วันพุธที่ 4 พฤศจิกายน พ.ศ. 2558



การแช่เท้าด้วยเกลือ

อาศัยหลักการ การถ่ายเทประจุ จากแหล่งที่มีประจุ มากไปยัง แหล่งที่มีประจุน้อย เกลือ มีประจุบวก จะดึง ประจุลบ ออกจากร่างกาย อาศัยหลักการทางวิทยาศาสตร์ และศาสตร์เรื่องพลังงาน
ที่เท้ามีจุดเชื่อมต่อกับจุดจักระในร่างกาย ทั้ง 7 จุด จักระจะหมุนอยู่ตลอดเวลา แต่บางคนหมุนช้า บางคนหมุนเร็ว การหมุนของจักระ ก็เหมือนกับการหมุนของใบพัดลม เมื่อหมุนไปเรือยๆ จะสังเกตเห็นมีฝุ่นเกาะที่ใบพัด หากไม่นำพัดลมมาทำความสะอาด สิ่งสกปรกเหล่านั้นก็จะเกาะเพิ่มมากขึ้นๆ แต่เนื่องจากคนไม่สามารถทำให้จักระหยุดได้ ถ้าจักรหยุดหมุนก็คือตาย การจะขจัดขยะฝุ่นออกจากใบพัดของจักระได้ ก็คือการใช้เกลือแช่น้ำ แล้วแช่เท้าไว้ สัก 20 นาที ต่อครั้ง เกลือเมื่อแตกตัวแล้วจะเป็นประจุบวก ตัวสิ่งสกปรกนั้นเป็นประจุลบ เมื่อเกลือแตกตัวในน้ำแล้ว ด้วยความเข้มข้นที่พอดี จึงดึงดูดประจุลบที่ติดอยู่ที่จักระออก ทำให้โรคบางอย่างที่เกิดจากจักระมีประจุลบเกาะอยุ่ หายเป็นปกติ ทั้งนี้ต้องอาศัยเวลา และความถึ่ในการแช่เท้าให้บ่อย ๆ เพื่อทำความสะอาดจักระของเรา

การแช่เท้าด้วยเกลือ จึงมีคุณสมบัติดังนี้

- ดึงพลังงานลบ พลังงานไม่ดี ออกจากร่างกาย โดยดึงสิ่งไม่ดี ที่อยู่ในรูปอนู ประจุลบออกจากอัวยวะผ่านฝ่าเท้่า ฝ่าเท้าเป็นจุดเชื่อมต่ออวัยวะภายในร่างกายนั้นไม่ถ้วน
- ดึงโรคภัยที่เจ็บป่วยด้วยพลังงานลบ ออกจากร่างกาย เมื่อประจุลบ พลังงานลบออกจากร่างกายแล้ว เราก็ใช้วิธีการรักษาแบบเก่า หรือแผนใหม่รักษา การรักษาจึงได้ ผล แต่หากไม่ดึงพลังงานลบ ที่มีอย่เป็นจำนวนมากออกมา การรักษาก็ทำได้ ยาก
- ดึงพลังงานลบที่เกิดจากคุณไสย มนต์ดำ ออกจากร่างกาย
- ดึงสิ่งที่ตกค้างในร่างกายออก ทำให้โรคที่เป็นอยู่ หาย
- ดึงพลังงานลบที่เกิดจากอารมณ์ ออก โดยละเอียด ทุกซอกทุกมุมของร่างกาย
เมื่อแช่เท้าด้วยเกลือ บ่อย ๆ ร่างกายจึงไม่มีพลังงานลบที่ก่อโรคหลงเหลืออยุ่ ทำให้สุขภาพดีขึ้น
วิธีการทำ
1. หากะละมัง ทรงแบบที่วางเท้าได้ ใส่น้ำลงไปให้ท่วมตาตุ่ม
2. ใส่เกลือทะเล (เกลือเม็ด) ลงไป 1 กำมือ
3. เอาเท้าเหยียบไว้ที่เกลือ
4. หากมีเพลงบรรเลง เพลงสำหรับทำสมาธิ ให้เปิดเพลงไปด้วย
5. แบมือ หงายมือขึ้น วางที่หัวเข่า เอาความรู้สึกไว้ที่กลางกระหม่อง
6. นั่งเช่นนี้ 15-20 นาที
7. เมื่อครบเวลาแล้ว เอาน้ำเปล่าล้างเท้าทั้งสองข้าง ระวังอย่าให้น้ำกระเด็ดออกจากกะละมัง จากนั้นเอาน้ำแช่เท้าไปทิ้งในโถส้วม ห้ามทิ้งที่อื่น เพราะพลังงานลบจะไปติดคนอื่น
8. คนปกติ ทำอาทิตย์ละครั้ง คนป่วย ทำทุกวันก่อนนอน
9 คนที่ธาตุไม่สมดุล มีอาการหนาว สั่น ให้ใช้น้ำอุ่น คนที่ร้อน ให้ใช้น้ำเย็น

เลี่ยงได้ควรเลี่ยง! 4วิธีผัดผักที่อาจจะทำให้คุณเป็นมะเร็ง


หลายคนอาจจะคิดว่า “การกินผัก กินอย่างไรก็มีประโยชน์” ข้อเท็จจริงนี้อาจไม่ใช่เรื่องที่ถูกต้องเสมอไป หากว่าการเราประทานผักของคุณนั้นผ่านกระบวนการปรุงด้วยวิธีที่ไม่เหมาะสม โดยเฉพาะเมนูผัดผักที่หาทานได้ง่ายๆ เด็กทานได้ ผู้ใหญ่ทานดี ที่กลายเป็นเมนูก่อมะเร็งโดยที่คุณไม่รู้ตัว จะต้องหลีกเลี่ยงการผัดแบบไหน ร่างกายของเราจึงจะปลอดภัยมากที่สุด ตามมาหาคำตอบกันได้เลย


