วันอาทิตย์ที่ 16 พฤศจิกายน พ.ศ. 2557

สุขภาพดีชีวามีสุข กับ บ้านชีวาธรรม


ประโยชน์ที่จะได้รับจากการล้างพิษตับ                    

ถ้าเราไม่รู้จักวิธีดูแลตับไม่รู้จักวิธีเอาพิษออก อาจทำให้ตับถูกทำลายด้วยพิษ ให้สูญเสียหน้าที่ต่างๆ ทำให้ร่างกายเจ็บป่วยได้การเอาพิษออกจากตับ (Liverflushing) จึงเป็นวิธีการดูแลตับที่ดีมาก สามารถเอาพิษออกจากร่างกายได้ในปริมาณที่มากจึงมีประโยชน์ดังนี้คือ

1. ช่วยสร้างเอ็นไซม์ชนิดต่างๆหลายชนิดในร่างกายที่ช่วยตับในการกำจัดสารพิษออกจากร่างกาย
2. ป้องกันตับจากสารพิษ ยา สารเคมี หรือแอลกอฮอล์
3. ช่วยให้ตับฟื้นตัวเร็วขึ้น เร่งการขับสารพิษตกค้างในร่างกายปกป้องตับจากการทำเคมีบำบัด ในผู้ป่วยมะเร็ง เพิ่มสารต้านอนุมูลอิสระ (Antioxidants)ที่ช่วยต่อต้านการทำลายเซลล์โดยเฉพาะอย่างยิ่งเซลล์ตับไม่ให้ถูกทำลายจากอนุมูลอิสระ
4. ช่วยเสริมสร้างระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายให้แข็งแรงสามารถต่อต้านเชื้อโรคและสิ่ง แปลกปลอม บรรเทาความรุนแรงของหวัด หรืออาการภูมิแพ้
5. ช่วยให้ร่างกายสามารถรีไซเคิลสารต้านอนุมูลอิสระตัวอื่นๆกลับมาใช้ได้ใหม่ เช่น วิตามินซี
6. ช่วยลดการสะสมของไขมันที่ตับและลดการเกาะตัวของไขมันที่ผนังหลอดเลือด
7. ช่วยป้องกันและต่อสู้กับโรคมะเร็ง ช่วยในการซ่อมแซมเซลล์และคืนความสดชื่นให้กับเซลล์ ทั่วร่างกาย
8. ช่วยเสริมสร้างความแข็งแรงของเนื้อเยื่อในร่างกายโดยเฉพาะที่เกี่ยวข้องกับผิวหนัง คอลลาเจน อิลาสติน เส้นเอ็นและความแข็งแรงการยืดหยุ่นของหลอดเลือด 

ผู้ที่ควรล้างพิษตับคือผู้ที่มีอาการดังนี้
1.1 ทำได้ในผู้ที่มีอาการพิษสะสม เช่น
      * อาการปวดศีรษะบ่อย หงุดหงิดประจำ
      * ปวดเมื่อยหลัง ไหล่ คอ
      * เบื่ออาหาร ท้องอืดบ่อย
      * หน้าตาหมองคล้ำ ไม่ขาวสดใสผิวพรรณหยาบกร้าน
      * มีแผลร้อนในในปากเป็นประจำ
      * ดูดซึมสารอาหารจำพวกแป้งมากไปทำให้ร่างกายอ้วน
      * ขับถ่ายและละลายสารพิษไม่ออก จะเกิดสิวเสี้ยนบนใบหน้า และฝ้าดำบนใบหน้า
      * อ่อนเพลีย ง่วงนอนสมาธิไม่ดี ความจำเสื่อม
      * โรคท้องผูกและ ริดสีดวงทวาร
      * สตรีมีรอบเดือนมาไม่ปรกติ
      * ประสาทตึงเครียดและร่างกายไม่แข็งแรง บุรุษมีสมรรถภาพทางเพศเสื่อม
      * ผิวหนังเป็นผื่นคันลมหายใจมีกลิ่นเหม็น ผายลมบ่อย
      * โรคเรื้อรัง เช่น โรคไตเบาหวาน ความดันโลหิตสูง เส้นเลือดตีบตัน
      * ภูมิแพ้การต้านทานการติดเชื้อโรคของเด็ก และผู้สูงอายุ
      * ไตทำงานหนัก (จากการช่วยขับพิษยาตกค้างแทน) 
1.2 ผู้เจ็บป่วยด้วยโรคหรือมีอาการต่างๆดังนี้
      1.   สิว
      2.  ไขมันในเลือดสูง
      3.  โรคผิวหนังผื่นคันต่างๆ
      4.  หอบ หืด
      5.  ภูมิแพ้
      6.  นิ่วตับและนิ่วถุงน้ำดีปวดท้องจากนิ่วถุงน้ำดี ซึ่งนิ่วจะเป็นตัวขัดขวางการทำงานของตับทำให้เกิดโรคต่างๆได้เช่นไขมันพอกตับ ตับแข็ง มะเร็งตับ ตับวาย
      7. โภชนาการพร่อง
      8.  ปวดไหล่ ปวดหลังปวดแขน
      9.  ปวดท้อง ปวดตับ
     10. ความดันโลหิตสูง
     11. โรคหัวใจ เจ็บหน้าอก
     12. โรคเกี่ยวกับกระเพาะอาหารลำไส้แปรปรวน ท้องผูก
     13.  มะเร็งระยะเริ่มต้น
     14.  พาร์กินสัน
     15.  อัลไซเมอร์
     16.  ลมชัก
     17.  โรคอื่นๆที่เกี่ยวกับระบบเลือดลม เช่น น้ำเหลืองไม่ดี โรคเกี่ยวกับระบบเลือดต่างๆ
1.3.   มีความเข้าใจในการล้างพิษตับ มีความอดทน
1.4.   มีเวลาให้กับการล้างพิษตับเวลาที่เหมาะสมกับการล้างพิษตับควรเป็นดังนี้
         - เวลาที่สะดวกไม่เร่งรีบ
         - เป็นวันหยุดพักผ่อน ไม่มีเรื่องกดดันรอบข้าง
1.5   ข้อระมัดระวัง
         - สำหรับผู้ที่ร่างกายเพลียมากๆเจ็บป่วยด้วยโรคเฉียบพลัน เช่น ไข้ ไข้หวัด โรคหัวใจบางชนิด เด็กในวัยเจริญเติบโต(เด็กอายุต่ำกว่า 15 ปีที่ร่างกายปรกติ) หญิงตั้งครรภ์ควรงดหรือเว้น

