วันศุกร์ที่ 29 มกราคม พ.ศ. 2559

22-24 มกราคม 59 บรรยากาศการอบรมเชิงปฏิบัติการล้างพิษและฟื้นฟูสุขภาพองค์รวมด้วยตัวคุณเอง





 



               
















































































กับบรรยากาศสบายๆอบอุ่นเป็นกันเองและมีสุขภาพที่ดีกันทุกๆท่าน จองคอร์ส เจอกันรอบหน้า วันที่ 19-21 กุมภาพันธ์ 2559 นะคะ 
สอบถามรายระเอียดเพิ่มเติมได้ที่
 086 307 9983 /// id line : cheewathum

วันอังคารที่ 19 มกราคม พ.ศ. 2559

หน้าที่ของตับ



ตับที่รักของคุณ

I have never known exactly what the Liver does.
ฉันไม่เคยรู้ชัดเจนเลยว่า "ตับ" มีหน้าที่อะไร

Very informative.
เป็นเรื่องให้ความรู้ดีมาก

Some interesting facts about our Liver
ความจริงบางอย่างที่น่าสนใจเกี่ยวกับ "ตับ"

หวัดดี...ฉันคือ ตับ ของคุณ
ให้ฉันเล่าให้คุณฟังว่า ฉันรักคุณมากเท่าใด 9 ข้อ

1. ฉันสะสมธาตุเหล็กสำรองรวมทั้งวิตามิน และ แร่ธาตุ ต่างๆ ที่คุณต้องการ
หากไม่มีฉัน คุณก็จะไม่มีเรี่ยวแรงที่อยู่ต่อไป

2. ฉันผลิตน้ำย่อย สำหรับย่อยอาหารของคุณ
หากไม่มีฉัน คุณก็สูญเสียอาหาร จนไม่มีอะไรเหลืออยู่

3. ฉันทำหน้าที่ล้างพิษสารเคมีที่คุณมอบให้ฉัน หมายรวมถึง แอลกอฮอล์ เบียร์ ไวน์ ยาต่างๆ(ที่มีและไม่มีใบสั่งของแพทย์) รวมทั้งบรรดาสารผิดกฏหมายทั้งหลาย
หากไม่มีฉันแล้ว นิสัยไม่ดีของคุณ ก็จะฆ่าคุณไปแล้ว

4. ฉันเก็บพลังงานเหมือนแบตเตอรี่ โดยสะสมน้ำตาล(คาร์โบไฮเดรท,กลูโคส และ ไขมัน)ไว้ให้จนกระทั่งคุณต้องการมัน
หากไม่มีฉัน ระดับน้ำตาลในเลือดของคุณจะลดลงต่ำมาก จนทำให้คุณล้มพับเข้าขั้นโคม่าไป

5. ฉันสร้างเลือดให้ระบบต่างๆ ของคุณ ก่อนที่คุณจะเกิดเสียอีก
หากไม่มีฉันแล้ว ก็คงจะไม่มีคุณอยู่ที่นี่

6. ฉันผลิตโปรตีนใหม่ที่ร่างกายของคุณต้องการเพื่อการมีสุขภาพดีและเจริญเติบโต
หากไม่มีฉันแล้ว คุณก็จะไม่เจริญเติบโตอย่างเหมาะสม

7. ฉันกลั่นกรองสารพิษจากอากาศ ไอเสียรถยนต์ และสารเคมี ที่คุณหายใจเข้าไป
หากไม่มีฉันแล้ว คุณก็จะเหมือนถูกวางยาพิษโดยมลพิษเหล่านั้น

8. ฉันผลิตสารที่ทำให้เลือดแข็งตัว ถ้าคุณบังเอิญไปโดนอะไรบาด
หากไม่มีฉันแล้ว คุณจะต้องตายเพราะเลือดไหลไม่หยุด

9. ฉันคอยต่อสู้ป้องกันตลอดเวลาไม่ให้เชื้อโรคต่างๆ โจมตีคุณ ไม่ว่าจะเชื้อหวัด, ไข้หวัดใหญ่
หรือเชื้ออะไรก็ตาม ฉันจะกำจัดมันให้สิ้น หรือ ไม่ก็ทำให้มันอ่อนแรงลง
หากไม่มีฉันแล้ว คุณก็เหมือนเป้านิ่ง รอให้สารพัดโรคโจมตี

ดูซิว่า ฉันรักคุณแค่ไหน.... แล้วคุณล่ะ รักฉันบ้างไหม ?