1 ล้างผักหลังจากหั่นเสร็จแล้ว


ผักที่หั่นแล้วเวลานำไปล้างพื้นผิวที่สัมผัสกับน้ำจะมากกว่าตอนที่ยังไม่ได้หั่นทำให้แร่ธาตุบางชนิด วิตามินบีและซีบางส่วนละลายไปกับน้ำ วิธีการที่ถูกต้องคือควรจะค่อยๆล้างผักให้สะอาดและสะเด็ดน้ำให้แห้งก่อนจึงนำไปหั่น และที่สำคัญก็คือผักที่หั่นเสร็จแล้วควรจะนำไปประกอบอาหารทันทีหรือไม่ควรทิ้งไว้นานกว่า 2 ชม. ไม่อย่างนั้นจะทำให้สารอาหารในผักสูญเสียไปเพราะออกซิเดชันกับอากาศ

2 รอมีควันขึ้นค่อยใส่ผัก


การรอให้น้ำมันร้อนจนควันขึ้นแล้วค่อยใส่ผักลงไปผัดนั้น หมายถึงการนำผักลงไปผัดในอุณภูมิน้ำมันที่สูงกว่า 200 องศาเซลเซียส ซึ่งจะทำให้สูญเสียสารอาหารและแร่ธาตุในผักแถมยังทำให้เกิดสารก่อมะเร็ง วิธีการที่ถูกต้องนั้นควรจะใส่วัตถุดิบทุกอย่างลงไปก่อนที่น้ำมันจะมีควันขึ้นมา

3 ใส่น้ำมันเยอะๆ


ไม่ว่าจะเป็นน้ำมันประเภทไหนก็มีปริมาณไขมันมากกว่า 98% ความสามารถในการดูดซับน้ำมันของผักนั้นสูงกว่าเนื้อสัตว์มาก ถ้าหากเราใส่น้ำมันมากไปเวลาผัดผักก็จะทำให้พื้นผิวของผักนั้นเคลือบเต็มไปด้วยน้ำมัน รสชาติของเครื่องปรุงที่ใส่ลงไปจะไม่เข้าไปในผักแถมยังทำให้ร่างกายของเราให้ดูดซึมแร่ธาตุและสารอาหารจากผักได้น้อยลงมาก วิธีที่เหมาะสมก็คือเวลาผัดผักไม่ควรใส่น้ำมันเกินกว่า 1 ช้อนโต๊ะ

4 ใส่เครื่องปรุงที่มีส่วนประกอบของเกลือเยอะเกินไป


ในซีอิ๊วมีส่วนประกอบของเกลือ 15-20% ในผงปรุงรสมีส่วนประกอบของเกลือ 10% ถ้าหากใส่เครื่องปรุงเหล่านี้แล้วก็ไม่ควรใส่เกลือหรือน้ำปลามากเกินไปเพราะจะทำให้ปริมาณโซเดียมในอาหารสูงมากเกินไป

4วิธีผัดผักนี้ทำให้สารอาหารในผักสูญเสียไปและหากทำเป็นประจำอาจจะทำให้มีผลเสียต่อสุขภาพของคุณอีกด้วย อย่าลืมส่งให้คนที่บ้านอ่านด้วยนะจ๊ะ



ขอบคุณข้อมูลดีๆจาก liekr

วันจันทร์ที่ 2 พฤศจิกายน พ.ศ. 2558



ประโยชน์ของ"สาเก"

สาเกเป็นผลไม้ที่มีกลิ่นหอมชวนรับประทาน และรสก็เอร็ดอร่อย วิธีรับประทานสาเกนั้น เอามานึ่งรับประทานแทนขนมปังก็ได้ หรือเอาไปเชื่อมแบบที่เมืองไทยก็ได้

คุณค่าอาหารและสรรพคุณ

เนื้อสาเก อุดมไปด้วยคาร์โบไฮเดรต ให้พลังงานสูง นอกจากนี้ยังมีแคลเซียม วิตามินเอ และวิตามินบี มีสรรพคุณป้องกันการเกิดโรคหัวใจ ความจำเสื่อม และโรคกระดูกผุในผู้หญิงที่อยู่ในวัยหมดประจำเดือน

สาเกเชื่อม

บรรดาขนมเชื่อมๆ ทั้งหมด ต้องขอยกนิ้วให้ กับสาเกเชื่อม เป็นลำดับที่หนึ่งในใจ เป็นของเชื่อมที่หาทานไม่ค่อยได้ เจอที่ทำขายก็ค่อนข้างแพง

ความอร่อยของสาเกเชื่อม อยู่ตรงที่ มีความหวาน นุ่ม มัน หนึบหนับ ทานเพลิน ลืมอวบ ลืมอ้วนกันชั่วคราว เชียวล่ะ

ส่วนผสม....

สาเกพันธุ์ข้าวเหนียว 1 ลูก (หนักประมาณ 1 กิโล)
น้ำตาลทราย 600 กรัม
น้ำเปล่า 1.5 ลิตร
ปูนแดง 1 ช้อนชา
มะนาว 1 ซีก

วิธีทำ....

1. ทำความสะอาดสาเก หั่นเป็นแว่น ๆ ตามขวางหนาประมาณ 1 นิ้ว
ปอกเปลือกออกให้หมด เอาไส้ออก แล้วผ่าครึ่ง

2. แช่สาเกในน้ำปูนใสประมาณ 1 ชั่วโมง ล้างน้ำปูนใสออกให้หมด ผึ่งให้สะเด็ดน้ำ

3. ใส่น้ำสะอาดและน้ำตาลทรายลงในหม้อ (หุงข้าว)
ตั้งไฟให้น้ำตาลทรายละลายเป็นน้ำเชื่อม

4. ใส่สาเกลงเชื่อม แง้มฝาหม้อหุงข้าวไว้
จนสาเกมีลักษณะอิ่มน้ำเชื่อม สุก และใส เคี่ยวจนน้ำเชื่อมงวด บีบมะนาวใส่ในน้ำเชื่อมเลยค่ะ ใส่น้ำมะนาวเพื่อให้สาเกมีสีสวยเป็นเงา จึงยกลง

5. พักไว้จนเย็นสนิท เก็บใส่ภาชนะปิดฝาให้สนิทเก็บไว้รับประทานได้หลายวัน

(Cr : voathai.com)


ไตพร่อง ทำให้เกิดสารพัดโรค" 

..........เรามากดจุด บำรุงไตกันเถอะ......