หลักสูตรนี้ต้องล้างลำไส้ก่อนล้างตับ 
การล้างลำไส้ มีหลายขั้นตอน เช่น ให้งดอาหารเนื้อ นม ไข่ น้ำมันอาหารผัด ทอด หรืออดอาหารทุก อย่างโดยดื่มน้ำสมุนไพร แทนร่วมกับกินยาสมุนไพรล้างลำไส้หรือร่วมกับวิธีสวนล้างลำไส้ใหญ่

การล้างพิษตับ 
หลังจากล้างลำไส้แล้วก็จะล้างพิษจากตับ โดยวันที่ล้างพิษตับควรจะงดกินอาหารทุกชนิดดื่มน้ำเปล่า หรือน้ำชาต่างๆ แทน แต่ถ้างดอาหารทางปากได้ยิ่งดี เพื่อไม่ให้ระบบย่อยอาหารทำงานเพื่อให้อวัยวะภายในไม่เสียพลังงานไปกับการย่อยอาหารจะได้มีพลังในการขับพิษได้เต็มที่ แล้วกินน้ำมันมะกอกผสมน้ำผลไม้ตระกูลส้ม  

ล้างลำไส้หลังล้างตับ 
หลังจากล้างพิษจากตับและถุงน้ำดีแล้วการขับพิษต้องใช้เวลาในการเคลื่อนพิษออกจากร่างกาย จึงต้องกินอาหารอ่อนๆประมาณ 3 วัน กินยาหรืออาหารบำรุงตับอย่างน้อย7 วัน และควรสวนล้างลำไส้ใหญ่ (ดีท็อกซ์) อย่างน้อย 7วัน เพื่อขับพิษออกจากร่างกาย ถ้ามีเวลามากๆ ใช้กระเป๋าน้ำร้อนวางทาบลงไปใช้ผ้าห่อหน้าท้องไว้ประมาณ 1 ชั่วโมงจะช่วยให้การขับนิ่วของเสียออกได้ดี (ถ้าไม่พร้อมไม่ต้องทำก็ได้) ในช่วงเวลานี้อาจพบก้อนนิ่ว ไขมันของเสียต่างๆหลุดออกมาพิษที่ออกจากตับ ตับอ่อน และถุงน้ำดี อีกเรื่อยๆ  

พิษที่ออกมาจากตับถุงน้ำดี มีลักษณะดังนี้ คือ 
1. ลอยอยู่ข้างบน คือ ไขมันจากตับ และนิ่วจากถุงน้ำดี ไขมันจากตับจะมีสีเหลือง สีเขียว สีดำก้อนขรุขระ หรือ เป็นน้ำสีดำ สีเหลือง สีเทา มันติดมือล้างไม่ออกต้องใช้น้ำยาล้างจาน หรือสบู่ล้างหลายๆครั้ง
2. ลอยอยู่ตรงกลาง จะเป็นเซลล์มะเร็งมีลักษณะเหมือนเห็ดหูหนูขาว
3. อยู่ล่างสุด คือเม็ดเลือดแดง ที่หมดอายุ
4. ลักษณะนิ่วจากถุงน้ำดี จะมีสีเขียวเหลือง ดำ ก้อนค่อนข้างกลม 

อาการหลังล้างพิษ 
ส่วนใหญ่จะรู้สึกกระปรี้กระเปร่าขึ้นในทันทีหลายคนที่หายจากโรคความดันโลหิตสูง เบาหวานระยะเริ่มต้นในเช้าวันรุ่งขึ้นเลยทันทีในบางคนอาจจะรู้สึกอ่อนเพลีย บางคนมีพิษปะทุออกทางผิวหนัง(เป็นเพราะดีท็อกซ์ไม่เพียงพอ) อย่าตกใจ เป็นอาการปกติ ให้พักผ่อน ช่วยร่างกายเอาพิษออกด้วยวิธีอื่นๆเช่น ตากแดด แช่มือ-แช่เท้า ให้กินอาหารอ่อนๆ อย่างน้อย 2-3 วันค่อยกินอาหารตามปกติ กินยาหรืออาหารบำรุงตับ และต้องทำดีท็อกซ์ เช้า - เย็น 7วัน