ขอให้ฉันบอกวิธีง่ายๆ ที่จะรักฉัน , ตับของคุณ

1.อย่าให้ฉันต้องจ่อมจมลงในเหล้า, เบียร์ หรือ ไวน์
สำหรับบางคนแล้ว เพียงแก้วเดียว ก็ทำให้ฉันเป็นแผลไปตลอดชีวิต

2.จงระวังบรรดา "ยา" ทั้งหลาย ยาทุกอย่างเป็นสารเคมี และเมื่อคุณกินผสมปนเปกันเข้าไป โดยไม่มีคำแนะนำจากแพทย์ มันอาจกลายเป็นยาพิษที่สามารถทำลายฉันได้อย่างสาหัส ฉันเป็นแผลง่าย และเมื่อเป็นแล้ว ก็จะเป็นแผลถาวร
บางครั้ง ยาก็เป็นสิ่งจำเป็น แต่การกินยาเมื่อยังไม่มีความจำเป็น จะเป็นนิสัยไม่ดี
บรรดาสารเคมีเหล่านั้น สามารถทำลายตับได้อย่างแท้จริง

3.จงระวังบรรดากระป๋องสเปรย์ทั้งหลาย
จำไว้ว่า ฉันจะต้องล้างพิษทุกอย่างที่คุณหายใจเข้าไปด้วย
ดังนั้นเวลาคุณทำความสะอาดอะไรด้วยพวกสเปรย์
ต้องแน่ใจว่าอากาศถ่ายเทได้สะดวก หรือ ก็ต้องสวมหน้ากาก
อันตรายเพิ่มเป็นสองเท่า สำหรับพวกสเปรย์ฆ่าแมลง, ฆ่าเชื้อรา, สี และสารเคมี
จงระวังว่าสิ่งที่คุณหายใจเข้าไป

4.จงระวังสิ่งที่มาโดนผิวหนังของคุณ ยาฆ่าแมลงที่คุณฉีดใส่ต้นไม้ และพุ่มไม้นั้น
ไม่เพียงแต่ฆ่าแมลง แต่สามารถผ่านผิวหนังของคุณเข้ามาโทำลายเซลล์ของฉันได้ด้วย
จงจำไว้ว่าสเปรย์พวกนี้เป็นสารเคมีปกป้องผิวหนังของคุณโดยการสวมถุงมือ, ใส่เสื้อแขนยาว, สวมหมวก และหน้ากากทุกครั้ง ที่คุณฉีดยาฆ่าแมลง

5.คำเตือน
ฉันไม่สามารถ และ จะไม่บอกคุณว่าฉันกำลังลำบาก จนกว่าจะเกือบสุดสายป่านของฉัน ... และของคุณ จงจำไว้ว่า ฉันไม่ใช่ประเภทขี้บ่น
การเพิ่ม เหล้า ยา, และ บรรดาขยะอื่น ๆให้ฉันจนล้นเกิน
สามารถทำลายฉันได้! นี่อาจเป็นการเตือนครั้งเดียวที่คุณจะได้รับ

6.จงรับฟังคำแนะนำของฉัน
พาฉันไปให้คุณหมอตรวจ
การตรวจเลือด สามารถจะบอกปัญหาบางอย่างได้
ถ้าฉันยังอ่อนนุ่ม และราบเรียบ แสดงว่าฉันยังใช้ได้ดีอยู่ หากมิใช่เช่นนั้นอาจหมายถึงเป็นเรื่องเดือดร้อน
หากคุณหมอสงสัยว่าจะเป็นเรื่องเดือดร้อน ก็สามารถจะตรวจดูด้วยการทำอัลตร้าเซาวนด์ หรือ ซีที แสกน อายุของฉัน เท่ากับอายุของคุณ ขึ้นอยู่กับว่า คุณดูแลฉันอย่างไร

คราวนี้คุณรู้แล้วละซี ว่าฉันแคร์คุณมากแค่ไหน
ได้โปรดปฏิบัติกับฉันด้วยความรักละมุน
จาก หุ้นส่วนเงียบและคู่รักตลอดกาลของคุณ
(ลงชื่อ).....ตับ

ขอขอบคุณข้อมูลจาก http://lib.edu.chula.ac.th/cuappl/libedu2007/lib_talk/aspboard_Question.asp?GID=153

วันจันทร์ที่ 14 ธันวาคม พ.ศ. 2558

สถานที่จัดคอร์สหาดสองแควรีสอร์ทและกิจกรรมของเรา




                                        กิจกรรมของเรา
มาออกกำลังกายกันคะ 



เข้ากระโจมอบตัวด้วยสมุนไพร
สปาตาด้วยสมุนไพร
                                        
สปาหู
อบตัวด้วยสมุนไพรคะ 

ดื่มน้ำสมุนไพร แล้วมาพอกหน้า แช่เท้า กันคะ   






อิ่มอร่อยกับอาหารสุขภาพ


ที่พักสะอาด สะดวก สบาย มีความสุขกับธรรมชาติ


บรรยากาศธรรมชาติติดแม่น้ำป่าสัก

ณ.หาดสองแควรีสอร์ อ.แก่งคอย จ.สระบุรี



         