อาการไตพร่อง ไม่ว่าจะ ปวดหลัง มึนศีรษะ หูมีเสียง ผมร่วง ฟันโยกง่าย ถ้าหากเป็นคุณผู้ชายอาจจะนกเขาไม่ขัน คุณผู้หญิงแท้งบ่อย อาการเหล่านี้ล้วนมาจาก ไตพร่องแทบทั้งสิ้น สำหรับคนขี้หนาวที่มีอาการดังกล่าว ......

หมอตี๋แนะนำให้กดจุด 太溪(ไท้ซี)

ไท้ซี จุดนี้หาง่ายมาก อยู่บริเวณขาหลังตาตุ่มด้านใน อยู่ตรงกลางระหว่างตาตุ่มกับเส้นเอ็น

สำหรับคนที่ไตพร่อง จะถามหมอตี๋ตลอดว่า ควรทำอย่างไรดี
หมอตี๋ขอแนะนำ จุด"ไท้ซี" นี้แหละ เหมาะสำหรับคนที่มีอาการไตพร่องเป็นอย่างยิ่ง.... 

ให้นวดวันละหลายๆครั้งบ่อยๆหรือ ก่อนนอน 100ครั้ง จะทำให้ อาการดังกล่าว ดีขึ้น ลองดูนะครับ

แชร์เพื่อเพื่อนมนุษย์ด้วยกันนะครับ ด้วยความปราถนาดีจาก ......

.....Dr ตี๋ แพทย์จีน.....


(Cr: บัว พ้นน้ำ)

วันเสาร์ที่ 24 ตุลาคม พ.ศ. 2558

มารู้จัก ดูแล รักษาตับ ของเรากันคะ


มา "รู้จัก-ดูแล-รักษาตับ" ของเรา กันคะ

“ตับ” เป็นอวัยวะที่ใหญ่ที่สุดของร่างกายรองจากผิวหนัง มีหน้าที่มากมาย อาทิ สร้างน้ำดีช่วยย่อย-ดูดซึมอาหาร เก็บสำรองอาหาร กำจัดสารพิษ หากตับกำจัดสารพิษไม่ได้ สารพิษจะสะสมและทำลายเซลล์ตับไปเรื่อยๆ ตับยังช่วยป้องกันการแข็งตัวของเม็ดเลือด เป็นแหล่งสร้างพลังงานความร้อนให้กับร่างกาย ที่น่าเป็นห่วงก็คือ “ตับ” เป็นอวัยวะที่แข็งแรงมาก เราอาจไม่รู้ตัวเลยว่าเราเริ่มเป็นโรคเกี่ยวกับตับ เพราะแม้ตับจะทำงานได้เพียง 10-15% ตับก็ยังปฏิบัติได้เต็มความสามารถ นี่เป็นสาเหตุใหญ่ที่คนส่วนมากกว่าจะรู้ตัวว่าเป็นโรคเกี่ยวกับตับ จึงรักษาไม่ทันกันมามากมายแล้ว

การดูแลรักษาตับ
• ไม่ดื่มสุรา เบียร์ หรือของมึนเมา
• ไม่ควรรับประทานยาพร่ำเพรื่อ เพราะสารเคมีจะทำลายตับได้
• ระวังอย่าสูดดมพวกละอองสเปรย์ต่างๆ
• สวมถุงมือ ใส่เสื้อแขนยาว สวมหมวกและหน้ากากทุกครั้งที่พ่นหรือผสมยาฆ่าแมลง
• ไม่สำส่อนทางเพศ
• ไม่ใช้ยาเสพติดชนิดฉีดเข้าเส้น
• ไม่รับประทานอาหารดิบหรือสุกๆ ดิบๆ
• รับประทานอาหารที่สะอาดและน้ำต้มสุก มีภาชนะปิดอย่างมิดชิด
• นอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ
• ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ

-บทบาทหน้าที่ของ ตับ
ตับมีหน้าที่สำคัญหลายประการ อันได้แก่การสร้างน้ำดี ซึ่งออกมาในลำไส้ ช่วยให้อาหารประเภทไขมันถูกย่อยและดูดซึมง่ายขึ้น เก็บสำรองอาหาร โดยเก็บเอากลูโคส (GLUCOSE)ไปสะสมไว้ในเซลล์ตับ ในสภาพของกลัยโคเจน(GLYCOGEN) และจะเปลี่ยนกลัยโคเจนกลับออกมาเป็นกลูโคสในกรณีที่ร่างกายต้องการใช้ได้ทันที

ตับสะสมวิตามินเอ ดี และวิตามินบี12 นอกจากนี้ยังกำจัดสารพิษที่ลำไส้ดูดซึมเข้าไปในกระแสเลือด เมื่อสารพิษผ่านตับ ตับก็จะทำลาย สารพิษบางชนิดตับทำลายไม่ได้ตรงกันข้ามจะไปทำลายเซลล์ตับ เช่น แอลกอฮอล์ (ALCOHOL) คาร์บอนเตตราคลอไรด์(CARBON TETRACHLORIDE) และคลอโรฟอร์ม (CHLOROFORM) เป็นต้น

ตับจะทำหน้าที่สร้างวิตามิน เอ จากสารแคโรตีน (สารสีส้มที่มีอยู่ในแครอท - มะละกอ) ธาตุเหล็กและทองแดงจะถูกเก็บสะสมอยู่ที่ตับ เช่นเดียวกับวิตามิน เอ ดี และบี12 สร้างองค์ประกอบในการแข็งตัวของเลือด อาทิเช่น ไฟบริโนเจน (FIBRINOGEN) และโปรธรอมบิน(PROTHROMBIN)เป็นต้น และยังสร้างสารป้องกันการแข็งตัวของเลือด อันได้แก่ เฮปาริน(HEPARIN) ทำหน้าที่ในการกินและทำลายเชื้อโรคโดยมีเซลล์แมกโครฟาจ (MACROPHAGE) ที่อยู่ในตับ ซึ่งมีชื่อเรียกเฉพาะว่าคุฟเฟอร์เซลล์ (KUPFFER'S CELL)

