วันอังคารที่ 8 มกราคม พ.ศ. 2556

อาหารกับสุขภาพตับ




         ตับเป็นอวัยวะที่ใหญ่ที่สุดในร่างกาย เปรียบเสมือนโรงงานผลิตพลังเคมีในร่างกาย ควบคุมระบบการเผาผลาญสารอาหารและขจัดของเสียออกจากร่างกาย ไม่ว่าจะเป็นอาหาร อากาศที่หายใจหรือดูดซึมผ่านเข้าทางผิวหนัง จะต้องผ่านกระบวนการกรองพิษโดยการทำงานของตับ
         อาหารมีความสัมพันธ์กับการทำงานของตับ โดยที่ตับจะช่วยเปลี่ยนอาหารที่รับประทานเป็นพลังงาน และเก็บสะสมสารอาหารที่จำเป็นต่อการดำเนินชีวิตและการเจริญเติบโต ช่วยผลิตน้ำดีซึ่งจำเป็นต่อการย่อยอาหารประเภทไขมัน นอกจากนี้ตับยังช่วยผลิตสารที่ช่วยในการแข็งตัวของเลือด ผลิตสารโปรตีนในเลือดและเอ็นไซม์ต่างๆ มากกว่าพันชนิด ผลิตและควบคุมการทำงานของคอเลสเตอรอล ควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดให้ปกติ ควบคุมการทำงานของฮอร์โมน 
        85-90% ของเลือดที่ออกจากกระเพาะและลำไส้จะนำสารอาหารสำคัญไปสู่ตับ เพื่อเปลี่ยนเป็นสารที่ร่างกายต้องนำไปใช้ ตับจึงเป็นอวัยวะที่สำคัญในการสร้างสารอาหารประเภทโปรตีน ไขมัน คาร์โบไฮเดรต และวิตามินที่ร่างกายจะต้องใช้ในการทำงาน

       คาร์โบไฮเดรต
 จะถูกเปลี่ยนเป็นน้ำตาลเพื่อนำไปใช้เป็นพลังงาน ตับจึงทำหน้าที่ในการควบคุมระดับน้ำตาล และป้องกันอาการน้ำตาลต่ำ หากขาดกระบวนการเหล่านี้ คนเราจะต้องกินทั้งวันไม่หยุด เพื่อรักษาระดับพลังงานในร่างกาย
       โปรตีน เมื่อย่อยแล้วจะอยู่ในรูปกรดอะมิโน ซึ่งจะถูกส่งเข้าสู่ตับเพื่อสร้างเป็นโปรตีนชนิดใหม่ที่ร่างกายจะนำไปใช้ประโยชน์ได้ ตับยังมีความสามารถพิเศษในการเปลี่ยนกรดอะมิโนบางชนิดเป็นน้ำตาล และเป็นพลังงานในยามฉุกเฉินหรือในยามที่ร่างกายต้องการพลังงานเร่งด่วน
         โปรตีนบางชนิดจะถูกแบคทีเรียในลำไล้เล็กเปลี่ยนเป็น แอมโมเนีย ซึ่งเป็นสารที่มีพิษ หรือของเสียที่เกิดจากการสลายโปรตีนจะอยู่ในรูปของแอมโมเนีย ตับจะสลายแอมโมเนียเป็นสารยูเรียและขจัดออกทางไต ฉนั้นร่างกายจะขจัดพิษได้ดีนอกจากตับต้องแข็งแรงแล้วไตยังต้องดีด้วย
       ไขมัน อาหารไขมันจะต้องถูกย่อยด้วยน้ำดีซึ่งตับเป็นตัวสร้างและเก็บไว้ในถุงน้ำดี จะถูกนำมาใช้ยามเมื่อมีอาหารไขมันในลำไส้เล็ก น้ำดียังจำเป็นต่อการดูดซึมวิตามิน เอ ดี และ เค ซึ่งเป็นวิตามินที่ละลายในไขมัน หลังจากที่ไขมันถูกย่อยแล้ว กรดน้ำดีจะถูกลำไส้เล็กดูดซึม และส่งกลับไปที่ตับเพื่อรีไซเคิลเป็นน้ำดีอีกครั้ง

โภชนบำบัดในโรคตับแข็ง        โรคตับแข็งอาจเกิดจากสาเหตุหลายประการ ได้แก่ การดื่มสุรามากเป็นสาเหตุที่พบบ่อย โรคตับอักเสบเรื้อรังจากเชื้อไวรัส โรคทางเดินน้ำดีอุดตัน ระบบภูมิคุ้มกันทำลายตัวเอง ยาและสารพิษบางชนิด และความผิดปกติทางพันธุกรรม ในที่นี้จะพูดถึงเฉพาะโรคตับแข็งเท่านั้น ผู้ที่มีโรคตับควรอยู่ในการดูแลรักษาของแพทย์ ขณะเดียวกันการดูแลด้านโภชนาการมีความสำคัญ ต่อการรักษา เพื่อให้ร่างกายได้รับพลังงาน โปรตีน คาร์โบไฮเดรต ไขมัน และวิตามินแร่ธาตุอย่างเหมาะสม จะช่วยให้ฟื้นฟูสภาพตับได้ดีขึ้น

      โภชนบำบัดเน้นอาหารที่เกี่ยวข้องกับการทำงานของตับดังนี้ 
         อาหารพลังงานสูง ผู้ป่วยโรคตับมีความต้องการพลังงานสูงโดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้ที่มีปัญหาขาดสารอาหารร่วมด้วย อาหารที่มีพลังงานสูงถึงวันละ 2000-3000 กิโลแคลอรี จะช่วยในการเสริมสร้างเนื้อเยื่อตับ ช่วยเสริมสร้างพละกำลังและทำให้ฟื้นตัวเร็วขึ้น