ล้างพิษแล้วต้องฟื้นฟูตับ 
หลังจากที่ตับขับพิษออกแล้วตับอาจจะมีร่องรอยของแผลที่เกิดจากการหลุดลอกออกของนิ่ว ไขมัน หรือของเสียอื่นๆ (หมายถึงภายในตับในถุงน้ำดี คล้ายผ่านการผ่าตัดมาแต่ไม่มีแผลผ่าตัด) อาจทำให้รู้สึกอ่อนเพลียการฟื้นฟูตับจึงเป็นสิ่งสำคัญที่ต้องปฏิบัติคือ
-  พักผ่อนให้เพียงพอ
-  บำรุงตับ ดื่มและกินอาหารบำรุงตับ วันแรกๆ ควรกินน้ำผักผลไม้ปั่น ข้าวต้มเพื่อสุขภาพ  โดยกินอย่างน้อย3 วัน  หลังจากนั้นก็ปฏิบัติดูแลสุขภาพตนเองแบบพอเพียงด้วยหลักปฏิบัติ 5 อ. (เอาพิษออกอาหารและน้ำปรับสมดุลร่างกาย อากาศ ออกกำลังกาย อารมณ์และจิตใจ)และหมั่นเอาพิษออกจากร่างกายเท่าที่รู้สึกสบาย

ผู้ป่วยหรือผู้มีอาการต่างๆ เมื่อผ่านการล้างพิษตับและถุงน้ำดี อาการต่างๆจะหายได้อย่างชัดเจน ตามประสบการณ์มักพบว่าทำมากกว่า 5 ครั้งจะเห็นผลชัดเจนแต่บางราย 1 ครั้งก็เห็นผลได้ การล้างพิษตับและถุงน้ำดีควรทำห่างกัน3 - 4 สัปดาห์ สามารถทำได้ทุกเดือนควรทำติดๆกันไปจนนิ่วหรือพิษหมด หรืออย่างน้อยปีละ 2-4 ครั้งจากประสบการณ์ 7-15 ครั้ง พิษจะออกมาหมด แล้วแต่การสะสมของแต่ละบุคคล หลังจากเอาพิษออกหมดแล้วเราจะสะสมใหม่โดยไม่รู้ตัวควรทำปีละ 2 ครั้ง
               
สิ่งที่ต้องเตรียม
●  เตรียมตัว - เตรียมใจใจต้องพร้อม อดทน เข้าใจวิธีและผลการล้างพิษ
●  เตรียมร่างกาย ล้างพิษตับได้ทุกคนทุกโรค ยกเว้น เด็กในวัยเจริญเติบโต คนที่ป่วยด้วยโรคเฉียบพลัน เช่นตับอักเสบเฉียบพลันไข้  ไข้หวัดเฉียบพลัน เพลียมากๆ อดอาหารพวก เนื้อ นม ไข่ น้ำมัน ของทอดไม่ได้ ควรฝึกกินอาหารสุขภาพมาก่อนหรือเคยอดอาหารมาจะดีมาก
●  เตรียมเวลา เวลาที่พร้อม ว่าง วันหยุด ไม่เร่งรีบไม่มีสิ่งกดดันรอบข้าง
●  สถานที่ล้างพิษตับ ต้องมีห้องน้ำพร้อม สะดวก บรรยากาศโปร่งโล่ง สบาย
●  ควรเริ่มล้างพิษตับในวันที่ไม่ได้ทำงาน และไม่มีความกดดันจากสิ่งแวดล้อมมีเวลาพักผ่อนเพียงพอ

สิ่งที่ควรทำก่อนล้างพิษตับ
1. ควรดื่มน้ำแอปเปิลเขียว ก่อนไปล้างพิษตับ วันละ 1 ลิตร อย่างต่ำ 1 วัน
ชนิดของน้ำแอปเปิ้ล คือน้ำแอปเปิลเขียวคั้นสดแยกกาก น้ำแอปเปิลกล่องที่ทำจากน้ำแอปเปิลเข้มข้น (Concentrate) น้ำแอปเปิลปลอดสารพิษคือแอปเปิลกล่องที่ทำจากผลไม้ น้ำแอปเปิลเขียวผสมองุ่นขาวก็ได้

เพราะเหตุใดจึงต้องดื่มน้ำแอปเปิลเขียว
กรด เมลิคเอซิคในน้ำแอปเปิลเขียวจะไปทำให้นิ่วอ่อนตัวจะทำให้น้ำดีที่ข้นเหนียวที่ขังอยู่ในถุงน้ำดีละลาย จะทำให้ท่อน้ำดีขยายตัว
หมายเหตุุ      
ห้ามดื่มน้ำแอปเปิลพร้อมอาหารให้ดื่มก่อนอาหาร 30นาที หรือหลังอาหาร 2 ชั่วโมง วันละ 3– 4 ครั้ง ห้ามดื่มตอนกลางคืนสำหรับผู้ที่กินอาหารมื้อเดียวให้ดื่มหลังเที่ยงไปแล้ว ให้ค่อยๆจิบช้าๆ ต้องดื่มให้หมดก่อนค่ำเพราะจะทำให้ท้องอืด