และหน้าที่ที่สำคัญอีกประการหนึ่งคือเป็นแหล่งพลังงานสร้างความร้อนให้แก่ร่างกาย

โดยสรุป เรื่องราวของ "ตับ"

ตับของคนเราเป็นอวัยวะที่ให้ที่สุด และมีความสำคัญต่อร่างกายเป็นอันมาก ตับจะอยู่ตรงชายโครงขวาใต้กระดูกซี่โครง หนักประมาณกิโลกรัม มีสีออกแดงแบ่งออกเป็นสองกลีบ คือกลีบขวา และกลีบซ้าย โดยปกติมักจะคลำตับไม่ได้ แต่หากตับโตลงล่าง หรือโตออกด้านข้างหรือบนก็ได้ มักจะมีอาการจุกตื้อๆ

-หน้าที่ของตับมีมากมาย ดังนี้
1. ตับเป็นอวัยวะที่สร้างสารต่างๆที่สำคัญ เช่นไข่ขาวหนือ albumin ช่วยอุ้มน้ำให้อยู่ในหลอดเลือด หากไข่ขาวในเลือดต่ำจะทำให้เกิดอาการบวมเท้า ท้องมาน
2. ตับเป็นอวัยวะที่ผลิตน้ำดี และเกลือน้ำดีเพื่อช่วยย่อยสลายไขมัน โดยน้ำดีจะถูกขับออกทางเดินอาหารทำให้อุจจาระสีเหลือง หากทางเดินน้ำดีอุดตันอุจจาระจะมีสีขาว
3. ตับเป็นอวัยวะที่สะสมพลังงานเช่น glucose และวิตามิน
4. ตับเป็นโรงงานผลิตพลังงานให้ร่างกาย โดยสลายสารอาหารให้ร่างกาย เมื่อตับป่วยจึงรู้สึกเพลียมาก
5. ตับมีหน้าที่กำจัดของเสีย ของเสียที่ร่างกายเราได้มาจากอาหารหรือสารที่เรารับเข้าไป เช่นยา แอลกอฮอลล์ กาแฟ หรือสารที่เป็นพิษ และอีกส่วนหนึ่งมาจากการย่อยหรือสลายสารอาหาร เมื่อสารพิษผ่านตับ ตับจะทำหน้าที่ทำลายสารพิษนั้น แต่หากเราได้รับสารพิษมากก็อาจจะทำให้ตับเสียหายได้
6. ตับเป็นที่อยู่ของเม็ดเลือดเพื่อดักจับเชื้อโรค

วันพุธที่ 14 ตุลาคม พ.ศ. 2558

หอมแดงป้องกันโรคหัวใจ



"หอมแดง"...ป้องกันโรคหัวใจ

สรรพคุณทางยา 
มีฤทธิ์เป็นสารต้านอนุมูลอิสระ การบริโภคหอมแดงเป็นประจำจึงสามารถลดระดับคลอเรสเตอรอลและช่วยให้การไหลเวียนของเลือดดีขึ้น ลดไขมันในเส้นเลือดที่เป็นสาเหตุของโรคความดันโลหิตสูงและโรคหัวใจ สารในหอมแดงมีคุณสมบัติต้านหรือยับยั้งการเจริญของจุลินทรีย์และแบคทีเรียด้วย 

โบราณไทย
ใช้หอมแดงแก้หวัดโดยใช้หัวหอมตำ สุมหัวเด็ก ลดอาการคัดจมูก แก้ไข้อ่อนๆ เหมาะใช้กับทารก 

หัวหอมสด 15-30 กรัม ต้มเอาน้ำกินแก้ท้องเดิน ท้องอืดแน่น ขับลม 

น้ำหัวหอมใช้ดมเวลาเป็นลม เป็นยาบำรุงหัวใจ 

นำหัวหอมมาย่างไฟ หรือฝานบางๆ ใช้พอกแผล ฝีหรือสิว ลดอาการอักเสบ แก้บวมช้ำ ทำให้ร่างกายอบอุ่น ขับเหงื่อ 

นำมา “รักษาสิวและลดรอยด่างดำ” ได้ด้วยวิธีนำหัวหอมแดงที่ล้างสะอาดแล้วมาฝาน ให้เป็นแว่นบาง ๆ ใช้ทา หรือแปะไว้ที่บริเวณที่เป็นสิว ฝ้า หรือ จุดด่างดำ หรือวางแว่นหอมแปะไว้บนรอยบวมจากการบีบสิวหรือรอยด่างดำบนใบหน้า ทาทิ้งไว้ประมาณ 10 นาทีแล้วล้างออก ทำเช่นนี้ทุกวันประมาณหนึ่งสัปดาห์ สิว ฝ้า หรือจุดด่างดำจะจางลง หากไม่ใช้วิธีฝานเป็นแว่นสามารถคั้นเอาเฉพาะน้ำของหัวหอมแล้วนำไปแช่ตู้เย็นเพื่อดับกลิ่นและลดความซ่าที่อาจทำให้แสบผิว จากนั้นนำมาทาเม็ดผดผื่นคันหรือทาใบหน้าก่อนเข้านอนทุกวันจะช่วยฆ่าเชื้อ แบคทีเรียและลดความมันบนใบหน้า จึงไม่ก่อให้เกิดสิว 

ส่วนข้อควรระวังในการใช้ประโยชน์ จากน้ำหอมแดงคือ ในหัวหอมแดงจะมีสารกำมะถันซึ่งทำให้แสบตา แสบจมูกและทำให้ผิวหนังมีอาการระคายเคือง ปวดแสบปวดร้อน จึงไม่ควรทาบริเวณจุดที่ใกล้เคียงกับที่กล่าวมา 

