| |
ตับ เป็นอวัยวะที่ทำหน้าที่ขับสารพิษออกจากร่างกาย ดังนั้น การทานอาหารที่ดีต่อสุขภาพตับเป็นประจำจะช่วยแบ่งเบาภาระให้ตับได้ ซึ่งการที่ตับทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพย่อมส่งผลให้ร่างกายมีพลังมากขึ้น นอกจากหน้าที่ในการขับสารพิษแล้ว ตับยังช่วยในกระบวนการย่อยอาหารและเปลี่ยนสารอาหารให้เป็นพลังงาน เมื่อร่างกายต้องการ ตับช่วยลดการติดเชื้อ โดยช่วยขจัดของเสียออกจากร่างกาย หากมีตัวช่วยที่เราสามารถนำเข้าไปช่วยแบ่งเบาภาระของตับได้น่าจะเป็นการดี และอาหารนี่แหละที่จะช่วยการทำงานของตับได้ สิ่งสำคัญในการป้องกันอันตรายให้แก่ตับ และเพื่อหลีกเลี่ยงโรคตับแข็ง คือควรหลีกเลี่ยงการดื่มแอลกอฮอล์ เพื่อให้อวัยวะหนึ่งเดียวนี้ช่วยขับพิษให้ร่างกายได้อีกนาน รวมถึงการออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอด้วย |
สมุนไพรไม่ได้รักษาโดยตรง แต่ช่วยฟื้นฟูและยับยั้ง สิ่งผิดปกติที่เกิดขึ้นกับร่างกาย
วันพุธที่ 2 พฤษภาคม พ.ศ. 2555
ช่วยตับขับพิษด้วยการเลือกอาหาร
ช่วยตับขับพิษด้วยการเลือกอาหาร
ตับ เป็นอวัยวะที่ทำหน้าที่ขับมลสารออกจากร่างกาย ดังนั้น การทานอาหารที่ดีต่อสุขภาพอนามัยตับ
เป็น ประจำจะช่วยแบ่งเบาภาระให้ตับได้ ซึ่งการที่ตับทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพย่อมส่งผลให้ร่างกายมีพลัง ตับ มากขึ้น
เป็น ประจำจะช่วยแบ่งเบาภาระให้ตับได้ ซึ่งการที่ตับทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพย่อมส่งผลให้ร่างกายมีพลัง ตับ มากขึ้น
นอกจากหน้าที่ในการขับสารพิษแล้ว ตับยังช่วยในกระบวนการย่อยอาหารและเปลี่ยนสารโภชนาให้ เป็นพลังงาน เมื่อร่างกายต้องการ ตับช่วยลดการติดเชื้อ โดยช่วยขจัดอุจจาระออกจากร่างกาย หากมีตัว ช่วยที่เราสามารถนำเข้าไปช่วยแบ่งเบาภาระของตับได้น่าจะเป็นการดี และอาหารนี่แหละที่จะช่วยการทำ งานของตับได้ การดูแลสุขภาพ
อาหารอันดับต้น ๆ ที่ช่วยตับในการล้างพิษได้แก่ กระเทียม หัวหอม มะนาว ผักใบเขียว ดอกกะหล่ำ การดูแลสุขภาพ และกะหล่ำปลี เพราะจะทำให้สารพิษที่เจือปนมากับอาหารอื่นนั้นมีสภาพเป็นกลาง นอกจากนี้ยังช่วยเพิ่ม การผลิตน้ำดีซึ่งช่วยทำความสะอาดกระเพาะอาหารและลำไส้ตับ รวมถึงช่วยกระตุ้นให้ลำไส้มีการขยับเขยื้อน เคลื่อนไหว
ผลไม้ที่มีสารต้านอนุมูลอิสระสูง ได้แก่ องุ่น ส้ม แคนตาลูป มะละกอ พรุน ลูกเกด ผลไม้ตระกูลเบอร์รี่ จะช่วยปกป้องตับจากสารอนุมูลอิสระที่จะมีปริมาณสูงขึ้นในกระบวนการขับสารพิษออกจาก รูป
นอกจากนี้อาหารที่มีวิตามินบีสูง อย่างธัญพืชที่ไม่ขัดสีต่าง ๆ และผักผลไม้ที่อุดมไปด้วยวิตามินซี อย่างพืชที่มีรสเปรี้ยวและผักใบเขียวทั้งหลายจะช่วยในขบวนการล้างพิษของตับ
ส่วนอาหารที่มีสารเลซิติน ก็จะช่วยเสริมการทำงานของตับด้วย ซึ่งมีมากในไข่แดง ถั่วเหลือง ข้าวโอ๊ต กะหล่ำปลี กะหล่ำดอก การดูแลสุขภาพเนื้อปลา ตับ ตับ
ส่วนธาตุสังกะสี ที่มีมากในเนื้อสับ ถั่วขาว เนื้อไก่และหอยนางรมก็ช่วยให้ตับทำหน้าที่ได้ดีขึ้น และไม่ ควรทานอาหารที่มีไขมันสูง เพราะตับสามารถผลิตคลอเลสเตอรอลได้เพียงพอต่อความต้องการของร่าง กายอยู่แล้ว
สิ่งสำคัญในการป้องกันอันตรายให้แก่ตับ และเพื่อหลีกเลี่ยงโรคตับแข็ง คือควรหลีกเลี่ยงการดื่ม แอลกอฮอล์ เพื่อให้อวัยวะหนึ่งเดียวนี้ช่วยขับพิษให้ร่างกายได้อีกนาน รวมถึงการออกกำลังกายอย่างสม่ำ เสมอด้วย
อาหารพลังงานสูง ผู้ป่วยโรคตับมีความต้องการพลังงานสูงโดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้ที่มีปัญหาขาดสารอาหาร ร่วมด้วย
ผู้ป่วยโรคตับจะต้องจำกัดโซเดียม ซึ่งเป็นองค์ประกอบของเกลือ เพื่อป้องกันหรือลดอาการบวม การจำกัด โซเดียมทำได้โดยงดของหมักดอง ปรุงอาหารโดยไม่เติมซอสและเครื่องปรุงซึ่งมีรสเค็ม รวมทั้งผงชูรส งด การดูแลสุขภาพ อาหารกระป๋อง ตับ งดมายองเนสและซอสมะเขือเทศ ปรุงอาหารจากอาหารสด จะช่วยลดปริมาณโซเดียมได้มาก
ผู้ป่วยโรคตับจะต้องจำกัดโซเดียม ซึ่งเป็นองค์ประกอบของเกลือ เพื่อป้องกันหรือลดอาการบวม การจำกัด โซเดียมทำได้โดยงดของหมักดอง ปรุงอาหารโดยไม่เติมซอสและเครื่องปรุงซึ่งมีรสเค็ม รวมทั้งผงชูรส งด การดูแลสุขภาพ อาหารกระป๋อง ตับ งดมายองเนสและซอสมะเขือเทศ ปรุงอาหารจากอาหารสด จะช่วยลดปริมาณโซเดียมได้มาก