ข้อควรระวัง   
น้ำแอปเปิล ไม่เหมาะสำหรับผู้ที่เป็นโรคเบาหวานมะเร็ง แผลในกระเพาะอาหาร ผู้ที่น้ำตาลในเลือดต่ำ (Hypoglycemic) 

ทางเลือกของคนที่ต้องห้ามดื่มน้ำแอปเปิลให้ดื่มน้ำส้มสายชูที่ทำจากแอปเปิล (แอปเปิลไซเดอร์) ครั้งละ 1 – 2 ช้อนชากับน้ำอุ่นครึ่งแก้ววันละ 4 ครั้ง ก่อนอาหาร 15 นาที

เพราะเหตุใดจึงควรล้างพิษตับเว้นระยะ3 สัปดาห์ หรือ 1 เดือน เพราะหลังจากล้างพิษตับไปแล้วต้องใช้เวลาประมาณ2 สัปดาห์ นิ่วที่อยู่ด้านหน้าท่อไหลออกถูกขับออกแล้วนิ่วที่อยู่ด้านในจะไหลออกมาแทนที่ที่ปากท่อ (2 Hepatic ducts) หากเร่งเวลาทำเร็วไปจะมีีนิ่วออกน้อย เพราะนิ่วข้างในยังไม่ออกมา

เรื่องดีๆที่จะเกิดขึ้นหลังการล้างพิษตับ
สูตรการล้างพิษตับนี้เป็นวิธีการที่ประมาณค่ามิได้และเห็นผลประจักษ์จริง ๆ สำหรับการฟื้นฟูสุขภาพร่างกายให้แข็งแรงสมบูรณ์และไม่เป็นภัยอันตรายใดๆ ถ้าทำตามคำแนะนำโดยละเอียดถี่ถ้วน ตับที่มีนิ่วหรือคอเลสเตอรอลมากเป็นสาเหตุส่วนใหญ่ให้เกิดโรคในร่างกายเพราะตับเสียหน้าที่การทำงาน ปกติตับทำหน้าที่คล่องแคล่วว่องไว มีประโยชน์มาก ทำหน้าที่ต่างๆในร่างกายมากกว่า250หน้าที่ มีผลถึงอวัยวะต่าง ๆ ในร่างกายนิ่วเป็นอุปสรรคกีดขวางให้เสียการทำงานของตับเมื่อเรากำจัดสิ่งกีดขวางการทำงานของตับออกแล้ว ทำให้ตับทำงานถูกต้องมีความสมดุลอย่างชันเจน ทำให้ร่างกายกลับสู่สภาพสมดุล กระปรี้กระเปร่า

หลังจากล้างตับไปแล้ว 1 ครั้งตับจะทำงานได้ผลดีกว่าเดิม ผู้ที่เจ็บป่วยจะสังเกตได้ทันทีภายในไม่กี่ชั่วโมง หากป่วยอยู่ความปวดน้อยลงกำลังเพิ่มขึ้นจิตใจปลอดโปร่งแจ่มใสกว่าเดิม อย่างไรก็ตามในไม่กี่วันนิ่วที่ล้างออกแล้วที่อยู่ในตับจะไหลออกมาแทนที่เราล้างออกไปและอาการไม่สบายอาจจะกลับคืนมา บางอาการหรือทั้งหมด อาจรู้สึกเสียใจเพราะว่าหายจากโรคชั่วคราวเพราะความไม่สบายที่กลับคืนมาอีก นั่นบ่งบอกว่าถึงเวลาที่ต้องล้างตับอีกแล้วแต่กระนั้น ระบบรักษาตัวเองของตับและสัญญาณการกำจัดพิษดีขึ้นกว่าเดิมทำให้อวัยวะภายในที่สำคัญนี้ ทำงานได้ผลดีมากขึ้น 

สิ่งที่สำคัญมากที่เราต้องจำไว้
เมื่อไรที่เราล้างตับแล้วเราต้องล้างต่อเนื่องกันจนถึง 2 ครั้ง หรือติดต่อกันจนกว่าไม่มีนิ่วออกมาเลย ถ้าไม่ทำอย่างนี้ ปล่อยให้นิ่วที่ล้างไม่หมดอยู่ในตับมากกว่า3 เดือน ผู้ที่ป่วยจะมีความเจ็บป่วยที่อาจจะรุนแรงกว่าที่เราไม่เคยทำการล้างตับมาก่อนเลยให้ล้างพิษตับไปจนเห็นว่าตับเราไม่มีนิ่วแล้ว ควรทำการล้าง 6 – 8 เดือนต่อครั้ง ทุกครั้งที่ล้างตับจะส่งเสริมการทำงานของตับ และจัดการล้างพิษหรือนิ่วที่สร้างขึ้นมาใหม่ที่สะสมในตับจะทำให้ตับสมบูรณ์เต็มที่อยู่เสมอ