                           
   

                             
   


ติดแม่น้ำป่าสัก


                           
               



                                      


เดินทางสะดวกจากกรุงเทพประมาณชั่วโมงกว่า

สอบถามรายระเอียดได้ที่ 086 307 9983 , LINE ID : cheewathum

วันอาทิตย์ที่ 13 ธันวาคม พ.ศ. 2558

สัญญาณเตือน "ไตวาย" เช็คตัวเองด้วยนะคะ



ใส่ใจสุขภาพ : สัญญาณเตือน “ไตวาย” เช็คตัวเองด้วยนะคะ

ไตวายเป็นโรคที่เนื้อไตถูกทำลายอย่างต่อเนื่อง อาจนานหลายปี เรียกว่า “โรคไตวายเรื้อรัง” หรือเกิดขึ้นกะทันหัน เรียกว่า “ไตวายเฉียบพลัน” เมื่อเกิดโรคไตวายทั้งสองชนิดนี้ ส่งผลให้ไตไม่สามารถทำงานได้ตามปกติ
ดังนั้น หากคุณคิดว่า มีความเสี่ยงที่จะเป็นโรคไตวาย ลองสังเกตตัวเองดูว่า มีอาการดังต่อไปนี้หรือไม่

1. เหนื่อย อ่อนเพลีย
หนึ่งในสัญญาณเตือนแรกๆของโรคไตวาย คือ อาการเหน็ดเหนื่อย อ่อนเพลีย ซึ่งเกิดจากภาวะโลหิตจาง อันมีสาเหตุจากจำนวนเม็ดเลือดแดงในร่างกายลดน้อยกว่าปกติ
เมื่อภาวะไตวายเกิดขึ้น ไตจะไม่สามารถผลิตฮอร์โมนอีริโทรพอยอีติน ซึ่งเป็นตัวกระตุ้นไขกระดูกให้สร้างเม็ดเลือดแดงได้อีกต่อไป ดังนั้น คุณจึงรู้สึกเหนื่อย อ่อนเพลีย

2. หายใจหอบถี่
ขณะเริ่มมีอาการไตวาย ของเสียที่เกิดจากกระบวนการสันดาปซึ่งส่วนใหญ่มีค่าเป็นกรด จะเริ่มสะสมภายในร่างกาย ปอดจะพยายามทดแทนความเป็นกรดสูงนี้ ด้วยการนำก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ออกไปผ่านการหายใจเร็วๆ จึงทำให้รู้สึกเหมือนหายใจไม่ทัน และในบางกรณีอาจมีน้ำท่วมในปอด ทำให้ปอดไม่สามารถขยายตัวได้เต็มที่ จึงทำให้หายใจลำบากหรือติดขัด

3. คันตามเนื้อตัว
โรคไตวายเป็นสาเหตุของอาการคันที่เกิดขึ้นกะทันหัน มีสาเหตุจากแร่ธาตุฟอสฟอรัสที่สะสมอยู่ในเลือด อาหารทุกชนิดประกอบด้วยฟอสฟอรัสในปริมาณหนึ่ง แต่อาหารบางอย่าง เช่น นม มีฟอสฟอรัสมากกว่าอาหารอื่นๆ
ไตที่มีสุขภาพดี สามารถกรองและขับฟอสฟอรัสออกจากร่างกาย แต่หากอยู่ในภาวะไตวาย ฟอสฟอรัสจะคั่งค้างอยู่ในกระแสเลือดและตกผลึก ก่อการระคายเคืองบนผิวหนัง ทำให้รู้สึกคันตามเนื้อตัว

4. ปัสสาวะมีการเปลี่ยนแปลง
โรคไตวายทำให้การปัสสาวะเปลี่ยนแปลงไป คนที่มีอาการไตวายระยะแรก จะปัสสาวะมากผิดปกติ แต่เมื่ออาการไตวายรุนแรงขึ้น จำนวนปัสสาวะอาจลดน้อยลงได้เช่นกัน
และอาจมีการเปลี่ยนแปลงอื่นๆร่วมด้วย เช่น ปัสสาวะเป็นฟอง ซึ่งเกิดจากการที่โปรตีนรั่วเข้าในปัสสาวะขณะเกิดอาการไตวาย และปัสสาวะมีสีส้มแก่ ซึ่งมีสาเหตุจากเม็ดเลือดแดงรั่วเข้าในปัสสาวะ