วันอังคารที่ 24 เมษายน พ.ศ. 2555
กินกล้วยวันละ 3 ลูกช่วยลดเส้นเลือดสมองแตก
กล้วยวันละ 3 ลูกช่วยลดเส้นเลือดสมองแตก
กล้วย 3 เวลา หลังอาหารช่วยให้ได้รับโปแตสเซียม ซึ่งลดโอกาสการเกิดลิ่มเลือดในสมองลงได้ 21% นักวิจัยชาวอังกฤษและอิตาเลียนบอกว่าอาการหลอดเลือดสมองตีบหรือแตกสามารถป้องกันได้ด้วยการกินอาหารที่มีโปแตสเซียมสูง เช่น ผักโขม ถั่ว นม ปลา และถั่วแขก
งานวิจัยซึ่งตีพิมพ์ใน Journal of the American College of Cardiology ชิ้นนี้ได้นำข้อมูลจากผลวิจัย 7 ชิ้นมาวิเคราะห์ บางชิ้นทำไว้ตั้งแต่ทศวรรษ 1960 แล้วสังเคราะห์เป็นข้อมูลภาพรวม
นักวิจัยพบว่า การได้รับโปแตสเซียมทุกวัน วันละ 1,600 มิลลิกรัม จะช่วยลดความเสี่ยงต่อโรคหลอดเลือดสมองได้กว่า 1 ใน 5 กล้วยลูกหนึ่งมีโปแตสเซียมประมาณ 500 มิลลิกรัม ซึ่งช่วยลดความดันโลหิต และควบคุมของเหลวในร่างกายให้มีความสมดุล ถ้าคนเราขาดโปแตสเซียมหัวใจจะเต้นผิดจังหวะ เกิดอาการระคายเคือง คลื่นไส้ และท้องร่วง
นักวิจัยของมหาวิทยาลัยวอริก และมหาวิทยาลัยเนเปิลส์ บอกว่า คนส่วนใหญ่ได้รับโปแตสเซียมในระดับต่ำกว่าที่ควร ในอังกฤษ ทางการแนะนำให้ผู้ใหญ่ได้รับโปแตสเซียมวันละ 3,500 มิลลิกรัม
ถ้าผู้คนในโลกหันมากินอาหารที่มีโปแตสเซียมสูง และลดการกินเค็ม จำนวนผู้เสียชีวิตด้วยโรคหลอดเลือดสมองจะลดลงปีละกว่า 1 ล้านคน
โรคหลอดเลือดสมองเกิดจากการที่มีลิ่มเลือดก่อตัวขึ้น แล้วปิดกั้นเลือดที่จะไหลไปเลี้ยงสมอง ในอังกฤษมีผู้เสียชีวิตด้วยโรคนี้วันละ 200 คน และจำนวนมากต้องกลายเป็นอัมพฤกษ์ และอาจเกิดอาการซ้ำอีกเป็นครั้งที่สองหรือสาม ซึ่งอาจทำให้เสียชีวิตได้
ในอังกฤษ โรคนี้เป็นสาเหตุการตายอันดับสาม รองจากมะเร็งและโรคหัวใจ
สมาคมโรคหลอดเลือดสมอง บอกว่า ความดันโลหิตสูงเป็นปัจจัยเสี่ยงที่สำคัญที่สุดของโรคนี้ ซึ่งโปแตสเซียมสามารถช่วยลดความดันเลือดได้
ที่มา: หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์

วันเสาร์ที่ 10 มีนาคม พ.ศ. 2555
ไขมันเกาะตับคืออะไร
ไขมันเกาะตับคืออะไร
ไขมันเกาะตับ คือสภาวะที่เกิดการสะสมของไขมันภายในเซลล์ตับ
เนื่องจากตับขับไขมันส่วนเกินออกไปได้ไม่หมด
โดยส่วนใหญ่จะอยู่รูปไขมันไตรกลีเซอร์ไรด์ ทำให้เกิดการอักเสบของตับ
การทำงานของตับลดลง
ถ้าดื่มสุราและติดเชื้อไวรัสตับอักเสบด้วยอาจลุกลามกลายเป็นโรคตับแข็งหรือเป็นมะเร็งตับได้
ภาวะไขมันเกาะตับพบได้ประมาณ 10%-25 % อาจแตกต่างบ้างในแต่ละประเทศ พบได้บ่อยในคนที่มีอาการอย่างใดอย่างหนึ่งหรือหลายอย่าง ดัังต่อไปนี้ น้ำหนักเกิน, อ้วน ,เบาหวาน, ไขมันในเลือดสูง หรือความดันโลหิต
สาเหตุของไขมันเกาะตับไม่เป็นที่ทราบแนแ่ชัด ผู้ป่วยในระยะเริ่มแรกมักไม่แสดงอาการ บางรายอาจมีอาการจุกเสียดแน่นบริเวณชายโครงขวาจนเกิดภาวะตับแข็ง, อาจมีอาการอ่อนเพลีย, ท้องโต เป็นต้น
หน้าที่ของตับจากสารานุกรมไทยสำหรับเยาวชนฯ เล่มที่ 17
ตับมีหน้าที่สำคัญหลายประการ อันได้แก่การสร้างน้ำดี ซึ่งออกมาในลำไส้ ช่วยให้อาหารประเภทไขมันถูกย่อยและดูดซึมง่ายขึ้น เก็บสำรองอาหาร โดยเก็บเอากลูโคส (GLUCOSE)ไปสะสมไว้ในเซลล์ตับ ในสภาพของกลัยโคเจน (GLYCOGEN) และจะเปลี่ยน กลัยโคเจนกลับออกมาเป็นกลูโคสในกรณีที่ร่างกายต้องการใช้ได้ ทันที สะสมวิตามินเอ ดี และวิตามินบีสิบสอง นอกจากนี้ยังกำจัดสารพิษที่ลำไส้ดูดซึมเข้าไปในกระแสเลือด เมื่อสารพิษผ่านตับ ตับก็จะทำลาย สารพิษบางชนิดตับทำลายไม่ได้ตรงกันข้ามจะไปทำลายเซลล์ตับ เช่น แอลกอฮอล์ (ALCOHOL) คาร์บอนเตตราคลอไรด์(CARBON TETRACHLORIDE) และคลอโรฟอร์ม (CHLOROFORM) เป็นต้น
ตับจะทำหน้าที่สร้างวิตามิน เอ จากสารแคโรตีน (สารสีส้มที่มีอยู่ในแครอต และมะละกอ) ธาตุเหล็กและทองแดงจะถูกเก็บสะสมอยู่ที่ตับ เช่นเดียวกับวิตามิน เอ ดี และบีสิบสอง สร้างองค์ประกอบในการแข็งตัวของเลือด อาทิเช่น ไฟบริโนเจน (FIBRINOGEN) และโปรธรอมบิน(PROTHROMBIN) เป็นต้น และยังสร้างสารป้องกันการแข็งตัวของเลือด อันได้แก่ เฮปาริน(HEPARIN) ทำหน้าที่ในการกินและทำลายเชื้อโรคโดยมีเซลล์แมกโครฟาจ (MACROPHAGE) ที่อยู่ในตับ ซึ่งมีชื่อเรียกเฉพาะว่าคุฟเฟอร์เซลล์ (KUPFFER'S CELL) และ หน้าที่ที่สำคัญอีกประการหนึ่งคือเป็นแหล่งพลังงานสร้างความร้อนให้แก่ร่างกาย