         การแบ่งอาหารเป็นมื้อเล็กๆหลายๆมื้อ เช่นวันละ 4-6 มื้อ นอกจากจะช่วยให้ร่างกายได้รับพลังงานเพียงพอแล้วยังช่วยลดการเผาผลาญไขมันและโปรตีนอีกทั้งยังป้องกันไม่ให้ไกลโคเจนที่ร่างกายสะสมไว้ถูกใช้หมดไป

      โปรตีน ผู้ป่วยที่มีโรคตับแข็งต้องการอาหารโปรตีนสูงถึงวันละ 100-150 กรัม เพื่อใช้ในการสร้างเซลล์ใหม่ และป้องกันภาวะขาดโปรตีน แต่ถ้าโปรตีนสูงมากเกินไป ก็จะทำให้แอมโมเนียในเลือดสูง ในกรณีนี้แพทย์จำเป็นต้องให้ยาแลคทูโลส ( Lactulose) หรือ นีโอไมซิน (Neomycin) เพื่อควบคุมระดับแอมโมเนียในเลือด ร่วมกับการจำกัดปริมาณโปรตีนในระดับต่ำๆ วันละ 10-40 กรัมขึ้นกับสภาวะโรคของผู้ป่วย อาหารโปรตีนสำหรับผู้ป่วยควรเป็นโปรตีนที่มีคุณภาพสูง เช่นนม ไข่ เนื้อสัตว์ชนิดต่างๆ

      คาร์โบไฮเดรต อาหารจะต้องมีโบไฮเดรตสูง เพื่อให้ร่างกายได้รับกลูโคสเพียงพอในการนำไปเป็นพลังงาน และสะสมในรูปไกลโคเจน เพื่อเป็นพลังงานสำรอง การได้รับกลูโคสเพียงพอจะช่วยให้ร่างกายนำโปรตีนไปใช้ในการเสริมสร้างเนื้อเยื่อได้ดีขึ้น ควรเน้นคาร์โบไฮเดรตที่ไม่ผ่านการขัดสี ได้แก่ ข้าวซ้อมมือ ขนมปังโฮลวีท เส้นต่างๆ เผือก มัน ฟักทอง ผลไม้ เป็นต้น

      ไขมัน อาหารควรมีไขมันพอสมควรแต่ไม่มากไป ในกรณีที่ผู้ป่วยมีปัญหาในการย่อยและดูดซึมไขมัน แพทย์จะให้ไขมันชนิดพิเศษที่ย่อยได้โดยไม่ต้องใช้น้ำดีและดูดซึมง่าย ในการแปลงอาหารไขมันองค์กรโรคตับในสหรัฐอเมริกาแนะว่า อาจใช้น้ำมัน ดอกคำฝอยปรุงอาหารแทนน้ำมั นอื่นๆ

      วิตามินและเกลือแร่ ร่างกายมีความต้องการวิตามินและเกลือแร่มากขึ้น แต่ผู้ป่วยไม่ควรหาซื้อมารับประทานเองโดยไม่ได้ปรึกษาแพทย์ เพราะวิตามินบางชนิดหากได้รับมากเกินจะเป็นพิษต่อตับได้ เช่น วิตามินเอ
          อาหารที่เป็นแหล่งของวิตามินเกลือแร่ในธรรมชาติคือผัก และผลไม้ ควรเลือกอาหารผักและผลไม้อย่างหลากหลายซึ่งจะให้สารแอนติออกซิแดนท์เช่นเบตาแคโรทีนและวิตามินซีสูง

   อาหารที่ควรหลีกเลี่ยง   
       • จำกัดอาหารทะเลประเภทที่มีเปลือกแข็ง เช่นหอยนางรมดิบ อาหารเหล่านี้ถ้ารับประทานต้องปรุงให้สุก มิฉะนั้นจะเสี่ยงต่อการติดเชื้อแบคทีเรียบางชนิด
       • ผู้ป่วยโรคตับจะต้องจำกัดโซเดียม ซึ่งเป็นองค์ประกอบของเกลือ เพื่อป้องกันหรือลดอาการบวม การจำกัดโซเดียมทำได้โดยงดของหมักดอง ปรุงอาหารโดยไม่เติมซอสและเครื่องปรุงซึ่งมีรสเค็ม รวมทั้งผงชูรส งดอาหารกระป๋อง งดมายองเนสและซอสมะเขือเทศ ปรุงอาหารจากอาหารสด จะช่วยลดปริมาณโซเดียมได้มาก
       * งดเครื่องดื่มแอลกอฮอล์โดยเด็ดขาด
          ในกรณีผู้ป่วยมีอาการบวมของเส้นเลือดดำขอดในหลอดอาหาร อาหารที่ควรรับประทานควรเป็นอาหารอ่อน เพื่อป้องกันการฉีกขาดของเนื้อเยื่อบริเวณนั้น และควรงดอาหารทอดทุกชนิด