5. ตัวบวม
ให้สังเกตว่า ส่วนใดส่วนหนึ่งของร่างกายมีอาการบวม ซึ่งเกิดจากการที่ร่างกายหลั่งของเหลวออกมามากเกินไปและสะสมอยู่ในเซลล์เนื้อเยื่อ เมื่อไตไม่สามารถทำหน้าที่ได้ตามปกติ ของเหลวจึงสะสมอยู่ภายในเนื้อเยื่อและทำให้เกิดอาการบวม ซึ่งมักเกิดที่บริเวณแขน ขา เท้า และใบหน้า หากมีของเหลวคั่งในร่างกายมากเกินไป อาจทำให้น้ำท่วมปวด ส่งผลให้เกิดอาการแน่นหน้าอก และหัวใจล้มเหลวได้

6. หัวใจเต้นไม่เป็นจังหวะ
เมื่อเกิดภาวะไตวาย แร่ธาตุโปแตสเซียมไม่สามารถถูกขับถ่ายออกจากร่างกายได้ตามปกติ ซึ่งการมีโปแตสเซียมสูง เป็นอันตรายต่อหัวใจ อาจทำให้หัวใจเต้นไม่เป็นจังหวะ และหัวใจห้องล่างเต้นกระตุก ผลไม้หลายชนิดมีส่วนประกอบของโปแตสเซียม เช่น ทุเรียน กล้วย ส้ม ฝรั่ง ลำไย ขนุน น้อยหน่า แก้วมังกร คนไข้ที่มีอาการไตวายควรงดรับประทาน

7. วิงเวียนหรือเซื่องซึม
ยูเรียเป็นสารอินทรีย์ที่เหลือจากการที่ร่างกายใช้โปรตีน โดยเป็นของเสียที่ไตขับออกมาทางปัสสาวะ เมื่อเกิดภาวะไตวาย สารยูเรียจะคั่งค้างอยู่ในร่างกาย และอาจขึ้นไปที่สมอง จึงทำให้รู้สึกวิงเวียนศีรษะ ขาดสมาธิ และไร้ความรู้สึก หากยูเรียสะสมอยู่ในร่างกายมากเกินไป จะก่อให้เกิดภาวะยูรีเมีย (ภาวะที่มีของเสียคั่งในเลือด) ซึ่งอาจทำลายสมองและนำไปสู่อาการโคม่า

8. รู้สึกถึงรสโลหะในปาก
แอมโมเนียเป็นสารพิษที่เกิดจากการสลายตัวของโปรตีนในร่างกาย ในภาวะไตวายนั้น ไตไม่สามารถกรองและขับแอมโมเนียออกจากร่างกายได้ตามปกติ เมื่อระดับแอมโมเนียในเลือดสูงขึ้น จะทำให้รู้สึกได้ถึงรสโลหะในปาก(Metallic taste) และลมหายใจมีกลิ่นเหม็น รวมทั้งอาจทำให้เบื่ออาหารและน้ำหนักลดได้เช่นกัน

9. คลื่นไส้
โรคไตวายทำให้รู้สึกคลื่นเหียนอาเจียน เนื่องจากไตหยุดทำงาน สารพิษจึงตกค้างอยู่ในร่างกาย ทำให้รู้สึกเหนื่อยง่าย ซึม และสับสน เมื่อเกิดภาวะดังกล่าว จำเป็นต้องรักษาทันทีด้วยการฟอกไต

10. ปวดหลังช่วงล่าง ขา หรือข้างลำตัว
โรคทางพันธุกรรมที่เรียกว่า โรคถุงน้ำในไต ก่อให้เกิดถุงน้ำหรือซีสต์จำนวนมากอยู่ในเนื้อไต และบางครั้งอยู่ในตับ โดยของเหลวที่อยู่ในซีสต์นั้น เป็นสารพิษที่สามารถทำลายปลายเส้นประสาทของอวัยวะช่วงล่าง ทำให้ปวดหลังช่วงล่าง ขา หรือข้างลำตัว โดยอาการปวดอาจมาในรูปความรู้สึกชา เสียว หรือปวดร้อน

11. ไม่แสดงอาการ
ในบางกรณี ภาวะไตวายอาจไม่แสดงอาการ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในคนที่เป็นโรคไตเรื้อรัง จะไม่แสดงอาการใดๆ จึงเป็นสิ่งสำคัญที่คุณต้องไปพบแพทย์ เพื่อตรวจร่างกายเป็นประจำ

อาการไตวายจะปรากฏเมื่อไตไม่สามารถขับของเสียออกจากร่างกาย หรือรักษาสมดุลของน้ำในร่างกายได้เท่านั้น..