หน้าที่ของตับตามทรรศนะแพทย์แผนจีน (ข้อมูลจากแหล่งอ้างอิง)
- ตับเก็บเลือด และควบคุมปริมาณเลือด
- ตับทำหน้าที่ระบายและปรับการไหลเวียนและพลัง
- ตับควบคุมอารมณ์และจิตใจ
- ตับขับเคลื่อนการไหลเวียนเลือด และพลัง และการลำเลียงน้ำในร่างกาย
- ตับเปิดทวารที่ตา
หน้าที่ ของตับที่สำคัญเกี่ยวข้องกับการเกิดโรคตับอักเสบ คือ ภาวะการอุดกั้นของตับ ทำให้การไหลเวียนเลือดและพลังติดขัด ทำให้มีปัญหาในการควบคุมอารมณ์และจิตใจ รวมถึงการทำงานของระบบม้ามและกระเพาะอาหาร (ไม้ข่มดิน-ตับแกร่งข่มม้าม) หรือในทางกลับกัน การหงุดหงิด จิตใจหดหู่ เครียด โมโห จะมีผลต่อการทำงานของตับโดยตรง เกิดพลังและเลือดอุดกั้น (สารพิษในร่างกายมาก ตับทำหน้าที่ขับพิษได้น้อยลง ตับทำหน้าที่มากขึ้น) ระบบการย่อยอาหารที่สะสมความร้อนชื้นมากจะมีผลต่อความร้อนชื้นของระบบ ตับ-ถุงน้ำดีได้ การที่เกิดความร้อนชื้น หรือพลังอุดกั้นจากอารมณ์นานๆ จะทำให้เกิดก้อนหรือการอักเสบภายในตับได้ เพราะเกิดความร้อนและการไหลเวียนติดขัดเกิดเลือดคั่งค้าง
ภาวะไขมันเกาะตับพบได้ประมาณ 10%-25 % อาจแตกต่างบ้างในแต่ละประเทศ พบได้บ่อยในคนที่มีอาการอย่างใดอย่างหนึ่งหรือหลายอย่าง ดัังต่อไปนี้ น้ำหนักเกิน, อ้วน ,เบาหวาน, ไขมันในเลือดสูง หรือความดันโลหิต
สาเหตุของไขมันเกาะตับไม่เป็นที่ทราบแนแ่ชัด ผู้ป่วยในระยะเริ่มแรกมักไม่แสดงอาการ บางรายอาจมีอาการจุกเสียดแน่นบริเวณชายโครงขวาจนเกิดภาวะตับแข็ง, อาจมีอาการอ่อนเพลีย, ท้องโต เป็นต้น
หน้าที่ของตับจากสารานุกรมไทยสำหรับเยาวชนฯ เล่มที่ 17
ตับมีหน้าที่สำคัญหลายประการ อันได้แก่การสร้างน้ำดี ซึ่งออกมาในลำไส้ ช่วยให้อาหารประเภทไขมันถูกย่อยและดูดซึมง่ายขึ้น เก็บสำรองอาหาร โดยเก็บเอากลูโคส (GLUCOSE)ไปสะสมไว้ในเซลล์ตับ ในสภาพของกลัยโคเจน (GLYCOGEN) และจะเปลี่ยน กลัยโคเจนกลับออกมาเป็นกลูโคสในกรณีที่ร่างกายต้องการใช้ได้ ทันที สะสมวิตามินเอ ดี และวิตามินบีสิบสอง นอกจากนี้ยังกำจัดสารพิษที่ลำไส้ดูดซึมเข้าไปในกระแสเลือด เมื่อสารพิษผ่านตับ ตับก็จะทำลาย สารพิษบางชนิดตับทำลายไม่ได้ตรงกันข้ามจะไปทำลายเซลล์ตับ เช่น แอลกอฮอล์ (ALCOHOL) คาร์บอนเตตราคลอไรด์(CARBON TETRACHLORIDE) และคลอโรฟอร์ม (CHLOROFORM) เป็นต้น
ตับจะทำหน้าที่สร้างวิตามิน เอ จากสารแคโรตีน (สารสีส้มที่มีอยู่ในแครอต และมะละกอ) ธาตุเหล็กและทองแดงจะถูกเก็บสะสมอยู่ที่ตับ เช่นเดียวกับวิตามิน เอ ดี และบีสิบสอง สร้างองค์ประกอบในการแข็งตัวของเลือด อาทิเช่น ไฟบริโนเจน (FIBRINOGEN) และโปรธรอมบิน(PROTHROMBIN) เป็นต้น และยังสร้างสารป้องกันการแข็งตัวของเลือด อันได้แก่ เฮปาริน(HEPARIN) ทำหน้าที่ในการกินและทำลายเชื้อโรคโดยมีเซลล์แมกโครฟาจ (MACROPHAGE) ที่อยู่ในตับ ซึ่งมีชื่อเรียกเฉพาะว่าคุฟเฟอร์เซลล์ (KUPFFER'S CELL) และ หน้าที่ที่สำคัญอีกประการหนึ่งคือเป็นแหล่งพลังงานสร้างความร้อนให้แก่ร่างกาย
หน้าที่ของตับตามทรรศนะแพทย์แผนจีน (ข้อมูลจากแหล่งอ้างอิง)
- ตับเก็บเลือด และควบคุมปริมาณเลือด
- ตับทำหน้าที่ระบายและปรับการไหลเวียนและพลัง
- ตับควบคุมอารมณ์และจิตใจ
- ตับขับเคลื่อนการไหลเวียนเลือด และพลัง และการลำเลียงน้ำในร่างกาย
- ตับเปิดทวารที่ตา
หน้าที่ ของตับที่สำคัญเกี่ยวข้องกับการเกิดโรคตับอักเสบ คือ ภาวะการอุดกั้นของตับ ทำให้การไหลเวียนเลือดและพลังติดขัด ทำให้มีปัญหาในการควบคุมอารมณ์และจิตใจ รวมถึงการทำงานของระบบม้ามและกระเพาะอาหาร (ไม้ข่มดิน-ตับแกร่งข่มม้าม) หรือในทางกลับกัน การหงุดหงิด จิตใจหดหู่ เครียด โมโห จะมีผลต่อการทำงานของตับโดยตรง เกิดพลังและเลือดอุดกั้น (สารพิษในร่างกายมาก ตับทำหน้าที่ขับพิษได้น้อยลง ตับทำหน้าที่มากขึ้น) ระบบการย่อยอาหารที่สะสมความร้อนชื้นมากจะมีผลต่อความร้อนชื้นของระบบ ตับ-ถุงน้ำดีได้ การที่เกิดความร้อนชื้น หรือพลังอุดกั้นจากอารมณ์นานๆ จะทำให้เกิดก้อนหรือการอักเสบภายในตับได้ เพราะเกิดความร้อนและการไหลเวียนติดขัดเกิดเลือดคั่งค้าง