        ตัวอย่างปริมาณอาหารโปรตีนสูง คาร์โบไฮเดรตสูง ไขมันปานกลาง ในแต่ละวัน

                       อาหาร               ปริมาณ / วัน
                นมพร่องมันเนย                 1 ลิตร
                ไข่ดาว                           2-4 ฟอง
                เนื้อล้วน/ปลา/สัตว์ปีก(สุก)   224 กรัม (15 ช้อนโต๊ะ)
                ผัก                                2 ถ้วยตวง
                ผลไม้                             2 ถ้วยตวง
                ข้าว ขนมปัง เส้นต่างๆ       3-4 ถ้วยตวง
                เนย/ น้ำมัน/ มาการีน        2-4 ช้อนโต๊ะ
                ขนม เจลลี น้ำผึ้ง และคาร์โบไฮเดรตอื่นๆ ตามต้องการ
    ข้อแนะนำ   
     ผู้ที่เป็นโรคตับควรอยู่ในความดูแลของแพทย์ ผู้ที่ไม่มีโรคตับ หรือหายจากโรคตับ ก็ควรจะดูแลสุขภาพของตับได้ดังนี้

      • งดเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ หรือถ้าดื่ม ดื่มในปริมาณเล็กน้อย คนที่มีสุขภาพดีหากดื่มสุรามากก็อาจจะทำให้เป็นโรคตับแข็งได้ง่ายขึ้น
      • รับประทานอาหารไขมันต่ำ กากใยอาหารสูงๆ โดยเลือกอาหารที่ผ่านกระบวนการผลิตขัดสีที่น้อยที่สุด รับประทานเนื้อล้วน ลดอาหารทอด อาหารมัน การมีโภชนาการดีจึงเท่ากับการดูแลสุขภาพตับไปในตัว และป้องกันการเกิดโรคหลายๆชนิดของตับ
      • ออกกำลังกายสม่ำเสมอ

วันศุกร์ที่ 4 มกราคม พ.ศ. 2556

คอร์สบ้านชีวาธรรม(มวกเหล็กฟอเรส)

คอร์สบ้านชีวาธรรม- มวกเหล็กฟอเรส


บ้านพักโซนรีสอร์ท



ห้องพักโซนโรงแรม






คอร์สวันที่ 14-16 ธันวาคม 2555


























วันพฤหัสบดีที่ 3 มกราคม พ.ศ. 2556

ล้างพิษในช่องปากด้วยน้ำมันมะพร้าวสกัดเย็น


ล้างพิษในช่องปากด้วยน้ำมันมะพร้าวสกัดเย็น


การล้างพิษในช่องปากด้วยน้ำมันมะพร้าวสกัดเย็น หรือกลั้วปาก (Oil Pulling) เป็นวิธีธรรมชาติจากสมัยก่อนซึ่งมีต้นกำเนิดมาจากอินเดีย คือการกลั้วน้ำมันมะพร้าวสกัดเย็น (เป็นน้ำมันที่ผ่านกรรมวิธีในการสกัดน้ำมันจากมะพร้าวโดยไม่ผ่านความร้อน) ไปมาในปากอย่างน้อยเป็นเวลา 15 - 20 นาที โดยให้น้ำมันผ่านช่องระหว่างฟันไปมา - เข้าออก จนกระทั่งน้ำมันที่ข้นเหนียวผสมกับน้ำลาย จนเจือจางความข้น จึงบ้วนทิ้ง (จะออกมาเป็นสีขาวๆ เหมือนขนแกะ) ให้บ้วนทิ้งแล้วรีบกลั้วคอด้วยน้ำเปล่าหลายๆ รอบ และแปรงฟัน ทำความสะอาดอ่างล้างหน้าให้สะอาด เพราะสิ่งที่คุณบ้วนออกมามีแต่สารพิษ 

ทำไมแค่การกลั้วปากด้วยน้ำมันมะพร้าวจึงบำบัดโรคได้นั้น ให้ลองสังเกตง่ายๆ คือ ในปากของเรามีเนื้อเยื่อที่อ่อนที่สุดตามเหงือก และเยื่อบุช่องปาก ซึ่งอณูของเซลล์เม็ดเลือดสามารถผ่านและดูดซึมได้ง่าย โมเลกุลเล็กๆ อาจถูกดูดซึมเข้าไปในเซลล์เม็ดเลือดขาวของร่างกายทางช่องปาก ผ่านเนื้อเยื่อ และโมเลกุลของน้ำมันอาจผ่านเข้าไปทางเซลล์ในช่องปาก และดูดซึมเชื้อแบคทีเรีย ที่ไม่มีประโยชน์ต่อร่างกายกลับขึ้นมา โดยมีน้ำลายเป็นตัวกระตุ้น เชื้อแบคทีเรียเหล่านั้นอาจจะรวมถึงสารพิษต่างๆ ที่คั่งค้างอยู่ในร่างกายกลับขึ้นมา 

ใครมีโอกาสเป็นนิ่วในถุงน้ำดี



ใครมีโอกาสเป็นนิ่วในถุงน้ำดี

กลุ่มของบุคคลที่มีปัจจัยเสี่ยงเป็นโรคนิ่วในถุงน้ำดี (5 F’s risk factors)
  1. บุคคลที่มีผิวขาว(Fair): เนื่องจากเมลาโทนินช่วยยับยั้งการตกตะกอนของ คอเลสเตอรอล
  2. ไขมัน(Fat): บุคคลที่มีคอเลสเตอรอลสูง และมีโรคอ้วน
  3. ผู้หญิง (Female): ฮอร์โมนเอสโตเจนมีส่วนในการก่อตัวของก้อนนิ่ว
  4. ผู้หญิงที่มีบุตรจำนวนมาก (Fertile): ช่วงก่อนหมดประจำเดือน ฮอร์โมนเอสโตเจนจะเพิ่มสูงขึ้น ซึ่งมีผลให้คอเลสเตอรอล เพิ่มสูงขึ้นด้วย
  5. อายุใกล้ 40 หรือมากกว่า (Forty): ผู้ป่วยด้วยโรคนิ่วจะพบในบุคคลที่มีอายุใกล้ 40 หรือมากกว่า
แต่อย่างไรก้ตาม สาเหตุของการเกิดโรคนิ่วส่วนมากนั้น มีปัจจัยอื่นๆมาพัวพันด้วย เช่น การสูบบุหรี่, มีโรคเบาหวาน, ตั้งครรภ์, มีโรคทางเดินอาหารต่างๆ และ เคยมีประวัติการผ่าตัดมาก่อน