เกร็ดความรู้หั่นหอมอย่างไรไม่ให้ร้องไห้ 
เมื่อเราหั่นหอม จะเกิดแก๊สที่ระเหยง่าย ฟุ้งกระจายในอากาศ 
เข้าสู่ตาและจมูก ทำให้ดวงตาเกิดการระคายเคือง น้ำตาไหล
กลเม็ดในการป้องกันน้ำตาไหลเวลาหั่นหอม มีวิธีที่น่าลองดังนี้

ลอกเปลือกหอมและแช่ในตู้เย็น ประมาณ 30 นาที ก่อนที่นำมาหั่นเพื่อลดอุณหภูมิในการระเหยของแก๊ส

หั่นหัวหอมใต้น้ำไหล เพื่อให้แก๊สละลายน้ำไป

ล้างมือและหัวหอมให้เปียกก่อนหั่น เพื่อให้น้ำที่มือและหัวหอมทำปฏิกิริยาเคมีกับแก๊ส

หั่นหัวหอมใต้พัดลมดูดควัน เพื่อกำจัดแก๊สที่เกิดขึ้นค่ะ


โดย ทางแพทย์สายพุทธ 
ข้อมูลเพิ่มเติม baanjomyut

วันอาทิตย์ที่ 11 ตุลาคม พ.ศ. 2558



ประโยชน์ของมะเขือเทศ 28 ข้อ!!!

1.ช่วยบำรุงผิวพรรณให้ชุ่มชื่นสดใส ไม่แห้งกร้าน
2.มีสารต่อต้านอนุมูลอิสระที่ช่วยลดและชะลอการเกิดริ้วรัยแห่งวัย
3.น้ำมะเขือเทศช่วยเพิ่มความสดชื่นให้แก่ร่างกาย
4.ช่วยเสริมคุ้มกันของร่างกายให้แข็งแรง
5.มีวิตามินเอซึ่งมีส่วนชวยบำรุงสายตา
6.มะเขือเทศ มีบีตาแคโรทีน และฟอสฟอรัสในปริมาณมาก
7.มะเขือเทศช่วยในการรักษาสิว ด้วยการนำน้ำมะเขือเทศมาพอกผิวหน้า หรือฝานบาง ๆแล้วนำมาแปะหน้าก็ได้
8.ช่วยทำให้ผิวหน้าเต่งตึงสดใส ด้วยการนำน้ำมะเขือเทศมาพอกผิวหน้า หรือฝานบาง ๆแล้วนำมาแปะหน้าก็ได้
9.มะเขือเทศใช้นำมาทำเป็นน้ำผลไม้ 
10.เป็นที่นิยมนำมาทำเป็นอาหารได้หลายเมนู เช่น ข้าวผัด ซุป ยำต่าง ๆ เป็นต้น
11.ช่วยใหร่างกายสามารถต่อสู้กับโรคหอบหืดได้มากถึง 45%
12.ช่วยป้องกันโรคสมองเสื่อม หริออัลไซเมอร์
13.ช่วยรักษาโรคลักปิดลักเปิด เลือดออกตามไรฟัน
14.ช่วยป้องกันการแข็งตัวของหลอดเลือด
15.มะเขือเทศมีฤทธิ์ในการช่วยขับปัสสาวะ
16.ช่วยรักษาโรคความดันโลหิตสูง
17.ช่วยลดความเสี่ยงในการเกิดโรคหัวใจ
18.ช่วยลดความเสี่ยงจากการเกิดภาวะเส้นเลือดตีบ การเกิดโรคหัวใจวาย สำหรับผู้ที่สูบบุหรี่เป็นประจำ
19.ช่วยป้องกันการเกิดโรคหัวใจขาดเลือด
20.ช่วยในระบบย่อยในกระเพาะอาหารและช่วยในการขับถ่ายอุจจาระได้สะดวก
21.ช่วยยับยั้งการเจริญเติบโตของเชื้อรา หรือเชื้อราที่ปาก
22.ช่วยลดความเสี่ยงจากการเกิดโรคมะเร็งลำไส้
23.ช่วยลดความเสี่ยงจากโรคมะเร็งต่อมลูกหมากในเพศชายได้ถึง 45% หากรับประทานมะเขือเทศเป็นประจำ
24.ช่วยลดความเสี่ยงในการเกิดโรคมะเร็งรังไข่ ในเพศหญิง
25.ซอสมะเขือเทศหมักผม ด้วยการใช้มะเขือเทศหมักผมจะช่วยป้องกันการเปลี่ยนไปของสีผม อันเนื่องมาจากการว่ายในน้ำในสระที่มีคลอรีน
26.ซอสมะเขือเทศนำมาใช้ขัดเครื่องประดับเงินชิ้นโปรดของคุณให้เงางามเหมือนเดิมได้ ด้วยนำซอสมะเขือเทศมาถูแล้วล้างน้ำออก
27.ซอสมะเขือเทศช่วยในการดับกลิ่นคาว เศษอาหาร กลิ่นปลาสลิดได้เหมือนกันนะ เพียงแค่เปิดฝาซอสทิ้งไว้ 1 คืนเท่านั้น
28.ซอสมะเขือเทศช่วยบรรเทาอาการเจ็บปวดหลังจากการหกล้ม หรือถูดมีดบาดได้


ขอขอบคุณข้อมูลจากชมรมรักษ์สุขภาพ

cr : นานาสาระเพื่อสุขภาพที่ดี


** อาหาร 10 อย่างที่ไม่ควรกินมากเกิน **

แนวคิดศาสตร์แพทย์แผนจีนมาวิเคราะห์ โดยใช้หลักแพทย์แผนปัจจุบันประกอบ...

อาหารที่ไม่ควรกินมากเกิน หรือบ่อยเกินไปได้แก่...