อาการที่เกิดขึ้นในช่วงล้างพิษตับหรือหลังล้างพิษตับ(ซ่านพิษ, พิษซ่าน, ลมตีขึ้น)                   
-  อาการคลื่นเหียนอาเจียน ตอนล้างตับ เหตุเกิดจากนิ่วและพิษที่อยู่ในตับและถุงน้ำดีโดนบีบออกมาอย่างรุนแรงฉับพลันทันที และไปดันน้ำมันที่เราดื่มลงไปและน้ำดีในลำไส้ลอยขึ้นไปที่กระเพาะ
-  แม้จะอาเจียนน้ำมันออกมา การล้างตับก็ยังประสบผลสำเร็จอยู่เพราะว่าน้ำมันไปทำหน้าที่ไปล่อให้นิ่วออกมาสำเร็จแล้ว
-  วันรุ่งขึ้นหลังจากการล้างตับ ถ้ามีอาการวิงเวียนมึนศีรษะหรือคลื่นไส้ เหตุเกิดจากนิ่วไหล ออกจากตับเรื่อยๆและนิ่วที่ตกค้างอยู่ในกระแสเลือด ให้รีบทำดีท็อกซ์ช่วย อาการต่างๆ จะหายไป
วิธีการบรรเทาอาการเพิ่มเติม
*  อยู่ในความดูแลของผู้เชี่ยวชาญ เพื่อนวด กดจุด แก้อาการ 
*  ดื่มน้ำแอปเปิ้ลครึ่งแก้ว 30 นาที ก่อนอาหารเช้าทุกเช้า จนกว่าจะหมดอาการ
*  ล้างลำไส้ซ้ำอีก (กินยาถ่าย เช่น ดีเกลือ) เพื่อไล่นิ่วที่ออกมาที่หลัง
*  ดื่มน้ำขิงสดหั่นเป็นแว่น แช่ในน้ำร้อน ดื่มแทนน้ำ
*  ดื่ม chamomile (เก็กฮวยฝรั่ง) วันละ 2– 3 แก้ว จะช่วยทำให้ระบบย่อยและระบบเส้นประสาทผ่อนคลาย

คำถาม-คำตอบ
คำถาม :  การล้างลำไส้ (ดีท็อกซ์) มีผลข้างเคียงหรือไม่
คำตอบ :  เท่าที่ได้ศึกษามาการล้างลำไส้ไม่มีผลข้างเคียง แต่อย่างไรก็ตามอาจจะเป็นไปได้ที่บางคนมีอาการจะเป็นหวัดหรือปวดหัวหลังจากล้างลำไส้ สารพิษที่เกาะอยู่ตามผนังลำไส้ใหญ่ยังไม่หมดและพิษส่วนน้อยถูกดูดซึมกลับเข้าไปในร่างกาย แต่จะเกิดขึ้นเพียงชั่วคราวแต่คนที่เป็นอย่างนี้ จะมีสุขภาพดีขึ้นมากถ้าทำต่อไป 
ข้อควรระวัง : 
ผู้ป่วยที่ไม่ควรล้างพิษตับ(ไม่ควรดื่มน้ำมันมะกอก+น้ำผลไม้ตระกูลส้ม)คือผู้ป่วยที่ไม่มีพลังชีวิต ตัวเหลือง ตาเหลืองท้องบวมโต เพลียมาก ควรงดและให้ล้างเฉพาะลำไส้จนกว่าจะมีพลังชีวิตเพียงพอ เพราะตับและอวัยวะต่างๆ ในร่างกายจะไม่มีพลังเพียงพอในการขับพิษอาจทำให้ช็อคได้

คำเตือน!!! ผู้ที่ไม่เคยล้างพิษตับมาก่อนเลยไม่ควรทำด้วยตนเอง เนื่องจากอาจมีอาการพิษซ่าน หรือ ซ่านพิษ ลมตีขึ้นควรล้างพิษตับภายใต้การดูแลของผู้เชี่ยวชาญก่อน เมื่อมีประสบการณ์แล้วจึงสามารถนำไปทำเองที่บ้านได้ ระยะเวลาห่างครั้งละประมาณ 1 เดือนจากครั้งแรกโดยใช้หลักการ และสูตรเดียวกันกับครั้งแรก แต่อาจใช้ระยะเวลาสั้นลงเป็น 1 ½ วัน ก็ดื่มน้ำมันมะกอก+น้ำผลไม้ตระกูลส้ม ได้เลย ควรล้างพิษตับอย่างน้อย7 ครั้ง และที่ดีที่สุดคือ คนเราควรล้างพิษตับประมาณ 15 ครั้งในหนึ่งชีวิต ร่างกายจะมีสุขภาพสมบูรณ์เหมือนกลับไปเป็นหนุ่มสาวอีกครั้ง  

การปฏิบัติตนหลังการล้างพิษตับ
หลังล้างพิษตับแล้ว ควรฟื้นฟูสภาพและบำรุงตับด้วยอาหารและเครื่องดื่มที่บำรุงตับอาทิ ขมิ้นชัน ขิง (น้ำขิง) เก๋ากี้ กะหล่ำปลี สาหร่ายสไปรูลิน่า แกงเห็ดสามอย่างลูกใต้ใบ หลีกเลี่ยงพฤติกรรมการกินดื่มที่ทำอันตรายต่อตับ






























 มาดื่มสมุนไพรล้างพิษกันคะ







กัวซาขูดพิษ








 สปาหู















มาดื่มน้ำมันมะกอกกันคะ













 อาหารอร่อย ได้สุขภาพที่ดีกลับบ้านกันทุกคนคะ































ของเสียบางส่วนของผู้เข้าคอร์ส









*********************


สุขภาพดีกันทุกๆท่านนะคะ   

 " ล้างพิษเก่าออก  ไม่เอาพิษใหม่เข้า  "