สาเหตุของการเกิดนิ่ว




สาเหตุของนิ่วในถุงน้ำดี


ก้อนนิ่วในถุงน้ำดีนั้นเกิดมาจากการที่ ตับสร้างน้ำดีประมาณ 500 – 1,000 ซีซี/วัน ซึ่งประกอบด้วย
  1. เกลือน้ำดี (Bile Salts)
  2. น้ำดี
  3. ไขมัน
ซึ่งตับจะส่งน้ำดีนี้ไปที่ถุงน้ำดีเพื่อเก็บน้ำดีไว้ เมื่อร่างกายเราต้องการย่อยไขมัน น้ำดีก็จะถูกส่งไปตามท่อ เข้าสู่ลำไส้เพื่อย่อยสลายไขมัน ซึ่งเกลือน้ำดีนั้นมีหน้าที่ทำให้คอเลสเตอรอล จากตับละลาย  แต่เมื่อปริมาณเกลือน้ำดีและคอเลสเตอรอลนั้นไม่สมดุลกัน ในกรณีที่มีคอเลสเตอรอล มากกว่าเกลือน้ำดี จะทำให้มีการจับตัวของคอเลสเตอรอลแน่นเป็นก้อนนิ่ว เมื่อนานวันตะกอนและไขมันต่างๆ จับตัวเป็นก้อนนิ่วคั่งต้างในถุงและท่อน้ำดี

ประเภทของก้อนนิ่ว



ก้อนนิ่ว 


นิ่ว มีลักษณะคล้ายก้อนหินเล็กๆ ที่เกิดจากการรวมตัวของ คอเลสเตอรอล, เม็ดสีของน้ำดี, แคลเซียม คาร์บอนเนต (พบได้ยาก), หรือ มีส่วนผสมของทั้ง 3 ตัวซึ่งพบประมาณ 80% ของผู้ป่วย

ประเภทของก้อนนิ่ว
  1. ก้อนนิ่วคอเลสเตอรอล (Cholesterol gallstones): ซึ่งเกิดมาจากการที่มีปริมาณคอเลสเตอรอลมากกว่าเกลือน้ำดี (bile salts) ทำให้ คอเลสเตอรอลตกตะกอนเป็นก้อนนิ่ว
  2. ก้อนนิ่วเม็ดสีน้ำดี (Pigmented stones): พบมากในแถบตะวันออกกลางเนื่องจากมีโอกาสในการเกิดโรคจากพาหะนำโรค ซึ่งตัวพาหะนี้มีส่วนทำให้การผลิตของบิลิลูบิน (Bilirubin)
  3. ก้อนนิ่วแคลเซียม คาร์บอนเนต(Calcium carbonate stones): เกิดจากการขับแคลเซียมในปริมาณที่สูง
  4. ก้อนนิ่วที่มีส่วนผสมของทั้ง 3 ชนิด (Mixed gallstones): ซึ่งส่วนมากจะมี คอเลสเตอรอลประมาณร้อยละ 20 – 80 ของส่วนผสมทั้งหมด

ในประเทศไทยนั้น ก้อนนิ่วที่พบมากคือ ก้อนนิ่วที่มีส่วนผสมของทั้ง 3 ชนิด โดยมีคอเลสเตอรอลในอัตราที่สูง