(จาก นิตยสารธรรมลีลา ฉบับที่ 165 กันยายน 2557)

#clubคนรักสุขภาพ
-----------------------------------------------------------
ร่วมเป็นส่วนหนึ่งของclubคนรักสุขภาพทางlineได้ที่ลิ้งด้านล่างนะจ๊ะ😙😙😙
จิ้มเบาๆนะจ๊ะ >>http://line.me/ti/p/%40clubthehealth

วันอาทิตย์ที่ 6 ธันวาคม พ.ศ. 2558

ทำการล้างพิษตับกี่ครั้งดี ? จะเห็นผลของการล้างพิษตับเมื่อไหร่ ? จะรู้ได้อย่างไรว่านิ่วออกมาหมดแล้ว





ทำการล้างพิษตับกี่ครั้งดี

การล้างพิษตับเพียงไม่กี่ครั้งแล้วเลิกทำ อาจมีปัญหาตามมาได้ เนื่องจากมีบางท่านให้ความเห็น มันเหมือนกับการที่เราไปกระตุ้นให้ตับทำงานได้ดีขึ้น ตับก็มีการขับสารพิษออกมาทางน้ำดีแล้วเรากลับทำไม่ต่อเนื่อง คือไม่ทำการล้างพิษตับต่อ จนการอุดตันในระบบน้ำดีกลับมาเป็นใหม่ สารพิษที่ขับออกมาอาจจะกลับมาเป็นปัญหาได้ พูดง่ายๆว่าถ้าคิดจะทำแล้วทำไม่จบกระบวนการล้างพิษตับจงอยู่เฉยๆซะจะดีกว่า

จะเห็นผลของการล้างพิษตับเมื่อไหร่

เมื่อมีการอุดตันในระบบทางเดินน้ำดีลดลง หรือหายไป เชื่อว่าการทำงานของตับจะค่อยๆปรับตัวดีขึ้น ทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น นอกจากลองสังเกตุร่างกายของเราว่า มีการเปลี่ยนแปลงหรือไม่ อย่างไรแล้ว  หากต้องการตรวจเลือด เพื่อดูค่าต่างๆในเลือด มีผู้แนะนำว่าควรตรวจเลือด หลังจากการ่ล้างพิษตับได้ 6 เดือนไปแล้ว เพื่อดูผลที่เกิดขึ้นกับร่างกาย

จะรู้ได้อย่างไรว่านิ่วออกหมดแล้ว

เมื่อทำการล้างพิษตับไปสักระยะหนึ่ง นิ่วจะค่อยๆทยอยถูกขับออกมา เมื่อเราทำการล้างพิษตับแล้ว ไม่มีก้อนนิ่วออกมา 2 ครั้งติดต่อกัน ก็คาดเดาได้ว่า ไม่น่าจะมีนิ่วหลงเลืออยู่แล้ว โดยส่วนใหญ่ต้องทำการล้างพิษตับ 10 กว่าครั้ง นิ่วถึงจะออกหมดในบางรายอาจจะต้องทำมากกว่า 30 ครั้ง ต่อไปเราก็คอยจัดการเอานิ่วใหม่ออกมาเท่านั้น ซึ่งก็ไม่ต้องทำการล้างพิษตับทุกเดือนแล้ว แต่ให้ลดความถี่ลงไป เหลือแค่ปีละ 1-2 ครั้งก็เพียงพอ

ผักติ้ว กับ 5 คุณประโยชน์และการรักษามะเร็ง




** ผักติ้ว กับ 5 คุณประโยชน์และการรักษามะเร็ง

ผักสีสวย แดง ๆ ส้ม ๆ เขียวอ่อน ใครจะคิดว่าจะมีคุณประโยชน์เหลือหลาย มากกว่าแค่นำมาทานเป็นผักเครื่องเคียงอาหาร อย่างผักใบสวยชนิดหนึ่ง ที่คนใต้นิยมเอามาทานกับขนมจีน ซึ่งหรอยจังหู้มาก ๆ ที่เรียกว่า “ผักติ้ว” นี้ก็สารพัดประโยชน์ แถมยังมีสรรพคุณพิเศษบางอย่างอีกต่างหาก