ดูแลสุขภาพอย่างไรเมื่อรู้ว่าเป็นไขมันเกาะตับ
อันดับแรกหากมีน้ำหนักเกิน
แนะนำลดน้ำหนักเพื่อลดไขมันและการอักเสบในตับ ควรลดน้ำหนักอย่างถูกวิธี
ไม่ควรอดอาหารและลดน้ำหนักเร็วเกินไปอาจเป็นผลเสียต่อสุขภาพ โดยเฉลี่ยควรลดน้ำหนักประมาณ
1-2 กิโลกรัมต่อเดือน ควรควบคุมน้ำหนักโดย
-
ควบคุมอาหารประเภทแป้ง, น้ำตาล, ไขมัน, งดของหวานจัด, ผลไม้หวานจัด, ชีส, ของทอด เป็นต้น
เน้นรับประทานผักผลไม้, ธัญพืช และ เนื้อปลา
- งดเครื่องดื่มประเภทที่มีแอลกอฮอล์- ดื่มน้ำสะอาดประมาณวันละ
- สิ่งที่สำคัญที่สุดอย่าเครียด และ ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ
ป้องกันไขมันเกาะตับได้อย่างไร
- ดูแลสุขภาพ ให้น้ำหนักและไขมันในร่างกายอยู่ในเกณฑ์ปกติ
- พยายามอย่ารับประทานอาหารประเภท แป้ง น้ำตาล ไขมันมากเกินไป
- รับประทาน พืชผัก ผลไม้ที่มีสารต้านอนุมูลอิสระ มีมากในผักใบเขียวจัด เช่น คะน้า, ตำลึง, ผักบุ้ง, ผักกาดหอม เป็นต้น และมีในผักผลไม้ที่มีสีเหลือง ส้มและแดง เช่น แครอท, บีทรูท, ฟักทอง, มะม่วง, มะละกอ, แคนตาลูป เป็นต้น
- เห็ดหลินจือ เพื่อบำรุงและฟื้นฟูการทำงานของเซลล์ตับ
- ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ
แหล่งอ้างอิง
หน้าที่ของตับจากสารานุกรมไทยสำหรับเยาวชนฯ เล่มที่ 17
หน้าที่ของตับตามทรรศนะแพทย์แผนจีน จาก http://www.doctor.or.th/node/1964
นอกเหนือจากการเลือกรับประทานอาหารและการออกกำลังกายแล้ว การเลือกรับประทานยาหรืออาหารเสริมบางชนิด ร่วมกับการลดความเครียดสามารถช่วยป้องกันการเกิดนิ่วไตซ้ำได้
1. การดื่มน้ำมะนาวหรือน้ำมะนาวเข้มข้น เป็นแหล่งสารต้านอนุมูลอิสระและซิเทรตที่ดีมาก
สามารถยับยั้งการก่อนิ่วและลดการบาดเจ็บของเซลล์บุท่อไตได้ดี
2. ควบคุมน้ำหนักในผู้ป่วยให้มีดัชนีมวลกาย (body mass index, BMI) อยู่ในระดับปกติ โดยให้มีค่าอยู่ระหว่าง 20 – 23.5 kg/m2
3. ผู้ที่มีภาวะออกซาเลตในปัสสาวะสูง ควรได้รับ แมกนีเซียมและวิตามินบี 6 เสริม เพื่อช่วยลดการสร้างของออกซาเลตในตับ
4.ไม่ควรรับประทานวิตามินซีมากกว่า 500 มก.ต่อ วัน เพราะจะไปเพิ่มออกซาเลตในปัสสาวะและเพิ่มปัจจัยเสี่ยงของการเกิดนิ่ว
5. การคลายเครียดด้วยการบริหารร่างกาย แบบโยคะ การทำสมาธิ หรือใช้เทคนิคต่างๆ เพื่อลดความเครียด เช่น การสร้างจินตภาพ เพื่อผ่อนคลายส่วนต่างๆ ของร่างกาย รวมถึงงดสูบบุหรี่ จะช่วยลดความเครียดของร่างกายที่ทำให้เกิดการบาดเจ็บของเซลล์บุท่อไต
6. หลังออกกำลังกาย หรือทำงานหนักในที่มีอากาศร้อน สูญเสียเหงื่อมาก จะต้องดื่มน้ำชดเชยให้เพียงพอ หรือควรดื่มน้ำเป็นประจำตลอดทั้งวันประมาณ 2 ลิตรต่อวัน เพื่อลดการอิ่มตัวของสารก่อนิ่วและการตกผลึกในปัสสาวะ
7. สำหรับผู้ที่มีอาการผิดปกติและสงสัยว่ามีนิ่วไตควรปรึกษาแพทย์ เพื่อหาสาเหตุ และควรนำนิ่วมาวิเคราะห์องค์ประกอบของนิ่ว เพื่อช่วยบอกถึงความผิดปกติเบื้องต้นได้ และเป็นประโยชน์ในการหาแนวทางป้องกันการกลับเป็นนิ่วซ้ำภายหลังการรักษา
การดูแลตัวของคนที่ตัดถุงน้ำดี
การดูแลตัวของคนที่ตัดถุงน้ำดี
ถุงน้ำดีมีลักษณะเป็นกระเปาะเล็กๆ ติดอยู่กับตับ (น้ำดีที่ผลิตจากตับจะมาเก็บไว้ที่ถุงน้ำดี) และมีท่อเชื่อมต่อไปยังลำไส้เล็ก เราสามารถสรุปอย่างง่ายๆว่า ถุงน้ำดีเป็นอวัยวะ หรือเป็นที่พักของน้ำดีก่อนที่จะเดินทางไปยังลำไส้เล็กเพื่อทำหน้าที่ย่อยอาหารพวกไขมัน ที่จริงแล้วหน้าที่ของน้ำดีคือทำให้ไขมันแตกตัวเล็กลงก่อน ที่จะเข้าสู่ขบวนการย่อยที่แท้ ผู้ที่ถูกตัดถุงน้ำดี จะไม่มีแหล่งเก็บน้ำดี ทำให้น้ำดีที่ผลิตออกมาเอ่ออยู่ในตับ และส่งผลให้ปริมาณน้ำดีที่จะถูกส่งไปที่ลำไส้เล็กลดลง จึงมีผลกระทบต่อต่อระบบย่อยอาหารอย่างแน่นอน ทำให้อาหารไม่ย่อย ท้องเสียหรือท้องผูก นอกจากนี้ เมื่อน้ำดีเอ่อล้นในตับ ตับจะทำงานได้ลดลง (ตามศาสตร์แพทย์แผนจีนแล้ว ภาวะที่ตับทำงานได้ลดลงรวมกับภาวะลำไส้เล็กย่อยอาหารได้ไม่เต็มที่ จะทำให้เกิดความผิดปกติในการนอน นอนไม่หลับ หายใจมีกลิ่นเหม็น) ปริมาณน้ำดีที่ลดลงยังส่งผลให้ตับอ่อนและม้ามทำงานแย่ลง เป็นสาเหตุหนึ่งของโรคเบาหวาน อย่างที่เข้าใจกันว่าอวัยวะแต่ละอย่างในร่างกาย มีความเกี่ยวข้องกัน เหมือนกับที่ม้ามมีเส้นประสาทที่เชื่อมต่อกับถุงน้ำดี เมื่อถุงน้ำดีถูกตัดทิ้ง ม้ามจะทำเสียสมดุล ทำให้ม้ามทำงานแย่ลง (ตามหลักแพทย์แผนจีน กล่าวว่า ม้ามจะให้พลังงานแก่หัวใจ ดังนั้นถ้าการเสื่อมของม้าม ย่อมส่งผลต่อการทำงานของหัวใจอย่างแน่นอน จะเห็นได้จากสถิติผู้ที่มีภาวะหัวใจวาย จำนวนผู้ป่วยเหล่านั้น จำนวนมากได้ผ่านการตัดถุงน้ำดีออกไปแล้ว)
ภาวะภูมิคุ้มกันบกพร่องและภูมิแพ้ มีความสัมพันธ์เกี่ยวเนื่องกับการตัดถุงน้ำดี เนื่องจากความอ่อนแอของตับและม้าม ปัญหาอื่นๆ ที่เกิดขึ้นเมื่อตัดถุงน้ำดีคือ มีผื่นคันที่ผิวหนัง ข้ออักเสบ หรือเลือดจาง ลักษณะผื่นคันที่เกิดขึ้นตามผิวหนัง เนื่องจากการสะสมของบิลิลูบิน(เป็นส่วนประกอบหนึ่งในน้ำดี)ใต้ผิวหนัง และเมื่อบิลิลูบินตกตะกอนตามข้อต่อ จะทำให้ข้อต่ออักเสบ ส่วนภาวะเลือดจางเกิดจากการทำงานของตับและม้ามที่ด้อยลง เนื่องจากตับและม้าม มีหน้าที่ทำลายเม็ดเลือดแดงที่หมดอายุแล้ว (เม็ดเลือดแดงมีอายุประมาณ 100-120 วัน) และเมื่อเม็ดเลือดแดงเก่าถูกทำลาย ร่างกายจะนำสารที่เหลือจากการทำลายไปสร้างเม็ดเลือดแดงใหม่ ดังนั้นเมื่อเม็ดเลือดเก่าถูกทำลายน้อยลง จึงขาดสารตั้งต้นในการสร้างเม็ดเลือดแดงใหม่ ทำให้เกิดภาวะโลหิตจาง
ภาวะน้ำดีคั่งในตับ เป็นภาวะที่พบได้บ่อยในผู้ที่ตัดถุงน้ำดี ซึ่งสามารถบรรเทา โดยกินมะระจีนในตอนเช้า (เพื่อช่วยทำความสะอาดตับ)และ กินคอปติสในช่วงหัวค่ำเพื่อช่วยกระตุ้นการหลั่งน้ำดี (คอปติสเป็นไม้ดอก ที่ทางอินเดีย ใช้รักษาอาหารไม่ย่อย ส่วนทางแพทย์แผนจีน ใช้เพื่อรักษาอาการนอนไม่หลับ)
สูตรหนึ่งที่สามารถทำได้ง่ายๆในช่วงเช้า คือ หลังตื่นนอน ให้ดื่มน้ำอุ่น 2 แก้ว หลังจากนั้นจึงออกกำลังกาย หลังจากดื่มน้ำแล้ว ให้รอประมาณ 1 ชั่วโมง(เพื่อรอให้ท้องว่าง) จึงค่อยกินมะระจีน แล้วรออีกครึ่งชั่วโมงค่อยรับประทานอาหารเช้า ทั้งนี้การดื่มน้ำอุ่นจะช่วยกระตุ้นการทำงานของลำไส้และไต
สำหรับการแพทย์แผนจีนแล้ว สมุนไพรที่ใช้ขจัดนิ่วที่ตับและถุงน้ำดี ได้แก่
มะระจีน
| |
Coptis (คอปติส) มีต้นกำเนิดในภูเขาของประเทศจีน เป็นไม้ดอกสีขาเขียว มีหลายพันธุ์ ส่วนที่เรานำมาทำยา คือ ส่วนราก
| |
Lysimachia หรือ Gold Coin Grass หรือที่คนจีนเรียกว่า jin qian cao เป็นสมุนไพรจีน ที่มีรสชาติหวานและเค็ม รวมอยู่ด้วยกัน มีฤทธิ์ขับปัสสาวะ และละลายก้อนนิ่ว ซึ่งสามารถละลายได้ทั้งก้อนนิ่วที่ไต ก้อนนิ่วในถุงน้ำดี
|
อาหารที่ควรหลีกเลี่ยงสำหรับผู้ที่ตัดถุงน้ำดี ได้แก่ แป้งขัดขาว น้ำตาลขัดขาว กาแฟ ช็อคโกแลต อาหารทอดต่างๆ อาหารมันๆ แต่ควรหันมารับประทานผัก-ผลไม้สด น้ำผัก-ผลไม้คั้นสด พักผ่อนเพียงพอ ร่วมกับการออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ ฝึกหายใจลึกๆเป็นประจำ
ถึงแม้ว่าคุณจะตัดถุงน้ำดีไปแล้ว แต่คุณสามารถที่ใช้ชีวิตได้เหมือนคนธรรมดา แต่ต้องระวังเรื่องอาหาร และรูปแบบการดำรงชีวิตให้มากขึ้น
67 อาการของผู้ที่มีนิ่วในตับและถุงน้ำดีเป็นจำนวนมาก
อาการของผู้ที่มีนิ่วในตับและถุงน้ำดีเป็นจำนวนมาก
Andreas
Moritz เขียนไว้ในหนังสือ The Liver and Gallbladder Miracle Cleanse มหัศจรรย์ของการล้างตับและถุงน้ำดี
หน้า 4 ว่า “ผู้ที่มีอาการของโรค
หรือลักษณะอาการที่คล้ายคลึงกัน อย่างใดอย่างหนึ่งดังต่อไปนี้แสดงว่าคุณมีนิ่วในตับและถุงน้ำดีเป็นจำนวนมาก” “If you suffer
any of the following symptoms, or similar conditions, you most likely have
numerous gallstones in your liver and gallbladder:”
อาการอย่างใดอย่างหนึ่งใน 67 อาการดังต่อไปนี้ถือว่า...มีนิ่วในตับและถุงน้ำดีเป็นจำนวนมาก
1.Low appetite
ไม่อยากอาหาร ไม่หิวอาหาร
2.Food cravings
หิวตลอดเวลา
3.Digestive disorders
ภาวะการย่อยอาหารผิดปกติ
4.Diarrhea
ท้องร่วง
5.Constipation
ท้องผูก
6.Clay-colored stool