วันจันทร์ที่ 10 ธันวาคม พ.ศ. 2555

กรดไหลย้อย ทำอย่างไรให้ห่างไกลโรคนี้


กรดไหลย้อน กินอย่างไรให้ห่างไกลโรคนี้


กรดไหลย้อน
      วันนี้เรามีวิธีการกินเพื่อให้ห่างไกลโรค กรดไหลย้อน มาฝากค่ะ มาดูกันซิว่าพฤติกรรมการกินตอนนี้เสี่ยงอยู่หรือไหม แล้วจะมีวิธีการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการกินอย่างไรไปดูกัน
เป็นที่ทราบกันดีว่า พฤติกรรมในการรับประทานอาหาร เป็นปัจจัยหนึ่งที่สำคัญของสาเหตุที่ส่งเสริมให้เกิดอาการ กรดไหลย้อน ปวดแสบปวดร้อนบริเวณหน้าอกและลิ้นปี่ เรอเปรี้ยว มีรสขม ยังไม่พอยังเป็นสาเหตุให้มีกลิ่นปากอีกด้วย เมื่อรู้อย่างนี้แล้ว ลองมาสำรวจพฤติกรรมการรับประทาน รวมถึงอาหารที่จะช่วยทำให้ห่างไกลจากภาวะ กรดไหลย้อนหรือทำให้อาการบรรเทาเบาบางลง
ลด งด เลิก
 หลังรับประทานอาหารทันที หลีกเลี่ยงการนอนราบ การออกกำลัง การยกของหนัก เอี้ยวตัว หรือก้มตัว
 รับประทานแต่พอดี ไม่ควรกินอิ่มจนเกินไป
 หลีกเลี่ยงการรับประทานอาหารมื้อดึก ไม่ควรรับประทานอาหารใดๆ อย่างน้อยภายในระยะเวลา 3 ชั่วโมงก่อนนอน
 หลีกเลี่ยงอาหารที่ปรุงด้วยการทอด อาหารมัน ฟาสต์ฟู้ด เนย นม
 หลีกเลี่ยงอาหารที่ก่อให้เกิดแก๊ส เช่น ถั่วทุกชนิด อาหารที่มีเครื่องเทศมากๆ หรือพืชผักที่มีกลิ่นแรง เช่น หัวหอม กระเทียม เป็นต้น
 หลีกเลี่ยงอาหารที่มีรสจัด เช่น เผ็ดจัด เปรี้ยวจัด เค็มจัด หวานจัด
 หลีกเลี่ยงเครื่องดื่มบางประเภท เช่น กาแฟ ชา ชอคโกแลต น้ำอัดลม เครื่องดื่มที่ผสมแอลกอฮอล์
 หลีกเลี่ยงผลไม้รสเปรี้ยว เช่น ส้ม มะเขือเทศ เป็นต้น
กินอย่างไร ห่างไกลกรดไหลย้อน
ผู้ที่เป็นโรค กรดไหลย้อน อย่าเพิ่งถอดใจว่า ดูจากรายการพฤติกรรมการรับประทานที่ควรงด ลด และหลีกเลี่ยงแล้ว จะเหลืออะไรที่สามารถรับประทานได้อีก ความจริงยังมีอาหารที่เป็นมิตรกับผู้มีภาวะ กรดไหลย้อน อีกมากมายที่สามารถรับประทานได้ ส่วนอาหารทั่วไปก็รับประทานได้บ้าง เพียงแต่ควรปรับพฤติกรรมการรับประทาน ซึ่งอาหารที่เป็นมิตรกับผู้เป็น กรดไหลย้อน เช่น
  อาหารที่ย่อยง่าย ที่มีไขมันต่ำ เช่น ปลานึ่ง ปลาต้ม  ข้าวกล้องต้ม ขนมปังโฮลวีท
  อาหารที่ไม่กระตุ้นให้เกิดการหลั่งกรด เช่น   มันฝรั่ง มันเทศ
  ผักและผลไม้ที่มีสภาพความเป็นด่าง เช่น กล้วยน้ำว้า ซึ่งมีเส้นใยเพ็คตินที่ช่วยในการรระบายท้องให้สบาย
  เครื่องดื่ม ไม่ควรเป็นเครื่องดื่มที่สร้างกรดหรือแก๊ส ควรรับประทานน้ำเปล่าดีที่สุด
กรดไหลย้อน ถึงแม้ว่าจะเป็นภาวะเรื้อรัง เพียงแค่ปรับพฤติกรรมและปรับอาหาร ก็สามารถลดความรุนแรงของโรคได้

วันจันทร์ที่ 3 ธันวาคม พ.ศ. 2555

ในหลวงของเรา






ในหลวงของเรา

ขอพระองค์ทรงพระเจริญ

ฉันเป็นคนไทย ฉันรักเมืองไทย ฉันรักในหลวง




มอง เห็นพระเจ้าอยู่หัว ท่ามกลางคนมืดมัว เหมือนเห็นแสงทองส่อง
ใจ ตื้นตันเพียงได้มอง พนมมือทั้งสอง ก้มลงกราบด้วยหัวใจ
มอง พระผู้ทรงเมตตา เฝ้าดูแลประชา ทั่วอาณาใกล้ไกล
เมื่อยามอ่อนล้า หมดหวังพระองค์อยู่เป็นหลักนำหัวใจ
ยึดเหนี่ยวอยู่ภายในว่าวันพรุ่งนี้ยังมีหวัง

ในหลวงของแผ่นดิน หล่อรวมให้เม็ดดินทรายกลายเป็นแผ่นดินที่ยิ่งใหญ่
หยดน้ำหยาดเหงื่อพระองค์หยดลงที่ไหน ทุกข์ร้อนจะพลันสลายทุกข์ภัยจะไม่อาจแผ้วพาน
ในหลวงของแผ่นดิน ทรงเป็นที่รักและที่พึ่งพิงให้เราแสนนาน
ตั้งแต่เล็กจนโตจำได้ทุกอย่าง ใต้ร่มพระบริบาล สุขสราญด้วยความร่มเย็น

ในหลวงของแผ่นดิน ทรงเป็นที่รักและที่พึ่งพิงให้เราแสนนาน
ตั้งแต่เล็ก จนโตจำได้ทุกอย่าง ใต้ร่มพระบริบาล สุขสราญด้วยความร่มเย็น

แผ่นดินนี้คือบ้าน คือแดนสวรรค์ แสนสุขใจ
มีทุกอย่างที่ดีเพราะใคร ฉันจะไม่ลืม

ในหลวงของแผ่นดิน หล่อรวมให้เม็ดดินทรายกลายเป็นแผ่นดินที่ยิ่งใหญ่
หยดน้ำหยาดเหงื่อพระองค์หยดลงที่ไหน ทุกข์ร้อนจะพลันสลายทุกข์ภัยจะไม่อาจแผ้วพาน
ในหลวงของแผ่นดิน ทรงเป็นที่รักและที่พึ่งพิงให้เราแสนนาน
ตั้งแต่เล็ก จนโตจำได้ทุกอย่าง ใต้ร่มพระบริบาล สุขสราญด้วยความร่มเย็น
แผ่นดินนี้คือบ้าน คือแดนสวรรค์ แสนสุขใจ
มีทุกอย่างที่ดีเพราะใคร ฉันจะไม่ลืม