โรคภัยไข้เจ็บเดี๋ยวนี้มีมากขึ้นแต่ก่อน แล้วยิ่งเป็นโรคร้ายด้วยแล้ว การรักษาในบางทีก็ยากขึ้น เพราะเชื้อโรคเดี๋ยวนี้ร้ายแรงขึ้นเยอะ แต่เชื่อไหมว่าพืชผักพื้นบ้านที่ชื่อว่า ผักติ้ว นี้จะช่วยรักษาโรคร้ายบางโรคได้ด้วย

รู้จัก ผักติ้ว หรือไม่

ผักติ้ว เป็นไม้ยืนต้น สูง 8-15 เมตร ลำต้นมียางสีเหลือง ใบรูปรีแกมรูปไข่กลับ ปลายแหลม โคนเกือบมน ผิวใบมีขนทั้ง 2 ด้าน จึงถูกเรียกอีกชื่อว่า “ติ้วขน” ผักติ้วจะมียอดอ่อนเป็นสีแดง รสฝาดปนเปรี้ยว เมื่อใบแก่เป็นสีเขียวสด

ส่วนดอกเป็นสีชมพูอ่อน ออกเป็นช่อกระจุกตามกิ่งก้านเหนือรอยแผลใบ และก้มีผลกลม ๆ เมื่อผลแก่ แตกอ้า ภายในมีเมล็ดรูปไข่ หรือรูปกระสวย พบขึ้นตามป่าธรรมชาติทั่วทุกภาคของประเทศไทย

ผักติ้ว บางคนก็เรียกว่า ผักแต้ว แล้วก็มีอีกหลาย ๆ ชื่อ เช่น ติ้วขน ติ้วส้ม แต้วหอม หรือแต้วหิน คนส่วนใหญ่นิยมจะนำใบนำมากินเป็นผัก ให้รสเปรี้ยว ปนฝาด ทั้งกินกับพริก ลาบ หรือแหนมเนือง ใส่แดงเลียง แกงส้ม หรือต้มยำ

คุณประโยชน์ของผักติ้วนั้นก็เหลือหลาย ทั้งเป็นอาหาร เป็นวัสดุทำอุปกรณ์ เป็นยาดี และที่สำคัญมีคนบอกว่ารักษามะเร็งได้ด้วย แต่จะจริงหรือไม่ เรามีคำตอบ

5 คุณประโยชน์จากผักติ้ว

อย่างที่บอกไปว่าผักติ้วนั้นมีคุณประโยชน์สารพัด ทีนี้เรามาดูกันสิว่า จะมีอะไรกันบ้าง

1. ในผักติ้วหนัก 100 กรัม จะ มีเส้นใยอาหารอยู่ 1.4 กรัมช่วยป้องกันอาการท้องผูก มีแคลเซียม 67 มิลลิกรัม ลดความเสี่ยงต่อการเกิดภาวะกระดูกพรุน มีไนอะซิน 3.1 มิลลิกรัม มีบทบาทต่อกระบวนการเผาผลาญสารอาหารและการทำงานของระบบประสาท วิตามินซี 56 มิลลิกรัม ช่วยในการดูดซึมธาตุเหล็กและช่วยให้แผลหายเร็ว ผักติ้วยังมีเบตาแคโรทีนและวิตามินเออยู่สูง ช่วยต้านอนุมูลอิสระที่เป็นอันตรายต่อร่างกายและบำรุงสายตา

2. ราก ผสมกับหัวแห้วหมู และรากปลาไหลเผือกต้มน้ำดื่มวันละ 3 ครั้ง ก่อนหรือหลังอาหารก็ได้ เป็นยาขับปัสสาวะ แก้ปัสสาวะขัด ประโยชน์ทางอาหาร ส่วนสรรพคุณทางยาไทยนั้น ใช้รากผสมกับหัวแห้วหมูและรากปลาไหลเผือก ต้มเอาเฉพาะน้ำ ดื่มวันละ 3 มื้อ เพื่อขับปัสสาวะและแก้ปัสสาวะขัด รากและใบต้มน้ำดื่มแก้ปวดท้อง เปลือกต้นและใบตำผสมน้ำมันมะพร้าวทาแก้โรคผิวหนัง แม้แต่น้ำยางจากเปลือกต้นก็ใช้ทาแก้คันได้

3. ยอดอ่อน นิยมรับประทานเป็นผักเคียงกับ ลาบ ก้อย น้ำตก แหนมเนืองเวียดนาม ตามที่กล่าวข้างต้น ส่วนภาคใต้รับประทานกับขนมจีนใต้รสชาติ อร่อยมาก

4. ดอกผักติ้ว มี สีขาวหรือสีชมพูอ่อน ส่งกลิ่นหอมอ่อน ๆ นำมากินเป็นผักได้เช่นเดียวกับยอดและใบอ่อน ไม้จากต้นผักติ้วก็ยังมีประโยชน์ไม่น้อย เพราะเนื้อไม้แข็ง จึงใช้ทำเสา ด้ามจอบเสียม หรือเผามาทำฟืน

