิตามิน เอ จากสารแคโรตีน (สารสีส้มที่มีอยู่ในแครอท - มะละกอ) ธาตุเหล็กและทองแดงจะถูกเก็บสะสมอยู่ที่ตับ เช่นเดียวกับวิตามิน เอ ดี และบี12 สร้างองค์ประกอบในการแข็งตัวของเลือด อาทิเช่น ไฟบริโนเจน (FIBRINOGEN) และโปรธรอมบิน(PROTHROMBIN)เป็นต้น และยังสร้างสารป้องกันการแข็งตัวของเลือด อันได้แก่ เฮปาริน(HEPARIN) ทำหน้าที่ในการกินและทำลายเชื้อโรคโดยมีเซลล์แมกโครฟาจ (MACROPHAGE) ที่อยู่ในตับ ซึ่งมีชื่อเรียกเฉพาะว่าคุฟเฟอร์เซลล์ (KUPFFER'S CELL)

และหน้าที่ที่สำคัญอีกประการหนึ่งคือเป็นแหล่งพลังงานสร้างความร้อนให้แก่ร่างกาย

โดยสรุป เรื่องราวของ "ตับ"

ตับของคนเราเป็นอวัยวะที่ให้ที่สุด และมีความสำคัญต่อร่างกายเป็นอันมาก ตับจะอยู่ตรงชายโครงขวาใต้กระดูกซี่โครง หนักประมาณกิโลกรัม มีสีออกแดงแบ่งออกเป็นสองกลีบ คือกลีบขวา และกลีบซ้าย โดยปกติมักจะคลำตับไม่ได้ แต่หากตับโตลงล่าง หรือโตออกด้านข้างหรือบนก็ได้ มักจะมีอาการจุกตื้อๆ

-หน้าที่ของตับมีมากมาย ดังนี้
1. ตับเป็นอวัยวะที่สร้างสารต่างๆที่สำคัญ เช่นไข่ขาวหนือ albumin ช่วยอุ้มน้ำให้อยู่ในหลอดเลือด หากไข่ขาวในเลือดต่ำจะทำให้เกิดอาการบวมเท้า ท้องมาน
2. ตับเป็นอวัยวะที่ผลิตน้ำดี และเกลือน้ำดีเพื่อช่วยย่อยสลายไขมัน โดยน้ำดีจะถูกขับออกทางเดินอาหารทำให้อุจจาระสีเหลือง หากทางเดินน้ำดีอุดตันอุจจาระจะมีสีขาว
3. ตับเป็นอวัยวะที่สะสมพลังงานเช่น glucose และวิตามิน
4. ตับเป็นโรงงานผลิตพลังงานให้ร่างกาย โดยสลายสารอาหารให้ร่างกาย เมื่อตับป่วยจึงรู้สึกเพลียมาก
5. ตับมีหน้าที่กำจัดของเสีย ของเสียที่ร่างกายเราได้มาจากอาหารหรือสารที่เรารับเข้าไป เช่นยา แอลกอฮอลล์ กาแฟ หรือสารที่เป็นพิษ และอีกส่วนหนึ่งมาจากการย่อยหรือสลายสารอาหาร เมื่อสารพิษผ่านตับ ตับจะทำหน้าที่ทำลายสารพิษนั้น แต่หากเราได้รับสารพิษมากก็อาจจะทำให้ตับเสียหายได้
6. ตับเป็นที่อยู่ของเม็ดเลือดเพื่อดักจับเชื้อโรค

โพสต์แนะนำ

5 เฮิร์บ แฮร์ เซรั่ม 5 HERB HAIR SERUMผลิตภัณฑ์บำรุงเส้นผม(ไม่ต้องล้างออก)

                                              5 เฮิร์บ แฮร์ เซรั่ม  5 HERB HAIR  SERUM ผลิตภัณฑ์บำรุงเส้นผม(ไม่ต้องล้างออก) ผมห...