อุจจาระมีสีโคลน
7.Hernia
ไส้เลื่อน
8.Flatulence
ท้องอืดท้องเฟ้อ(เกิดก๊าซในทางเดินอาหาร)
9.Hemorrhoids
รีดสีดวงทวาร
10.Dull pain on the right
side ชาทางด้านซีกขวาของร่างกาย
11.Difficulty breathing
หายใจลำบาก
12.Liver cirrhosis
โรคตับแข็ง
13.Hepatitis
โรคตับอักเสบ
14.Most infections
ภาวะติดเชื้อง่าย
15.High cholesterol
โคแลสเตอรอลในเลือดสูง
16.Pancreatitis
โรคตับอ่อนอักเสบ
17.Heart disease
โรคหัวใจ
18.Brain disorders ผิดปกติทางสมอง
19.Duodenal ulcers แผลที่ปลายลำไส้เล็ก 20.Nausea and vomiting คลื่นเหียน อาเจียน
19.Duodenal ulcers แผลที่ปลายลำไส้เล็ก 20.Nausea and vomiting คลื่นเหียน อาเจียน
21.A “bilious”or angry
personality เป็นคนอารมณ์ร้าย โมโหฉุนเฉียวง่าย
22.Depression มีแต่ความหดหู่ เก็บกด
23.Impotence หย่อนสมรรถภาพ(ทางเพศและอื่นๆ)
24.Other sexual problems มีปัญหาทางเพศศักยภาพอื่นๆ
25.Prostate diseases โรคต่อมลูกหมากอักเสบ
26.Uninary problems ปัญหาระบบขับถ่ายปัสสาวะ
27.Hormonal imbalances ภาวะการขาดสมดุลทางฮอร์โมน
28.Menstrual and menopausal
disorders ประจำเดือนผิดปกติ
29.Problems with vision มีปัญหาในการมองเห็น
30.Puffy eyes ตาบวม มีถุงน้ำใต้ตา
31.Any skin disorders มีความผิดปกติทางผิวหนัง
32.Liver spots, especially those
on back hands and facial area ดำช้ำบริเวณหลังมือและใบหน้า/มีฝ้า
กระและจุดด่างดำต่างๆ
33.Dizziness and fainting
spells วิงเวียนศีรษะ
หน้ามืดเป็นลม
34.Lose of muscle tone กล้ามเนื้อหย่อนยาน
35.Excessive weight or
wasting น้ำหนักเพิ่มหรือลดผิดปกติ
36.Strong shoulder and back
pain ปวดบริเวณไหล่และหลังอย่างแรง
37.Pain at the top of a shoulder
blade and/or between the shoulder blades ปวดในกระดูกหัวไหล่และหรือบริเวณกระดูกหัวไหล่
38.Dark color under the
eyes ใต้ตามีสีดำคล้ำ
39.Morbid complexion เป็นโรคผิวหนังหรือมีความผิดปกติทางสีผิว
40.Tongue that is glossy or
coated in white or yellow ลิ้นขาววาวหรือเหลือง
41.Scoliosis โรคกระดูกสันหลังคด
42.Gout โรคเกาต์
43.Frozen shoulder ชาบริเวณไหล่
44.Stiff neck คอแข็ง
45.Asthma โรคหอบหืด
46.Headaches and migraines ปวดศีรษะ และอาการปวดศีรษะข้างเดียว
47.Tooth and gum problems มีปัญหาทางเหงือกและฟัน
48.Yellow of the eyes and
skin ตาเหลือง ผิวเหลือง
49.Sciatica อาการปวดร้าวไปตามขา ชาตามเส้นประสาท
50.Numbness and paralysis of the
legs ชา
อัมพาตตามขา
51.Jiont diseases โรคข้อต่ออักเสบ
52.Knee problems
โรคปวดเข่า
53.Osteoporosis โรคภาวะกระดูกพรุน
54.Obesity ภาวะอ้วนเกิน อ้วนผิดปกติ
55.Chronic fatigue เหนื่อยอ่อนเรื้อรัง
56.Kidney diseases โรคเกี่ยวกับไต
57.Cancer โรคมะเร็ง
58.Multiple Sclerosis and
fibromayalgia อาการแข็งตัวของเนื้อเยื่อตามร่างกาย เช่น
การแข็งตัวของหลอดเลือดแดง-หลอดเลือดดำ ภาวะสมองกระด้าง โรคหนังแข็ง
59.Alzheimer’s diseases โรคอัลไซเมอร์ (หลงๆลืมๆ)
60.Cold extremities เย็นตามแขนขา
61.Excessive heat and
perspiration in the upper part of the body เนื้อตัวร้อนเกินปกติและมีเหงื่อออกบริเวณร่างกายท่อนบน
62.Very greasy hair and
loss ขนเป็นมันและร่วง
63.Cuts or wounds and keep
bleeding and don’t want to heal
แผลหายช้า
64.Difficulty sleeping, insomnia นอนไม่หลับ นอนหลับยาก
65.Nightmares ฝันร้าย
66.Stiffness of joints and
muscles ขัดตามข้อต่อและกล้ามเนื้อ
67.Hot and cold flashes มีอาการร้อนหนาววูบวาบ
วันอังคารที่ 28 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2555
ตับ คือชีวิตของเรา
ตับ คือชีวิตของเรา
ตับเป็นเสมือนศูนย์ทำลายพิษหรือล้างพิษจากของที่เราเสพเข้าไปด้วย
โดยเฉพาะอย่างยิ่งสุราและเครื่องดองของเมาทั้งหลาย
ตับ เป็นต่อมที่ใหญ่ที่สุดในร่างกายของเรา ตั้งอยู่ในช่องท้องด้านขวา ใต้กะบังลมและทั้งยังถูกปกป้องอยู่ภายใต้ซี่โครงด้านขวา โดยทั่วไปแล้วตับจะหนักประมาณ 1 ใน 40 ของน้ำหนักตัวของแต่ละคน เนื้อแท้ของตับประกอบด้วยเซลล์ตับจำนวนหลายล้านเซลล์ แช่ชุ่มอยู่ในกระแสเลือดตลอดเวลา