วันอาทิตย์ที่ 9 พฤศจิกายน พ.ศ. 2557

อาหารที่ช่วยตับในการล้างพิษ


อาหารที่ช่วยล้างพิษตับ







ตับ เป็นอวัยวะที่ทำหน้าที่ขับสารพิษออกจากร่างกาย และยังช่วยในกระบวนการย่อยอาหารและเปลี่ยนสารอาหารให้เป็นพลังงาน เมื่อตับแข็งแรงก็จะส่งผลต่อสุขภาพที่ดี เพราะตับช่วยลดการติดเชื้อ และขจัดของเสียออกจากร่างกาย การทานอาหารที่ดีเป็นประจำ จะช่วยแบ่งเบาภาระให้ตับได้ทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ

- กระเทียม หัวหอม มะนาว ผักใบเขียว ดอกกะหล่ำ และกะหล่ำปลี เพราะจะทำให้สารพิษที่เจือปนมากับอาหารอื่นนั้นมีสภาพเป็นกลาง ช่วยเพิ่มผลิตน้ำดีที่ช่วยทำความสะอาดกระเพาะอาหารและลำไส้

- องุ่น ส้ม แคนตาลูป มะละกอ พรุน ลูกเกด ผลไม้ตระกูลเบอร์รี่ ซึ่งเป็นผลไม้ที่มีสารต้านอนุมูลอิสระสูง ช่วยปกป้องตับจากอนุมูลอิสระทีมีปริมาณสูงขึ้นในกระบวนการขับสารพิษออกจากร่างกาย

- ธัญพืชที่ไม่ขัดสี ซึ่งมีวิตามินบีสูง

- ผักผลไม้ที่อุดมไปด้วย วิตามินซี

- พืชที่มีรสเปรี้ยวและผักใบเขียว ช่วยในการล้างพิษของตับ

- ไข่แดง ถั่วเหลือง ข้าวโอ๊ต กะหล่ำปลี กะหล่ำดอก เนื้อปลา ซึ่งมี เลซิติน ที่ช่วยเสริมประสิทธิภาพการทำงานของตับ

- เนื้อสับ ถั่วขาว เนื้อไก่ หอยนางรม มีธาตุสังกะสี ช่วยให้ตับทำหน้าที่ได้ดีขึ้น

***ไม่ควรทานอาหารที่มีไขมันสูง เพราะตับสามารถผลิตคอเลสเตอรอลได้เพียงพอต่อร่างกายอยู่แล้ว และควรหลีกเลี่ยงเครื่องดื่มแอลกอฮอล์เพื่อหลีกเลี่ยงโรคตับแข็ง*** 










วันพฤหัสบดีที่ 25 กันยายน พ.ศ. 2557

มีสมุนไพรดูแลเส้นผมและสูตรน้ำมันแก้ผมหงอกมาฝากค่ะ

มีสมุนไพรหลายตัวที่ใช้สำหรับดูแลเส้นผมและแก้อาการผมหงอกมาฝากค่ะ





สรรพคุณของสมุนไพรบำรุงเส้นผม

น้ำมันมะพร้าวบริสุทธิ์ 100% ช่วยบำรุงเส้นผมให้ดกดำ ทำให้ผมสวยเป็นเงางามอย่างเป็นธรรมชาติ ทำให้ผมไม่แห้ง แตกปลาย

บอระเพ็ด  ช่วยให้ผมดกดำหนาขึ้นและอาการผมหงอกผมร่วงก็จะลดน้อยลง ซึ่งได้ผลเป็นอย่างมากกับผู้ที่มีอาการผมหงอกก่อนวัย แก้อาการคันหนังศีรษะ รังแค ชันตุ

ใบบัวบก  ช่วยบำรุงหนังศีรษะและเส้นผมทำให้เส้นผมดกดำ แก้ปัญหาผมร่วง ผมหงอกก่อนวัย

ขิง   ช่วยแก้ผมร่วงทำให้ผมแข็งแรงและยังกระตุ้นให้เกิดการงอกใหม่ของเส้นผมอีกด้วย

ดอกอัญชัน  ช่วยให้ผมดกดำ

มะขามป้อม  ช่วยให้ผมดกดำและป้องกันผมหงอกก่อนวัย

กระเม็งตัวเมีย  ช่วยแก้ผมหงอกก่อนวัย ผมดกดำขึ้น


อายุไม่เท่าไร "หงอก" เต็มหัว!!! บางคนยังเด็กๆ อยู่เลย ก็มีผมหงอกแล้ว     และหลายคนผมเริ่มหงอกตั้งแต่อายุ 30 ปี พอถึง 40 ปีเห็นผมขาวชัดเจมาก เข้าใจเลยละว่าคงเครียดไม่น้อย อย่าเพิ่งเสียใจ หากยังไม่ลองสูตรนี้
สูตรน้ำมันแก้ผมหงอก
1. เถาบอระเพ็ด กิโลกรัม