1. ไข่เยี่ยวม้า:
ไข่เยี่ยวม้ามีสารตะกั่วค่อนข้างสูง ตะกั่วทำให้การดูดซึมแคลเซียมน้อยลง กินบ่อยๆ จะเสี่ยงโรคกระดูกโปร่งบาง และอาจได้รับพิษสารตะกั่วเช่น สมองเสื่อม และเป็นหมัน ฯลฯ

2. ปาท่องโก๋:
กระบวนการทำปาท่องโก๋ มีการใช้สารส้ม ซึ่งมีสารตะกั่วปนเปื้อน สารตะกั่วทำให้ไตทำงานหนักในการขับสารนี้ออกไป นอกจากนั้นยังทำให้คอแห้ง เจ็บคอง่าย โดยเฉพาะคนที่เป็นโรคร้อนในได้ง่าย

3. เนื้อย่าง:
กระบวนการรมไฟ ย่างไฟทำให้เกิดสารเบนโซไพรีน ซึ่งเป็นสารก่อมะเร็ง

4. ผักดอง:
ผักดอง และของหมักเกลือทำให้ร่างกายได้รับเกลือโซเดียมสูง ถ้ากินบ่อยเกิน หรือมากเกินจะทำให้หัวใจทำงานหนัก เกิดความดันโลหิตสูง และเกิดโรคหัวใจได้ง่าย นอกจากนั้นกระบวนการหมักดองยังทำให้เกิด สารแอมโมเนียมไนไตรด์ ซึ่งเป็นสาร ก่อมะเร็ง

5. ตับหมู:
ตับหมูมีโคเลสเตอรอลสูง การกินตับหมูบ่อยเกิน หรือมากเกินทำให้เสี่ยงต่อโรคหัวใจ เส้นเลือดสมอง (อัมพฤกษ์-อัมพาต) และโรคมะเร็งเพิ่มขึ้น

6. ผักขม ปวยเล้ง:
ผักขมและปวยเล้งมีสารอาหารสูง ทว่า... มีกรดออกซาเลตมาก ทำให้เกิดการขับสังกะสี และแคลเซียมออกจากร่างกายมาก การกินบ่อยเกิน หรือมากเกินอาจทำให้เกิดภาวะขาดแคลเซียม หรือสังกะสีได้

7. บะหมี่สำเร็จรูป:
บะหมี่สำเร็จรูป มีสารกันบูด สารแต่งรสค่อนข้างสูง และมีคุณค่าทางอาหารต่ำ การกินบะหมี่สำเร็จรูปมากเกินไปหรือบ่อยเกินอาจทำให้เสี่ยงต่อโรคขาดสารอาหาร และการสะสมสารพิษได้

8. เมล็ดทานตะวัน:
เมล็ดทานตะวันมีกรดไขมันไม่อิ่มตัวสูง ทว่า... การกินมากเกิน หรือบ่อยเกินอาจทำให้เกิดกระบวนการเคมี (metabolism) ในร่างกายผิดปกติ ทำให้เกิดการสะสมไขมันในตับ ภาวะไขมันในตับสูงอาจทำให้เสี่ยงต่อโรคตับ เช่น ตับแข็ง ฯลฯ เพิ่มขึ้น

9. เต้าหู้หมัก เต้าหู้ยี้:
กระบวนการหมักเต้าหู้ อาจมีการปนเปื้อนเชื้อโรคได้ง่าย... ซึ่งอาจเป็นอันตรายต่อคนสูงอายุ หรือเด็กเล็กได้ นอกจากนี้กระบวนการผลิตยังทำให้เกิดไฮโดรเจนซัลไฟด์ ซึ่งเป็นอันตรายต่อร่างกาย

10. ผงชูรส:
คนเราไม่ควรกินผงชูรสเกินวันละ 6 กรัม หรือประมาณ 1 ช้อนชา... การกินผงชูรสมากเกิน หรือบ่อยเกินไป อาจทำให้เกิดภาวะกรดกลูตามิกในเลือดสูงอาจทำให้ปวดหัว ใจสั่น คลื่นไส้ และมีผลเสียต่ออวัยวะสืบพันธุ์


(เครดิต : นานาสาระเพื่อสุขภาพที่ดี)

วันศุกร์ที่ 9 ตุลาคม พ.ศ. 2558


วิธีแก้ตะคริวหายทันใจ.....

ตะคริว คือ อาการที่จะเกิดขึ้นเมื่อเลือดไหลเวียนไม่สะดวก อาจจะเพราะกล้ามเนื้อเกิดเกร็งตัวกะทันหันเพราะออกกำลังกายมากไปหรือยืนนั่งในท่าเดียวกันนานๆ รวมทั้งคนที่ท้องเสีย อาเจียน หรือเหงื่อออกมากๆ ก็อาจจะเป็นตะคริวได้ เกิดได้จากหลายสาเหตุ เช่น คุณอาจออกกำลังกายมากไปโดยที่ไม่ได้วอร์มกล้ามเนื้อก่อน ถ้าสมาชิกเด็กดีเป็นตะคริว วิธีฉุกเฉินต่อไปนี้จะช่วยบรรเทาความปวดเกร็งให้สมาชิกเด็กดีได้ค่ะ

ถ้าเป็นตะคริวที่น่อง

เหยียดขาข้างที่เป็นตะคริวออกให้สุด ใช้มือข้างหนึ่งประคองส้นเท้าไว้ ส่วนมืออีกข้างค่อยๆ ดันปลายเท้าขึ้นลงอย่างช้าๆ ประมาณ 5 นาที แล้วนวดที่น่องเบาๆ ไม่ควรนวดแรงเพราะกล้ามเนื้ออาจจะบาดเจ็บ ทำให้ตะคริวกลับมาอีกได้

ถ้าเป็นตะคริวที่ต้นขา

เหยียดขาข้างที่เป็นตะคริวออกให้สุด ใช้มือข้างหนึ่งประคองส้นเท้าไว้ ส่วนมืออีกข้างค่อยๆ กดลงบนหัวเข่า แล้วนวดต้นขาบริเวณที่เป็นตะคริวเบาๆ