5. สารสกัดจากผักติ้ว ในงานวิจัยของนิสิตโครงการปริญญาเอก กาญจนาภิเษก (คปก.) คณะอุตสาหกรรมเกษตร มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ระบุว่า สารสกัดจาก “ผักติ้ว” สามารถนำไปใช้ในการยับยั้งกลิ่นหืนในอาหารได้ โดยเอายอดอ่อนของ “ผักติ้ว” ที่คนอีสานนิยมรับประทานเป็นผักเคียงกับลาบ ก้อย และแหนมเนืองเวียดนาม ไปเข้ากระบวนการสกัดผสมกับ “เอทานอล” และขั้นตอนอีกหลายขั้นตอนจะได้สารจาก “ผักติ้ว” ชื่อ “คอลโรจินิกแอซิก” นำไปใช้เป็นสารสกัดธรรมชาติป้องกันกลิ่นหืนของอาหารดีมาก

ผักติ้วกับการรักษามะเร็ง

เคยมีการวิจัยเกี่ยวกับผักติ้วว่า ผักติ้วนั้นมีสารต้านอนุมูลอิสระ ที่ชื่อว่า กรดคลอโรเจนนิคสูง เมื่อเทียบกับสารโพลีฟีนอลทั้งหมด โดยกรดคลอโรเจนนิคนี้เป็นสารที่ป้องกันการทำลายดีเอ็นเอได้ นอกจากนี้ยังมีการวิจัยของนิสิตมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ว่า “ผักติ้ว” ยังมีฤทธิ์หยุดยั้งการเจริญของของเซลล์มะเร็งตับได้ โดยไม่ทำลายเซลล์ปกติด้วย แต่ทั้งนี้ สารดังกล่าว ไม่สามารถฆ่าเซลล์มะเร็งตับ (HepG2 / cells) ได้

มีคุณค่าสูง แต่ต้องทานหลากหลายไม่ซ้ำกัน

อย่างที่ทราบกันไปว่าผักติ้วนั้นมีคุณค่าทางโภชนาการนานาประการ แต่ทั้งนี้ก็ขึ้นอยู่กับชนิด และอายุของยอดใบอ่อนหรือใบแก่

โดยทั่วไปแล้วผักติ้วจะไม่แตกต่างกับผักพื้นบ้านที่เป็นพืชยืนต้นอื่น ๆ มากนัก แต่ในด้านส่วนประกอบทางเคมีแล้ว ผักติ้วกลับมีกรดคลอโรเจนนิคที่มีสารต้านอนุมูลอิสระสูง นอกนั้น ผักอื่นก็จะอุดมด้วยวิตามิน บี ซี เค แร่ธาตุต่าง ๆ เส้นใย เช่นเดียวกับผักอื่น ๆ

ซึ่งอย่างที่บอกก็คือ ผักทุกชนิดจะอุดมไปด้วยสารอาหารที่คล้าย ๆ กัน ดังนั้นเวลาที่เราจะทานผักแล้ว เราไม่ควรจะทานแค่ผักอย่างใดอย่างหนึ่ง เพราะการทานซ้ำอยู่อย่างเดียว ก็อาจทำให้เราได้รับสารอาหารนั้นต่อสุขภาพมากเกินไป ซึ่งอาจส่งผลเสียต่อสุขภาพร่างกายได้

Cr : emaginfo

เผย 10 จุดเจ็บป่วยตามร่างกายมีที่มา




** เผย 10 จุดเจ็บปวดตามร่างกาย มีที่มา **

อาการเจ็บปวด เกิดขึ้นโดยไม่ทราบสาเหตุ มักสร้างความกังวลเพราะนอกจากจะไม่รู้ที่มาแล้ว เรายังไม่อาจเห็นสภาพภายในได้ เรื่องนี้ นายแพทย์กฤษดา ศิรามพุช ผู้อำนวยการศูนย์เวชศาสตร์อายุรวัฒน์นานาชาติ มีข้อมูลมาไขข้อข้องใจโดย เฉพาะอาการปวด 10 จุด ต่อไปนี้

1. เจ็บต้นคอร้าวแขน
เจ็บนี้ต้องระวังเส้นประสาทต้นคออาจถูกกดหรือบาดเจ็บจากอุบัติเหตุ ยกของหนักที่ผ่านมาได้

2. เจ็บแขนร้าวปลายมือ
ดูเรื่องเส้นประสาทให้ดีมีสิทธิ์เกิดจากพังผืดไปรัดเส้นประสาทหรือเกิดมาจากศูนย์รวมประสาทที่ต้นคอก็ยังได้

