วันเสาร์ที่ 10 มีนาคม พ.ศ. 2555

ไขมันเกาะตับคืออะไร

ไขมันเกาะตับคืออะไร


ไขมันเกาะตับ คือสภาวะที่เกิดการสะสมของไขมันภายในเซลล์ตับ เนื่องจากตับขับไขมันส่วนเกินออกไปได้ไม่หมด โดยส่วนใหญ่จะอยู่รูปไขมันไตรกลีเซอร์ไรด์ ทำให้เกิดการอักเสบของตับ การทำงานของตับลดลง ถ้าดื่มสุราและติดเชื้อไวรัสตับอักเสบด้วยอาจลุกลามกลายเป็นโรคตับแข็งหรือเป็นมะเร็งตับได้
ภาวะไขมันเกาะตับพบได้ประมาณ 10%-25 % อาจแตกต่างบ้างในแต่ละประเทศ พบได้บ่อยในคนที่มีอาการอย่างใดอย่างหนึ่งหรือหลายอย่าง ดัังต่อไปนี้ น้ำหนักเกิน, อ้วน ,เบาหวาน, ไขมันในเลือดสูง หรือความดันโลหิต                                                           

สาเหตุของไขมันเกาะตับไม่เป็นที่ทราบแนแ่ชัด ผู้ป่วยในระยะเริ่มแรกมักไม่แสดงอาการ บางรายอาจมีอาการจุกเสียดแน่นบริเวณชายโครงขวาจนเกิดภาวะตับแข็ง, อาจมีอาการอ่อนเพลีย, ท้องโต เป็นต้น

หน้าที่ของตับจากสารานุกรมไทยสำหรับเยาวชนฯ เล่มที่ 17
ตับมีหน้าที่สำคัญหลายประการ อันได้แก่การสร้างน้ำดี ซึ่งออกมาในลำไส้ ช่วยให้อาหารประเภทไขมันถูกย่อยและดูดซึมง่ายขึ้น เก็บสำรองอาหาร โดยเก็บเอากลูโคส (GLUCOSE)ไปสะสมไว้ในเซลล์ตับ ในสภาพของกลัยโคเจน (GLYCOGEN) และจะเปลี่ยน กลัยโคเจนกลับออกมาเป็นกลูโคสในกรณีที่ร่างกายต้องการใช้ได้ ทันที สะสมวิตามินเอ ดี และวิตามินบีสิบสอง นอกจากนี้ยังกำจัดสารพิษที่ลำไส้ดูดซึมเข้าไปในกระแสเลือด  เมื่อสารพิษผ่านตับ ตับก็จะทำลาย สารพิษบางชนิดตับทำลายไม่ได้ตรงกันข้ามจะไปทำลายเซลล์ตับ เช่น แอลกอฮอล์ (ALCOHOL) คาร์บอนเตตราคลอไรด์(CARBON TETRACHLORIDE) และคลอโรฟอร์ม (CHLOROFORM) เป็นต้น
ตับจะทำหน้าที่สร้างวิตามิน เอ จากสารแคโรตีน (สารสีส้มที่มีอยู่ในแครอต และมะละกอ)  ธาตุเหล็กและทองแดงจะถูกเก็บสะสมอยู่ที่ตับ เช่นเดียวกับวิตามิน  เอ ดี และบีสิบสอง สร้างองค์ประกอบในการแข็งตัวของเลือด อาทิเช่น  ไฟบริโนเจน (FIBRINOGEN) และโปรธรอมบิน(PROTHROMBIN) เป็นต้น  และยังสร้างสารป้องกันการแข็งตัวของเลือด  อันได้แก่  เฮปาริน(HEPARIN) ทำหน้าที่ในการกินและทำลายเชื้อโรคโดยมีเซลล์แมกโครฟาจ (MACROPHAGE) ที่อยู่ในตับ   ซึ่งมีชื่อเรียกเฉพาะว่าคุฟเฟอร์เซลล์ (KUPFFER'S CELL) และ หน้าที่ที่สำคัญอีกประการหนึ่งคือเป็นแหล่งพลังงานสร้างความร้อนให้แก่ร่างกาย  