ถ้าเป็นตะคริวที่นิ้วเท้า

เหยียดนิ้วเท้าตรงและลุกขึ้นยืนเขย่งเท้า เดินไปมาเพื่อให้กล้ามเนื้อคลายตัวจากนั้นค่อยๆ นวดบริเวณนิ้วเท้าเบาๆ

ถ้าเป็นตะคริวที่นิ้วมือ

เหยียดนิ้วมือออกเพื่อให้กล้ามเนื้อและเส้นเอ็นคลายออก จากนั้นก็ค่อยๆนวดนิ้วมือทีละนิ้วเบาๆ

ข้อแนะนำ * คนที่เป็นตะคริวบ่อยๆ ควรรับประทานอาหารที่มีแคลเซียมสูง เช่น นม โยเกิร์ต ชีส และเวลานอนให้ใช้หมอนรองขาไว้เพื่อให้เลือดไหลมาเลี้ยงที่ลำตัวช่วงบน

ขอขอบคุณข้อมูลจาก หนังสือ SPICE UP YOUR LIFE //

วันพุธที่ 30 กันยายน พ.ศ. 2558


อัพเดท 10 โรคเสี่ยงของคนไทย (Health&Cuisine)

          10 โรคร้ายที่เป็นสาเหตุของการเสียชีวิต รวมทั้ง 10 โรคเรื้อรังที่เป็นปัญหาใหญ่ของคนไทย เป็นภัยเงียบที่แฝงมากับการใช้ชีวิตของคนรุ่นใหม่ แม้เราจะรู้จักโรคเหล่านี้มาบ้าง แต่วันนี้เรามาอัพเดทข้อมูลกันดีกว่าค่ะ เพื่อจะได้รู้เท่าทันและป้องกันโรคได้อย่างมีประสิทธิภาพ  
   
 มะเร็งครองแชมป์มัจจุราช

          โรคมะเร็งหากเป็นแล้วมีโอกาสเสียชีวิตสูง โดยเฉพาะรายที่พบในระยะลุกลาม ในประเทศไทย โรคมะเร็งเป็นสาเหตุการตายอันดับ 1 ติดต่อกันมา 5 ปี มีผู้เสียชีวิตประมาณปีละ 50,000 คน เฉลี่ยชั่วโมงละ 6 คน พบผู้ป่วยรายใหม่ปีละประมาณ 70,000 คน และมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ โรคมะเร็งที่พบมากที่สุด 6 อันดับแรกในปี 2547 ได้แก่ มะเร็งตับ มะเร็งปอด มะเร็งเต้านม มะเร็งปากมดลูก มะเร็งลำไส้ใหญ่ และมะเร็งในช่องปาก โดยมะเร็งที่ผู้ชายเป็นกันมากอันดับ 1 ได้แก่ มะเร็งตับ รองลงมาคือ มะเร็งปอดและมะเร็งลำไส้ใหญ่ ส่วนมะเร็งที่พบในผู้หญิงตามลำดับคือมะเร็งปากมดลูก มะเร็งเต้านม และมะเร็งตับ

  แอลกอฮอล์ชนวนโรคกายและโรคใจ

          อย่างที่ทราบกันดีว่า แอลกอฮอล์ เป็นต้นเหตุของอุบัติเหตุกว่า 90 เปอร์เซ็นต์ ทั้งยังเป็นบ่อเกิดของโรคร้ายมากมาย เช่นโรคตับแข็ง มะเร็งตับ ตับอ่อนอักเสบ โรคกระเพาะและกระเพาะรั่ว ภาวะเลือดออกจากทางเดินอาหาร เป็นต้น ซึ่งโรคเหล่านี้มักเป็นเรื้อรังและทำให้ผู้เจ็บป่วยทุกข์ทรมาน ทั้งยังก่อเกิดภาวะแทรกซ้อนในโรคเรื้อรังอื่น ๆ เช่น โรคหลอดเลือดสมอง (เส้นเลือดในสมองแตกหรือตีบ)

  ไขมันในเลือดสูง และโรคหลอดเลือดหัวใจ

          แม้แต่โรคทางจิตก็มีสาเหตุจากแอลกอฮอล์ด้วยเช่นกัน ต้นเหตุการป่วยทางจิต 1 ใน 3 มาจากการติดเหล้า และพบว่าในกลุ่มคนที่มีปัญหาสุขภาพจิตที่ฆ่าตัวตายสำเร็จ 90% เป็นผู้ป่วยโรคซึมเศร้า หรือใช้แอลกอฮอล์ หรือทั้งสองอย่างร่วมกัน โดยผู้ป่วยทางจิตจะมีอัตราการฆ่าตัวตายสำเร็จ สูงกว่าผู้ป่วยทางกายประมาณ 3 เท่าตัว โดยเฉพาะคนติดเหล้ามากๆ จะทำให้เกิดอาการประสาทหลอน เห็นภาพหลอน หูแว่ว หลงผิด หวาดระแวง และคลุ้มคลั่ง

  วัณโรค ภัยในอากาศที่กำลังกลับมา

          ปอดอักเสบ วัณโรค โรคระบบทางเดินหายใจ เป็นกลุ่มโรคเดียวกัน แต่ที่กำลังต้องจับตาเฝ้าระวังเป็นพิเศษ คือวัณโรค ซึ่งเกิดจากเชื้อแบคทีเรียชื่อว่า มายโคแบคทีเรียม ทูเบอร์คูโลสิส (Mycobacterium tuberculosis) ตอนนี้กำลังเป็นปัญหาสาธารณสุขและมีแนวโน้มจะรุนแรงขึ้น จากรายงานขององค์การอนามัยโลกล่าสุดในปี 2549 ระบุว่าพบประชากรโลก 1 ใน 3 หรือประมาณ 2,000 ล้านคนติดเชื้อวัณโรค และมีผู้ป่วย 15 ล้านคน สำหรับคนไทยคาดว่าราว 20 ล้านคนมีเชื้อวัณโรคในตัว พร้อมกำเริบหากสุขภาพทรุดโทรม เช่น สูบบุหรี่ ดื่มเหล้าจัด หรือติดเชื้อเอดส์ ผู้ติดเชื้อวัณโรคเหล่านี้อาจป่วยได้ถึงปีละ 1 แสนคน