วันพุธที่ 7 พฤศจิกายน พ.ศ. 2555

การล้างพิษ (Detoxication )


                          
                           การล้างพิษ
                           (Detoxification)
หนึ่งในกระบวนการปรับสมดุลร่างกาย ก็คือ การล้างพิษ” (Detoxification) หรือที่เราเรียกกันติดปากว่า ดีท็อกซ์หมายถึงวิธีการ หรือกระบวนการนำเอาสารพิษ (Toxic Substances หรือ Toxin) ต่างๆ ออกจากร่างกาย”  ทำไมเราจึงต้องมีการล้างพิษกันด้วย ต้องยอมรับความจริงข้อหนึ่งว่า วิถีชีวิตของผู้คนในสมัยนี้และสภาพแวดล้อมต่างๆ เปลี่ยนแปลงไป รอบๆ ตัวเราเต็มไปด้วยสารพิษ ไม่ว่าจะเป็นน้ำที่เราดื่ม อากาศที่เราหายใจ อาหารที่เรารับประทาน และยังมีข้าวของเครื่องใช้ต่างๆ รอบๆ ตัวเรา ล้วนปะปนไปด้วยสารพิษ ตลอดจนความเครียด สิ่งเหล่านี้ล้วนเป็นสาเหตุให้เกิดการเจ็บป่วยต่างๆ ที่คนในอดีตไม่เป็นกัน

อาการ ที่บ่งชี้ว่า ร่างกายมีสารพิษตกค้าง เช่น เหนื่อยง่าย ปวดศีรษะ ภูมิแพ้ เจ็บป่วยบ่อย ลมหายใจมีกลิ่น เป็นต้น การปรับสมดุลให้กับอวัยวะสำคัญต่างๆ ในร่างกายด้วยการล้างพิษ จึงมีความสำคัญ และจำเป็นอย่างยิ่งสำหรับการป้องกันโรค ความแก่หรือ "ความเสื่อมของร่างกาย ตามที่กล่าวมานี้

การล้างพิษสามารถทำได้หลากหลายวิธีและหลายอวัยวะ เช่น การล้างพิษที่ลำไส้  ตับ, สมอง, ผิวหนัง และเลือด
ลำไส้ เป็นการสวนล้างลำไส้ใหญ่เพื่อล้างและกําจัดกากใยอาหาร ที่อาจตกค้างอยู่ตามรอยหยักของลําไส้ใหญ่ และอาจเป็นของเสียที่มีพิษ ทำให้ของเสีย และสารพิษตกค้าง ซึ่งเป็นต้นเหตุแห่งอาการเจ็บป่วยอันไม่พึงประสงค์ต่างๆ ให้หมดไป และช่วยกระตุ้นให้ลำไส้ใหญ่ทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ เหมือนกระตุ้นให้มีการออกกำลังกายสม่ำเสมอ ไม่มีสิ่งอุดตันก็จะดูดซึมสารอาหารต่างๆ เข้าสู่ร่างกายได้ดียิ่งขึ้น หลังการสวนล้างลำไส้ ก็ควรเพิ่มแบคทีเรียดีให้กลับเข้าสู่ร่างกายเพื่อความสมดุลของระบบการทำงาน ส่งผลให้การดีท็อกซ์ดีขึ้น และไม่ควรทำบ่อยเกินไป และควรอยู่ภายใต้การดูแลของผู้เชี่ยวชาญ
ตับ เป็นหนึ่งในอวัยวะที่ใหญ่ที่สุดและสำคัญที่สุดในร่างกาย มีหน้าที่กรองสารพิษจากอาหาร เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ยาและวิตามินต่างๆ ที่รับประทานเข้าไป, ช่วยในการแข็งตัวของเลือด, สร้างเม็ดเลือดแดงใหม่, ทำลายเม็ดเลือดแดงที่หมดอายุ, สลายกรดอะมิโนให้เป็นยูเรีย, สร้างน้ำดีในการช่วยให้ไขมันแตกตัว, เผาผลาญอาหารและคอเลสเตอรอล ไลฟ์สไตล์ของคนเมืองในทุกวันนี้ มีพฤติกรรมเสี่ยงต่อการบั่นทอนสุขภาพอยู่นานัปการ ทั้งที่เราตั้งใจและไม่ได้ตั้งใจ ทำให้ตับต้องทำงานอย่างหนัก ซึ่งอาจส่งผลทำให้ตับเสื่อมสภาพได้ง่าย การดูแลตับให้มีสภาพดี จะช่วยป้องกันปัญหาโรคเรื้อรัง ร้ายแรงต่างๆ ได้ ในศาสตร์การชะลอวัยวะ เชื่อว่าถ้าตับทำงานดี ขับสารพิษได้ดี ร่างกายก็จะไม่สะสมสารพิษจนเกิดโรค ดังนั้น การดีท็อกซ์ หรือล้างพิษให้กับตับ จึงมีส่วนช่วยเพื่อช่วยให้ตับแข็งแรงขึ้นและทำงานได้ดีขึ้น