2. มะพร้าวขูด กิโลกรัม                                                                                                                                                                

3. น้ำ ลิตร
วิธีทำสูตรน้ำมันแก้ผมหงอก
หั่นบอระเพ็ดเป็นชิ้นเล็กๆ ปั่นหรือตำส่วนผสม มะพร้าวขูด น้ำ ทั้งหมด เทลงในผ้าขาวบาง นวดๆให้น้ำออกมาให้หมด นำน้ำที่ได้ไปเคี่ยวด้วยไฟกลางๆ จนกระทั่งน้ำระเหยออกไปเหลือแต่น้ำมัน เก็บใส่ขวดไว้
วิธีใช้สูตรน้ำมันแก้ผมหงอก
นำน้ำมันมาหมักผม 15 - 20 นาที สัปดาห์ละ ครั้ง จะช่วยแก้ผมหงอกให้กลับดำขึ้นได้ดีมากๆ
หมอศุภผู้แนะนำสูตรได้ทดลองใช้กับพ่อของหมอเอง ตอนนี้ผมที่เคยขาวเริ่มดำขึ้นเยอะอย่างเห็นได้ชัดเจนมากๆ ในเวลาประมาณ 4 - 5 เดือน
หมอศุภได้บอกอีกว่า หากผสมใบบัวบกเข้าไป จะช่วยลดอาการผมร่วงได้ดีมากๆครับ ทั้งไม่หงอก และ ไม่ร่วง ผมหนาขึ้นแน่นอน หมอใช้อยู่!!!
Cr : 
สมุนไพรหมอศุภ

วิธีการไม่ยากใช่มั้ยค่ะ แต่ถ้าเพื่อนๆท่านใดไม่สะดวกและไม่มีเวลาทำใช้เอง ติดต่อเราได้น่ะเราทำเองน้ำมันแก้ผมหงอกสูตรของหมอศุภซึ่งเป็นสูตรที่ใช้ได้ผลดี แต่เราได้เพิ่มตัวสมุนไพรที่เสริมสรรพคุณมากขึ้น เราลองใช้แล้วได้ผลดี กลิ่นหอมค่ะสนใจติดต่อได้น่ะค่ะ




สมุนไพรบำรุงรากผมแก้ผมหงอก


ผลิตโดยวิธีธรรมชาติปราศจากสารเคมี
   

สรรพคุณ :  แก้และป้องกันผมหงอกก่อนวัย  บำรุงรากผม และหนัง

ศีรษะ ลดการหลุดร่วงของเส้นผม กำจัดเชื้อรา รังแคบนหนัง

ศีรษะ ช่วยให้เส้นผมดกดำเป็นเงางามมีชีวิตชีวา ไม่ใช่ยาย้อมแต่เป็น

น้ำมันหมักผมจากสมุนไพรที่ช่วยบำรุงเส้นผมให้มีสุขภาพดี สมุนไพร

จะช่วยให้เส้นผมแข็งแรง ผมที่หงอกจะเข้มขึ้นและช่วยให้เส้นผมที่

งอกขึ้นมาใหม่ไม่หงอกขาวเว่อร์ เมื่อใช้เป็นประจำอย่างต่อเนื่อง 


ส่วนประกอบสำคัญ : น้ำมันมะพร้าว 100% ,  บอระเพ็ด , 

ใบบัวบก, อัญชัน , ขิง , กระเม็งตัวเมีย , มะขามป้อม


วิธีใช้ : นำน้ำมันมาหมักผมอย่างน้อย 15 - 20 นาที สัปดาห์ละ  2-3 ครั้งหรือมากกว่านั้นก็ได้ จะช่วยแก้ผมหงอกให้กลับดำขึ้นได้ดีมากๆ