ตับทำหน้าที่เป็นห้องปฏิบัติการ (LAB) อันสลับซับซ้อน เราขาดตับไม่ได้เลยเพราะจำเป็นต่อการดำรงชีวิต ตับควบคุมการทำงานของไต และวิตามินต่างๆ นอกจากนี้ตับยังทำหน้าที่ในการปรับสมดุลของฮอร์โมนเพศให้อยู่ในระดับพอเหมาะ พอดี มิให้เรามีความต้องการมากไปหรือน้อยไป ตับผลิตน้ำดี (Bile) ซึ่งทำหน้าที่ย่อยอาหารในลำไส้ เมื่อเรามีบาดแผลเลือดออก ถ้าไม่มีตับที่ผลิต “โพรทรอมบิน” ทำให้เลือดแข็งตัวเป็นลิ่ม เลือดก็จะไหลเรื่อยๆ ไม่ยอมหยุดจนทำให้หัวใจหยุดทำงาน
ตับ ยังเป็นศูนย์ทำลายพิษหรือล้างพิษจากของที่เราเสพเข้าไปด้วย เฉพาะอย่างยิ่งสุราและเครื่องดองของเมาทั้งหลาย ตับจึงเปรียบเสมือนยอดนักเคมีนั่นเองฉะนั้น จึงเห็นได้ว่า ตับทำงานหนักตลอดเวลาตั้งแต่วันเกิดถึงวันตายของเรา แต่ถ้าหากตับทำงานหนักมากเกินไปและเป็นเวลานาน เซลล์ตับก็จะป่วยและตายในที่สุด แล้วก็จะมีเซลล์ตับอันใหม่เกิดขึ้นมาทดแทน ต่างกับพวกเซลล์สมองและเซลล์กล้ามเนื้อหัวใจ ซึ่งเมื่อตายแล้วไม่มีการเกิดใหม่ขึ้นมาทดแทนอาการไม่สบายของตับมีหลายอย่าง เช่น ออกแรงธรรมดาแต่เหนื่อยมาก กล้ามเนื้อเหี่ยวแห้ง หรือลีบลง พลังเพศลดลง และขนาดของตับจะค่อยๆโตขึ้นเนื่องจากมีไขมันมาจับ
สาเหตุ สำคัญที่สุดที่เป็นเหตุให้เซลล์ตับป่วยและตาย* คือ ภาวะทุโภชนาการ (Malnutrition) เนื่องมาจากกินอาหารผิดๆ และไม่สมบูรณ์หรือไม่ครบหมู่ บวกกับการมีพิษของยาต่างๆที่เรากินเข้าไปด้วย ในบรรดายาพิษที่คนเรานิยมดื่มกันทุกวันนั้น ที่มาเป็นอันดับหนึ่งก็ได้แก่ สุรา ซึ่งถ้าดื่มน้อยๆ เป็นครั้งคราวก็เป็นประโยชน์ แต่ถ้าดื่มมากจนติด ก็เป็นโทษ เรียกว่า ติดสุรา (Alcoholism) อาการจะเห็นได้ชัดเมื่อหยุดดื่ม เช่น อาเจียน มือสั่น นอนไม่หลับ ถ้ารุนแรงมากก็ถึงประสาทหลอน และอาจชักได้ การติดสุราเป็นการนำไปสู่ภาวะทุโภชนาการ ตับโต ตับแข็ง และมะเร็งตับในที่สุด
การรักษาโรคตับสมัยก่อน โดยมากมักจะเป็นการพักผ่อนจริงๆ กินอาหารครบทั้ง 5 หมู่ และหยุดสุราเด็ดขาด ในปัจจุบันการรักษาก็มีหลักการเหมือนเดิม เมื่อเร็วๆนี้มีข่าวจากสหภาพโซเวียตว่า แพทย์ที่นั่นรักษาโรคโดยการให้คนไข้อดอาหาร 7 วัน กินได้แต่น้ำเท่านั้น สองวันแรกก็ทุรนทุรายหน่อย พอห้าวันหลังเริ่มจะดีและทำงานได้ ในข่าวบอกว่าหายขาดจริงๆปัจจุบันมีการรักษาโดยการผ่าตัดที่เรียกว่า “ปลูกตับ” หรือ Liver Transplantation แต่ก็ช่วยยืดชีวิตออกไปได้ชั่วระยะหนึ่งเท่านั้น (ในประเทศไทยยังไม่สามารถทำได้ และสิ้นเปลืองค่าใช้จ่ายหลายแสนบาทต่อราย) ดัง นั้น เราอาจกล่าวได้ว่า ตับคือชีวิตของเรา แต่การป้องกันมิให้ตับป่วยด้วยการกินอาหารให้ครบทุกหมู่ ละเว้นการดื่มสุรา และเครื่องดองของเมาทั้งหลาย จะเป็นการสิ้นเปลืองทรัพย์น้อยกว่าการรักษาเมื่อตับป่วยมากน้อย * สำหรับประเทศไทย สาเหตุที่สำคัญคือ เชื้อไวรัสตับอักเสบบี
(เก็บความจากตำราแฮร์ริสัน
ฉบับพิมพ์ครั้งที่ 11) นพ.สุพจน์ ขวัญมิตร
ดื่มน้ำอัดลมกระป๋องหนึ่งกระป๋องต้องวิ่ง50นาที
นักวิจัยชี้ว่า ป้ายเตือนปริมาณสารอาหารบนผลิตภัณฑ์อาหารขยะ จะมีประสิทธิภาพมากกว่านี้ หากเปรียบเทียบให้เห็นชัดเจนว่า จะต้องออกกำลังกายเท่าไหร่จึงจะขจัดแคลอรีที่บริโภคเข้าไปได้หมด

งานวิจัยค้นพบว่า วัยรุ่นกว่าครึ่งรู้สึกไม่อยากดื่มน้ำอัดลม หากได้เห็นฉลากเตือนว่า จะต้องออกกำลังกายด้วยการวิ่ง 1 ชั่วโมงต่อการดื่มน้ำอัดลมหนึ่งกระป๋อง
งานวิจัยชิ้นนี้ตีพิมพ์ในวารสาร “American Journal of Public Health” ระบุว่า การติดฉลากว่า ผู้บริโภคต้องออกกำลังกายเท่าไหร่ จึงจะสามารถขจัดแคลอรีจากอาหารขยะได้หมด จะช่วยลดความน่ารับประทานลง
คณะผู้วิจัยจากมหาวิทยาลัยจอห์นฮอปกินส์ ติดป้ายเตือนด้านนอกร้านค้า 3 แบบ เพื่อทดลองว่าป้ายเตือนแบบไหนจะทำให้วัยรุ่นขยาดการรับประทานอาหารขยะมากที่ สุด แม้ป้ายทั้งสามจะระบุถึงจำนวนพลังงาน 250 แคลอรีเท่ากันหมดก็ตาม