ผิวหนัง  เป็น อวัยวะที่ใหญ่ที่สุดของร่างกาย เป็นส่วนที่สามารถแสดงผลของสารพิษที่ตกค้างในร่างกายได้ไวที่สุดส่วนหนึ่ง โดยอาจแสดงอาการในรูปการเป็นผื่นแพ้ เป็นสิวเรื้อรัง ผื่นคันต่างๆ หรือความเหี่ยวย่น หมองคล้ำก่อนวัย ซึ่งเป็นการบ่งบอกถึงสภาวะภายในร่างกายได้   การดีท็อกซ์ผิวก็คือ การล้าง หรือขจัดสารพิษจากภายในออกผ่านผิว โดยสารตกค้างบางอย่างจะถูกขับออกทางผิวหนังได้ดี เช่น ยาฆ่าแมลงที่สะสมในร่างกาย โดยที่เราไม่รู้ตัว หรือเพื่อไม่ให้ตกค้างจนเกิดเป็นอันตราย อาการภูมิแพ้ต่างๆ การปรับสมดุลให้กับผิว กระตุ้นภูมิคุ้มกัน กระตุ้นการไหลเวียนของเลือดไปหล่อเลี้ยงเซลล์ผิวหนังได้ดียิ่งขึ้น สามารถดูดซึมสารอาหาร หรือสารบำรุงต่างๆได้ดียิ่งขึ้น หลังทำจึงรู้สึกได้ถึงความสดใส เปล่งปลั่งของผิวอย่าชัดเจน               

สมอง เป็นอีกอวัยวะที่มีความสำคัญกับการ ทำงานระบบต่างๆ ในร่างกาย เป็นศูนย์รวมของระบบประสาท สารสื่อประสาท และการควบคุมอวัยวะต่างๆ เป็นอวัยวะที่มีการเสื่อมอยู่ตลอดเวลา เซลล์สมองถ้าถูกทำลาย หรือตายไป จะไม่สามารถเกิดขึ้นใหม่มาทดแทนได้ ปัญหาที่เกิดจากความเสียหายของเซลล์สมอง คือ อาการอัมพาต อาการควบคุมการทำงานของอวัยวะต่างๆ ไม่ได้ หรือแม้แต่เสียชีวิต ถ้าสมองหยุดสั่งการ ดังนั้น การดูแลการทำงานให้สมองมีประสิทธิภาพสูงให้ยาวนานขึ้น ก็เป็นสิ่งที่ควรทำ ด้วยการเสริมสารอาหารต่างๆ ที่ช่วยบำรุงสมองให้ตรงจุด จึงเสมือนการปรับสมดุลให้กับส่วนควบคุมการทำงานทั้งหมดของร่างกาย ทำให้ห่างไกลจากโรค อย่างอัลไซเมอร์, พาร์กินสัน และโรคที่เกี่ยวกับการทำงานของสมองอื่นๆ ด้วย

เลือด เป็น ส่วนที่นำเอาสารอาหารต่างๆ และออกซิเจนไปสู่อวัยวะต่างๆ ทั่วร่างกาย จึงนับว่ามีความสำคัญอย่างมากในการหล่อเลี้ยงร่างกาย การไม่กระจายตัวของเลือด การไหลเวียนที่ไม่ดี การสะสมสารพิษในการแสเลือด รวมทั้งสารอาการส่วนเกินที่ตกค้างในหลอดเลือด เช่น ไขมัน หรือโปรตีนที่ดูดซึมไม่หมด รวมทั้งโลหะหนักต่างๆ จากอาหารทะเล หรือสารเคมีต่างๆ ก่อให้เกิดโรคต่างๆ ที่เกี่ยวกับหลอดเลือด เช่น ความดันโลหิตสูง เบาหวาน หลอดเลือดตีบ หลอดเลือดโป่งพอง เป็นต้น ดังนั้น การช่วยขับสารพิษออกจากเลือด จะทำให้หลอดเลือดสะอาด การไหลเวียนดีขึ้น และสามารถนำออกซิเจน และสารอาหารต่างๆ ไปหล่อเลี้ยงส่วนต่างๆ ของร่างกายได้ดีขึ้น

จะเห็นได้ว่า อวัยวะที่มีความสำคัญกับกลไกการทำงานต่างๆ ของร่างกายเหล่านี้ ถ้าได้มีการปรับสมดุล ล้างสารพิษออกไป เพื่อให้สามารถทำงานได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ ร่างกายของเราก็จะกลับมาสดใส มีชีวิตชีวา กลับมาเป็นหนุ่มเป็นสาว การป้องกันโรค ความแก่ไว้ ย่อมดีกว่าปล่อยให้ความแก่มาถึงตัวแล้วค่อยไปรักษาโรคต่างๆ ที่เข้ามาหาเราตลอดเวลา