บรรจุขวดละ 100 cc.  ราคา  150 บาท


การจัดส่ง ส่งแบบธรรมดาส่งฟรี 


 ส่งแบบด่วน EMS คิดค่าส่งเพิ่ม 30 บาทค่ะ


จัดส่งสินค้าวันจันทร์-ศุกร์ งดส่งวันเสาร์คะ


                                                        
สนใจติดต่อได้ที่ 095 616 9008 


 cheewathum



http://www.facebook.com /baancheewathumherbs

วันจันทร์ที่ 8 กันยายน พ.ศ. 2557

ทำไมต้องล้างพิษตับ????? เมื่อไหร่เราควรล้างพิษตับ


ทำไมต้องล้างพิษตับ?????
ปัจจุบันนี้วิถีการดำเนินชีวิตและพฤติกรรมการกินการอยู่ของคนเราในแต่ละวันยังอาจส่งผลกระทบให้ระบบการล้างพิษภายในร่างกายทำงานผิดปกติจึงกลายเป็นสาเหตุที่ทำให้ปริมาณของเสียและสารพิษภายในร่างกายมีมากเกินกว่าที่ระบบการล้างพิษตามธรรมชาติจะสามารถจัดการกับตัวของมันเองได้ซึ่งหากว่าร่างกายของเรามีของเสียและสารพิษเหล่านั้นสะสมอยู่เป็นจำนวนมากย่อมเป็นต้นเหตุสำคัญของการเกิดโรคภัยไข้เจ็บต่างๆนานาตั้งแต่โรคเรื้อรังทั้งหลายไปจนถึงโรคมะเร็งสารพิษต่างๆที่ร่างกายได้รับในแต่ละวัน ทั้งจากการรับประทานอาหาร เช่น สารกันบูด สารแต่งสี สารปรุงรสและกลิ่น ยาฆ่าแมลง แอลกอฮอล์ สารพิษจาการสูดดม จากการซึมผ่านผิวหนัง หรือแม้นแต่สารพิษที่ร่างกายสร้างขึ้นเองจะถูกส่งไปยังตับเพื่อขจัดพิษ
    • ตับจึงเปรียบเสมือนด่านแรกสุดของร่างกายที่ต้องเผชิญหน้ากับสารเคมี สารพิษต่างๆถ้าตับทำงานไม่ทันหรือประสิทธิภาพการทำงานลดลง สารพิษเหล่านี้จะถูกปล่อยเข้ากระแสเลือดก่อให้เกิดผลเสียต่อร่างกายอย่างมากมาย แต่ถ้าเราสามารถกำจัดสาเหตุที่ทำให้เกิดความเสียหายกับตับออกไปได้ทั้งช่วยให้กระบวนการล้างพิษจากตับดีขึ้น ดังนั้นการล้างพิษตับและถุงน้ำดี ก็เป็นอีกวิธีหนึ่งที่จะช่วยฟื้นฟูประสิทธิภาพและการทำงานของตับและถุงน้ำดี ได้เร็วขึ้น
เมื่อเราทำความเข้าใจว่านิ่วในตับเป็นผลทำให้เกิดโรคต่างๆหรือทำให้มีอาการทรุดหนักและได้หาวิธีขับนิ่วที่ง่ายที่สุด นั่นหมายความว่าคุณได้ให้ความสำคัญต่อสุขภาพของตัวเองแล้ว หากเรามีตับที่ไร้สารพิษนั่นหมายถึงเราได้มีชีวิตใหม่แล้ว หากได้ทำการล้างท่อน้ำดีและถุงน้ำดี จะทำให้เซลล์ในร่างกายกว่าล้านเซลล์ดูดซับออกซิเจนและสารอาหารได้ดีขึ้นอีกทังยังสามารถขับสารพิษในร่างกายได้อย่างมีประสิทธิภาพและสามารถเชื่อมโยงต่ออวัยวะต่างๆในร่างกายและระบบประสาท ระบบต่อมไร้ท่อได้อย่างดีเยี่ยมอีกด้วย


ผู้ที่มีโรคเรื้อรังระยะยาว ส่วนมากจะมีนิ่วในถุงน้ำดีนับพันก้อน บางคนมีนิ่วที่ถูกก่อตัวขึ้นโดยตรงในถุงน้ำดีอีกด้วย หากว่าเราดำเนินการล้างพิษอย่างต่อเนื่องบวกกับทานอาหารอย่างสมดุลขับนิ่วเหล่านี้ออกจากร่างกายตับและถุงน้ำดีก็สามารถทำงานได้ดีเหมือนเดิมอาการไม่สบายต่างๆในร่างกายก็จะค่อยๆหายไปเช่นกันการขับนิ่วในท่อและถุงน้ำดีเป็นวิธีที่สำคัญและมีประสิทธิภาพมากที่สุดที่จะทำให้เรากลับมามีสุขภาพที่แข็งแรงได้เหมือนเดิม


เมื่อไหร่เราควรล้างพิษตับ

 

  •  ร่างกายอ่อนเพลียและเหนื่อยง่าย ไม่ค่อยมีแรง เซื่องซึม หดหู่ใจ ไม่กระปรี้กระเปร่า
  •   มีอาการของโรคภูมิแพ้ มักจะแพ้อะไรง่าย เช่น แพ้กลิ่นต่างๆ แพ้อากาศบ่อยๆ ฯลฯ
  •   มีภูมิต้านทานโรคต่ำ ทำให้ไม่สบายหรือเป็นหวัดได้ง่าย
  •   ปวดศรีษะ มึนงงบ่อยๆหรืออาจปวดถึงขั้นเป็นไมเกรน
  •   มีสิวและผดขึ้น
  •  นอนหลับยากหรือรู้สึกว่านอนหลับไม่พอ
  •   มีกลิ่นปากหรือมีแผลในช่องปาก
  •   จุกเสียด แน่นท้อง ปวดท้องเป็นประจำ หรือท้องเสียง่าย เป็นริดสีดวงทวาร
  •   เสื่อมสมรรถภาพทางเพศ
  •   อารมณ์แปรปรวนง่าย ประสาทตึงเครียด
  •   ผิวหมองคล้ำ เกิดริ้วรอยง่าย ผิวแห้งและหยาบกร้าน ดูแก่กว่าวัย
  •   มักปวดเมื่อยตามกล้ามเนื้อหรือข้อต่างๆ
  •   ขี้ลืม สมองไม่ปลอดโปร่ง คิดอะไรไม่ค่อยออก ฯลฯ





วัดค่าPH ของน้ำลาย  อมน้ำมันมะพร้าว


ออกกำลังกาย




กิจกรรมแช่เท้า พอกหน้า ดื่มน้ำสมุนไพร เล่นน้ำตามสบาย





กิจกรรมเข้าจังหวะ 9 ช่อง


สปาหู

อาหารหลังออกคอร์ส 





ของเสียบางส่วนของผู้เข้าร่วมกิจกรรม


โพสต์แนะนำ

5 เฮิร์บ แฮร์ เซรั่ม 5 HERB HAIR SERUMผลิตภัณฑ์บำรุงเส้นผม(ไม่ต้องล้างออก)

                                              5 เฮิร์บ แฮร์ เซรั่ม  5 HERB HAIR  SERUM ผลิตภัณฑ์บำรุงเส้นผม(ไม่ต้องล้างออก) ผมห...