ป้ายอันแรกเตือนว่า น้ำอัดลมให้พลังงาน 250 แคลอรี ป้ายอันที่ 2 เตือนว่า น้ำอัดลม 1 กระป๋องให้พลังงาน 10% ของที่ร่างกายควรได้รับในแต่ละวัน ส่วนป้ายอันสุดท้ายเตือนว่า ผู้บริโภคต้องวิ่งอย่างน้อย 50 นาที เพื่อกำจัดแคลอรีจากน้ำอัดลม
ผลการศึกษาพบว่า ผลลัพธ์จากการระบุข้อมูลแคลอรีอย่างละเอียด ช่วยลดยอดขายอาหารขยะได้ 40% โดยเฉพาะป้ายเตือนว่า จำเป็นต้องออกกำลังกายในปริมาณเท่าไหร่หลังบริโภคประสิทธิภาพมากที่สุด สามารถลดยอดขายในกลุ่มวัยรุ่นได้ถึงครึ่งหนึ่ง เมื่อเปรียบเทียบกับคำเตือนชนิดอื่นๆ
ดร.ซาราห์ เบลช ผู้นำการวิจัย กล่าวว่า ผู้คนทั่วไปมักประเมินจำนวนแคลอรีที่ได้รับจากอาหารขยะต่ำไป แต่การเปรียบเทียบปริมานแคลอรีจากอาหารเป็นการออกกำลังกาย จะช่วยให้ผู้บริโภคเข้าใจง่ายขึ้น เช่น เปรียบจำนวนแคลอรีจากน้ำหวานเท่ากับการวิ่งกี่นาที
เธอชี้แจงว่า เนื่องจากปัญหาสุขภาพโดยมากมีต้นเหตุมาจากอาหารขยะ มันจึงเป็นเรื่องจำเป็นที่เราจะต้องหายุทธศาสตร์ในการเตือนผู้บริโภคที่มี ประสิทธิภาพที่สุด เช่น ติดฉลากแบบใหม่บนสินค้า หรือบนเมนูร้านฟาสต์ฟู้ด
น้ำหวานและน้ำอัดลมเป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้เกิดโรคหลายชนิด เช่น โรคอ้วน โรคหัวใจ ไปจนถึงโรคเบาหวานประเภท 2 ทว่าน้ำอัดลมเป็นเครื่องดื่มที่ได้รับความนิยมมากที่สุดในบรรดาวัยรุ่น และผู้ที่มีรายได้น้อย
ที่มา: หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์

ช่วยตับขับพิษด้วยอาหาร
เป็นที่รู้กันดีอยู่แล้ว ว่า ตับ เป็นอวัยวะที่ทำหน้าที่ขับสารพิษออกจากร่างกาย ดังนั้น การทานอาหารที่ดีต่อสุขภาพตับเป็นประจำจะช่วยแบ่งเบาภาระให้ตับได้ ซึ่งการที่ตับทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพย่อมส่งผลให้ร่างกายมีพลังมากขึ้น
นอกจากหน้าที่ในการขับสารพิษแล้ว ตับยังช่วยในกระบวนการย่อยอาหารและเปลี่ยนสารอาหารให้เป็นพลังงาน เมื่อร่างกายต้องการตับที่แข็งแรงจะส่งผลให้มีสุขภาวะที่ดี เพราะตับช่วยลดการติดเชื้อ โดยช่วยขจัดของเสียออกจากร่างกาย เราจึงต้องดูแลตับด้วยการเลือกทานอาหารที่มีประโยชน์เสียแต่วันนี้
อาหารอันดับต้นๆ ที่ช่วยตับในการล้างพิษได้แก่ กระเทียม หัวหอม มะนาว ผักใบเขียว ดอกกะหล่ำและกะหล่ำปลี เพราะจะทำให้สารพิษที่เจือปนมากับอาหารอื่นนั้นมีสภาพเป็นกลาง นอกจากนี้ยังช่วยเพิ่มการผลิตน้ำดีซึ่งช่วยทำความสะอาดกระเพาะอาหารและลำไส้ รวมถึงช่วยกระตุ้นให้ลำไส้มีการขยับเขยื้อนเคลื่อนไหว
ผลไม้ที่มีสารต้านอนุมูลอิสระสูงได้แก่ องุ่น ส้ม แคนตาลูป มะละกอ พรุน ลูกเกด ผลไม้ตระกูลเบอร์รี่จะช่วยปกป้องตับจากสารอนุมูลอิสระที่จะมีปริมาณสูงขึ้นในกระบวนการขับสารพิษออกจากร่างกาย
นอกจากนี้อาหารที่มีวิตามินบีสูงอย่างธัญพืชที่ไม่ขัดสีต่างๆ และผักผลไม้ที่อุดมไปด้วยวิตามินซี อย่างพืชที่มีรสเปรี้ยวและผักใบเขียวทั้งหลาย จะช่วยในกระบวนการล้างพิษของตับ ส่วนอาหารที่เป็นพี่เลี้ยงช่วยเสริมประสิทธิภาพการทำงานของตับ ได้แก่ “เลซิติน” ซึ่งมีมากในไข่แดง ถั่วเหลือง ข้าวโอ๊ต กะหล่ำปลี กะหล่ำดอก เนื้อปลา ส่วน “ธาตุสังกะสี” ที่มีมากในเนื้อสับ ถั่วขาว เนื้อไก่และหอยนางรมก็ช่วยให้ตับทำหน้าที่ได้ดีขึ้น
หากจะดูแลรักษาตับอย่างเห็นผลก็ไม่ควรทานอาหารที่มีไขมันสูง เพราะตับสามารถผลิตคอเลสเตอรอลได้เพียงพอต่อความต้องการของร่างกายอยู่แล้ว สิ่งสำคัญในการป้องกันอันตรายให้แก่ตับ และเพื่อหลีกเลี่ยงโรคตับแข็ง ก็ควรหลีกเลี่ยงการดื่มแอลกอฮอล์เพื่อให้อวัยวะหนึ่งเดียวนี้ช่วยขับพิษให้ ร่างกายได้อีกนาน
ที่มา :หนังสือพิมพ์ประชาชาติธุรกิจ

สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)
โพสต์แนะนำ
5 เฮิร์บ แฮร์ เซรั่ม 5 HERB HAIR SERUMผลิตภัณฑ์บำรุงเส้นผม(ไม่ต้องล้างออก)
5 เฮิร์บ แฮร์ เซรั่ม 5 HERB HAIR SERUM ผลิตภัณฑ์บำรุงเส้นผม(ไม่ต้องล้างออก) ผมห...
-
หยุดโกรก หยุดหงอก หยุดย้อม หยุดร่วง ด้วยสมุนไพรจากธรรมชาติ ปลอดภัย ชุดน้ำมันหมักผมสมุนไพร แชมพูสมุนไพรสูตรเข้มข้นและเซรั่ม 5 เฮิร์บ สูต...
-
สำเร็จแล้วคะน้ำมันสกัดสมุนไพรว่านตาลเดี่ยวพืชไทยเพื่อผิวขาวใช้เพื่อรักษาสิว ฝ้า จุดด่างดำ บำรุงผิวพรรณ และมีความปลอดภัยในการใช้สูง ต่างชาติ...