การทานน้ำมันมะกอก ให้ประโยชน์ต่อร่างกาย





               การทานน้ำมันมะกอก ให้ประโยชน์ต่อร่างกาย
ช่วยลดคอเลสเตอรอลชนิดไม่ดี ทำให้หลอกเลือดสะอาด  นักวิจัยมหาวิทยาลัยบาร์เซโลนา ค้นพบว่า ผู้ใหญ่ที่ทานน้ำมันมะกอกชนิด Extra Virgin วันละ 5 ช้อนชา ติดต่อกันหนึ่งสัปดาห์ นอกจากระดับคอเลสเตอรอลชนิดไม่ดีหรือ LDL จะลดลงแล้ว ปฏิกิริยาออ็กซิเดชั่นของ LDL ยังลดลงอีกด้วย (นี่เป็นสาเหตุที่ทำให้ LDL เป็นไขมันตัวร้ายที่ทำให้หลอดเลือดแข็งตัวและหัวใจหยุดเต้น) คงต้องยกความดีให้น้ำมันมะกอกที่ช่วยเพิ่มปริมาณสารต้านอนุมูลอิสระในกระแสเลือด
ช่วยลดน้ำหนัก  นักวิจัยจาก Brigham and Women's Hospital รวบรวมอาสาสมัครคนอ้วนทั้งหมด 101 คน เพื่อทำการศึกษาเกี่ยวกับผลกระทบจากการทานน้ำมันมะกอก โดยกำหนดให้อาสาสมัครครึ่งหนึ่งต้องลดน้ำหนักโดยรับประทานอาหารไขมันต่ำ (ได้รับพลังงาน 20% จากไขมัน) ส่วนที่เหลืออีกครึ่งหนึ่ง ต้องลดน้ำหนักโดยรับประทานอาหารที่มีไขมันระดับปานกลาง (ได้รับพลังงาน 35% จากไขมัน) ซึ่งรวมถึงการรับประทานถั่วและน้ำมันมะกอกเป็นประจำทุกวัน ผลที่ได้คือ ทั้งสองกลุ่มลดน้ำหนักได้ใกล้เคียงกัน แต่กลุ่มที่สองที่ได้รับประทานไขมันที่เหมาะสมมากกว่าสามารถคงน้ำหนักตัวได้ นานกว่ากลุ่มที่ได้รับประทานแต่อาหารไขมันต่ำ
อีกด้านหนึ่งนายแพทย์ มาร์แชล โกลด์เบิร์ก แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านวิทยาต่อมไร้ท่อ ที่โรงพยาบาลมหาวิทยาลัยโทมัส เจฟเฟอร์สัน ให้คนไข้รับประทานน้ำมันมะกอก Extra Virgin ปริมาณ 2 ช้อนชา ก่อนมื้ออาหาร 20 นาที เพื่อให้รู้สึกอิ่มและรับประทานอาหารได้น้อยลง วิธีง่ายๆ คือ ให้บิขนมปังกรอบๆจิ้มน้ำมันมะกอกสัก 2-3 ชิ้น ก็น่าจะได้ปริมาณ 2 ช้อนชาตามที่ต้องการแล้ว แพทย์ยังได้แนะนำอีกว่าถ้าทานน้ำมันมะกอกกันเพียวๆ วันละ 1 ช้อนโต๊ะ ก่อนอาหารเช้าทุกวันจะช่วยป้องกันโรคหัวใจได้ และยังส่งผลดีต่อกระเพาะอาหาร ช่วยป้องกันการย้อนกลับของอาหารสู่หลอดอาหาร ที่ลำไส้ก็ทำให้ย่อยง่าย ด้านระบบเลือด ก็มีคอเลสเตอรอลที่ดีเพิ่มขึ้น ป้องกันการเกิดอนุมูลอิสระ ทั้งยังพบกรดโอลิคที่จำเป็นในกระบวนการสร้างมวลกระดูกในน้ำมันมะกอกด้วย ที่สำคัญช่วยบำรุงสมอง ป้องกันการเกิดภาวะความจำในสมองลดลง (โรคสมองเสื่อม) ซึ่งผลพิสูจน์ออกมาแล้วว่า ผู้ที่มีอายุยืนยาวโดยมากจะพบในประเทศกรีก ซึ่งประชากรของประเทศ จะบริโภคน้ำมันมะกอกถึง 26 ลิตรต่อคน/ปี

ประโยชน์ของการล้างพิษตับ



           

ประโยชน์ของการล้างพิษตับ
1.Rejuvenate :Reversal of the Aging Process        
  รู้สึกกระชุ่มกระชวย กระปรี้กระเปร่า เป็นหนุ่มเป็นสาวขึ้นมาใหม่อีกครั้งหนึ่ง
2.Inner and Outer Beauty                                                                           งามทั้งภายในและภายนอกมีผิวพรรณสดใส  รู้สึกสะอาด เบิกบาน   ร่าเริงแจ่มใส ปลอดโปร่งทั้งกายและใจ                                                                      
3.Improved Digestion, Energy and Vitality                                                                      ระบบย่อยอาหารดีขึ้น พละกำลังดีขึ้น  มีชีวิตชีวาและมีความสุข                                             
4.Freedom from Pain                                                                                                                                         หายจากอาการเจ็บไข้ได้ป่วย การเจ็บปวดที่ต้องทนทุกข์ทรมาน                                                                 
5.A Disease Free Life                                                                                                                                ไม่เจ็บไข้ได้ป่วย ไม่มีโรคภัยไข้เจ็บมาเบียดเบียน ไม่ต้องรับประทานยา                                                  
6.A More Flexible  Body                                               ทุกส่วนของระบบร่างกายดีขึ้นรู้สึกแคล่วคล่องว่องไว กระฉับกระเฉง มีกำลังวังชา และเบิกบาน                                                                                                                                               
7.Improved EmotionalHealth                                         มี   สุขภาพจิตที่ดีขึ้นปราศจากความขุ่นมัวในจิตใจ ความโกรธเกรี้ยวโมโหโกรธาหายไปสิ้น
8.A Clearer Mind and Improved Creativity
รู้สึกปลอดโปร่ง ผ่องใส ฉลาดเฉลียวและเพิ่มพูนพัฒนาความคิดสร้างสรรค์

โพสต์แนะนำ

5 เฮิร์บ แฮร์ เซรั่ม 5 HERB HAIR SERUMผลิตภัณฑ์บำรุงเส้นผม(ไม่ต้องล้างออก)

                                              5 เฮิร์บ แฮร์ เซรั่ม  5 HERB HAIR  SERUM ผลิตภัณฑ์บำรุงเส้นผม(ไม่ต้องล้างออก) ผมห...