3. ปวดศีรษะร้าวต้นคอ
อาจเป็นเพียงกล้ามเนื้อที่เกร็งตึงเวลามีความเครียดธรรมดา แต่ถ้ามีตาพร่าบวกคลื่นไส้อาเจียนด้วยก็ต้องจับตาอาการด้านสมอง

4. ปวดหลังร้าวลงขา
น่า จะเกิดจากหมอนรองกระดูกกดเส้นประสาทเป็นหลัก โดยเฉพาะหลังส่วนบั้นเอวเป็นจุดอ่อนที่สำคัญ การดูว่าปวดหลังถึงขั้นไหนให้ดูอาการร้าวลงขา

5. เจ็บอกวิ่งไปแขนซ้าย
ร้ายเสียยิ่งกว่าอกหักเพราะมักเกี่ยวถึงโรคหัวใจขาดเลือด ให้สังเกตอาการปวดว่าเหมือนถูกบีบหรือถูกงูเหลือมตัวใหญ่รัดด้วยหรือไม่

6. ไอแล้วปวดร้าวลงก้นกบ
บางคนเวลาไอหรือเบ่งท้องแรงๆ แล้วมีอาการเจ็บร้าวไปหลังหรือก้นกบเบื้องล่างทุกครั้ง ต้องเฝ้าระวังโรคหมอนรองกระดูกทับเส้น

7. เจ็บท้องน้อยร้าวลงหน้าขา
ใน สตรีต้องระวังเรื่องอุ้งเชิงกรานอักเสบ ส่วนในหนุ่มๆ ให้ระวังนิ่วในกระเพาะปัสสาวะ ถ้ามีไข้ร่วมด้วยให้ช่วยระวังการติดเชื้อเป็นหลัก

8. เจ็บท้องส่วนอื่นๆ แล้วร้าวทะลุหลัง
อาการ เจ็บหน้าไปหลังเช่นนี้ถ้าเป็นที่ตับ คือ ด้านบนขวาให้นึกถึงถุงน้ำดีที่อาจไม่ดีสมชื่อ เพราะนี่เป็นสัญญาณนิ่วในถุงน้ำดีหรือถุงน้ำดีอักเสบ ส่วนถ้าเจ็บตรงกลางร่วมกับไข้สูงให้นึกถึงตับอ่อนอักเสบ (Acute pancreatitis) แบบเฉียบพลัน

9. เจ็บบั้นเอวแถวสีข้างร้าวลงขา
ยิ่ง ถ้าเจ็บบั้นเอวด้านใดด้านหนึ่งแล้วร้าวด้วย ให้นึกถึงก้อนนิ่วในกรวยไตหรือท่อไต ในบางรายอาจมีท่อปัสสาวะอักเสบร่วมกับมีไข้ รู้สึกหนาวและปัสสาวะปนเลือดอีก หากเป็นเช่นนี้แนะให้ช่วยรีบไปตรวจปัสสาวะ เอ็กซเรย์หรืออัลตร้าซาวน์

10. เจ็บตามผื่นแล้วร้าวลงเส้นประสาท
การ ที่มีผื่นเป็นตุ่มน้ำใสแล้วมีอาการแสบร้อนหรือเคยมีประวัติโรคเริม งูสวัด ให้ระวังอาการปวดร้าวไปตามปลายประสาท แม้ไม่มีผื่นแล้วก็อาจทิ้งอาการแสบร้อนไว้ได้ บางรายเจ็บแสบอยู่ตามแนวเส้นประสาทเป็นครั้งคราว

คุณ หมอกฤษดา ย้ำว่า สัญญาณเจ็บร้าวทั้งสิบที่ว่ามาเป็นวิธีดูคร่าวๆ เท่านั้น แต่ก็ช่วยทำให้ได้ร่องรอยของโรคที่ซ่อนอยู่ได้ อย่างไรก็ตาม ทางที่ดีที่สุดคือ พบแพทย์แล้วตรวจหาความผิดปกติให้ทราบชัดเจนชัวร์กว่านะคะ


(Cr : Jaowka.com)

โพสต์แนะนำ

5 เฮิร์บ แฮร์ เซรั่ม 5 HERB HAIR SERUMผลิตภัณฑ์บำรุงเส้นผม(ไม่ต้องล้างออก)

                                              5 เฮิร์บ แฮร์ เซรั่ม  5 HERB HAIR  SERUM ผลิตภัณฑ์บำรุงเส้นผม(ไม่ต้องล้างออก) ผมห...