          ประเทศไทยมีปัญหาวัณโรคอยู่ในอันดับที่ 18 ของโลกและถือว่าเป็นปัญหาสาธารณสุขอันดับ 6 รองจากมะเร็ง โรคหัวใจ อุบัติเหตุ เอดส์ ไข้เลือดออก ในปี 2549 ตรวจพบผู้ป่วยวัณโรค 58,639 คน ในจำนวนนี้ร้อยละ 70 เป็นผู้ป่วยรายใหม่ที่ตรวจพบเชื้อในเสมหะ ซึ่งสามารถแพร่เชื้อจากการไอจามติดต่อสู่คนรอบข้างได้ ส่วนใหญ่อยู่ในช่วงอายุ 15-44 ปี

          โรคร้ายที่ทำให้ผู้ป่วยเสียชีวิตนั้น มีความสัมพันธ์กับโรคเรื้อรังที่คนไทยประสบ โรคเรื้อรังเป็นโรคที่รัฐบาลเสียค่าใช้จ่ายสูงมาก และก่อให้เกิดโรคร้ายแรงตามมาอีกมากมาย อย่างความดันสูง การรักษาก็ต้องกินยาตลอด โรคเบาหวาน บางคนไม่ดูแลสุขภาพตัวเอง ไม่เคยสังเกต ไม่ตรวจโรคเลย แล้วเมื่อมีอาการเรื้อรัง ก็จะทำให้ไตอักเสบ หรือเกิดอาการไตวายได้

  10 อันดับโรคเรื้อรังที่เป็นปัญหาใหญ่ของคนไทย มีดังนี้

          โรคหัวใจและหลอดเลือด  
          โรคของต่อมไร้ท่อ (โรคกลุ่มเบาหวาน ไทรอยด์ ต่อมหมวกไต)
          โรคระบบกล้ามเนื้อ เส้นเอ็น  
          โรคระบบทางเดินอาหาร  
          โรคระบบทางเดินหายใจ  
          โรคภูมิแพ้    
          โรคระบบประสาทจิตเวช  
          โรคระบบทางเดินปัสสาวะ  
          โรคของปาก หู คอ จมูก    
          โรคผิวหนัง  

 ปรับพฤติกรรมการกิน ป้องกันโรค
         
          โรคเรื้อรังที่ไม่ติดต่อ เช่น เบาหวาน ความดัน หัวใจ หลอดเลือด มีรากฐานมาจากเรื่องน้ำหนักตัว คือถ้าอ้วนแล้วจะมีโรคพวกนี้ตามมา โรคเหล่านี้จะเกิดการเปลี่ยนแปลงภายในร่างกาย ในเรื่องของระดับน้ำตาล กับระดับไขมัน ซึ่งจะค่อย ๆ ก่อตัวขึ้นทีละน้อย ๆ โดยไม่แสดงอาการ คือพอมีอาการบอกว่าเป็นโรคก็แปลว่าสะสมมาหลายปีแล้ว อาจจะ 5 ปี 10 ปีแล้วแต่สภาพร่างกายของแต่ละคน ซึ่งเราจะเห็นว่าการเกิดของมัน เหมือนกับการเกิดของภูเขาน้ำแข็งกว่าจะรู้เราก็แย่แล้ว ดังนั้นทางกระทรวงสาธารณสุขจึงเน้นการป้องกันแต่เนิ่น ๆ เพื่อไม่ให้เกิดปัญหา เพราะในระยะที่เริ่มมีการเปลี่ยนแปลงระดับน้ำตาลหรือไขมัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งระดับน้ำตาล ถ้าเราเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมการกิน ลดน้ำหนักลงมาในคนที่อ้วน โอกาสจะเป็นเบาหวานที่แท้จริงจะน้อยลง แต่ถ้าปล่อยให้เป็นแล้วจะต้องทานยารักษาตัวไปตลอดชีวิต และค่าใช้จ่ายก็ค่อนข้างสูง

          โรคเหล่านี้มาจากพฤติกรรมการบริโภคที่ไม่ถูกหลัก และการไม่ออกกำลังกาย ตอนนี้โรคที่น่าเป็นห่วงที่สุดคือ เบาหวาน คนไทยเป็นกันเยอะขึ้นเกือบจะสิบเปอร์เซ็นต์ และการเกิดของโรครวดเร็วมาก อีกอย่างคือพออ้วนแล้วจะทำให้ระบบต่างๆ ในร่างกาย เช่น ระบบฮอร์โมนเปลี่ยนไป ซึ่งจะเกิดความเสี่ยงต่อการเป็นมะเร็งได้ คีย์สำคัญคือดูแลน้ำหนักตัวอย่าให้อ้วน พยายามทานอาหารที่มีประโยชน์ต่อร่างกาย ถ้าอ้วนลงพุงเมื่อไรโรคต่าง ๆ ที่เราพูดถึงจะเกาะกันมา แล้วก็พยายามเคลื่อนไหวร่างกายให้มากขึ้น อย่างสม่ำเสมอ มีข้อพิสูจน์แล้วจากต่างประเทศว่า สามารถป้องกันการเป็นเบาหวานได้ถึง 58 เปอร์เซ็นต์

          นอกจากนี้ควรปรับวิถีชีวิต และวิธีคิดให้ตั้งอยู่บนพื้นฐานของความพอเพียง เลิกเครียด และพักผ่อนให้เพียงพอ ลองทำดูนะคะ อย่ารอให้ป่วยก่อน เพราะจะสายเกินไป

โพสต์แนะนำ

5 เฮิร์บ แฮร์ เซรั่ม 5 HERB HAIR SERUMผลิตภัณฑ์บำรุงเส้นผม(ไม่ต้องล้างออก)

                                              5 เฮิร์บ แฮร์ เซรั่ม  5 HERB HAIR  SERUM ผลิตภัณฑ์บำรุงเส้นผม(ไม่ต้องล้างออก) ผมห...