หน้าที่ของตับตามทรรศนะแพทย์แผนจีน (ข้อมูลจากแหล่งอ้างอิง)

-
ตับเก็บเลือด และควบคุมปริมาณเลือด
-
ตับทำหน้าที่ระบายและปรับการไหลเวียนและพลัง 
-
ตับควบคุมอารมณ์และจิตใจ
-
ตับขับเคลื่อนการไหลเวียนเลือด และพลัง และการลำเลียงน้ำในร่างกาย
-
ตับเปิดทวารที่ตา 

หน้าที่ ของตับที่สำคัญเกี่ยวข้องกับการเกิดโรคตับอักเสบ คือ ภาวะการอุดกั้นของตับ ทำให้การไหลเวียนเลือดและพลังติดขัด ทำให้มีปัญหาในการควบคุมอารมณ์และจิตใจ รวมถึงการทำงานของระบบม้ามและกระเพาะอาหาร (ไม้ข่มดิน-ตับแกร่งข่มม้าม) หรือในทางกลับกัน การหงุดหงิด จิตใจหดหู่ เครียด โมโห จะมีผลต่อการทำงานของตับโดยตรง เกิดพลังและเลือดอุดกั้น (สารพิษในร่างกายมาก ตับทำหน้าที่ขับพิษได้น้อยลง ตับทำหน้าที่มากขึ้น) ระบบการย่อยอาหารที่สะสมความร้อนชื้นมากจะมีผลต่อความร้อนชื้นของระบบ ตับ-ถุงน้ำดีได้ การที่เกิดความร้อนชื้น หรือพลังอุดกั้นจากอารมณ์นานๆ จะทำให้เกิดก้อนหรือการอักเสบภายในตับได้ เพราะเกิดความร้อนและการไหลเวียนติดขัดเกิดเลือดคั่งค้าง
ดูแลสุขภาพอย่างไรเมื่อรู้ว่าเป็นไขมันเกาะตับ
อันดับแรกหากมีน้ำหนักเกิน แนะนำลดน้ำหนักเพื่อลดไขมันและการอักเสบในตับ ควรลดน้ำหนักอย่างถูกวิธี ไม่ควรอดอาหารและลดน้ำหนักเร็วเกินไปอาจเป็นผลเสียต่อสุขภาพ โดยเฉลี่ยควรลดน้ำหนักประมาณ 1-2 กิโลกรัมต่อเดือน ควรควบคุมน้ำหนักโดย

                                                                                           

- ควบคุมอาหารประเภทแป้ง, น้ำตาล, ไขมัน, งดของหวานจัด, ผลไม้หวานจัด, ชีส, ของทอด เป็นต้น เน้นรับประทานผักผลไม้, ธัญพืช และ เนื้อปลา
- งดเครื่องดื่มประเภทที่มีแอลกอฮอล์
-
ดื่มน้ำสะอาดประมาณวันละ 2 ลิตร
-
สิ่งที่สำคัญที่สุดอย่าเครียด และ ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ 


ป้องกันไขมันเกาะตับได้อย่างไร
-
ดูแลสุขภาพ ให้น้ำหนักและไขมันในร่างกายอยู่ในเกณฑ์ปกติ
-
พยายามอย่ารับประทานอาหารประเภท แป้ง น้ำตาล ไขมันมากเกินไป
-
รับประทาน พืชผัก ผลไม้ที่มีสารต้านอนุมูลอิสระ มีมากในผักใบเขียวจัด เช่น คะน้า, ตำลึง, ผักบุ้ง, ผักกาดหอม เป็นต้น และมีในผักผลไม้ที่มีสีเหลือง ส้มและแดง เช่น แครอท, บีทรูท, ฟักทอง, มะม่วง, มะละกอ, แคนตาลูป เป็นต้น 
-
เห็ดหลินจือ เพื่อบำรุงและฟื้นฟูการทำงานของเซลล์ตับ
-
ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ

แหล่งอ้างอิง
หน้าที่ของตับจากสารานุกรมไทยสำหรับเยาวชนฯ เล่มที่ 17 
หน้าที่ของตับตามทรรศนะแพทย์แผนจีน  จาก http://www.doctor.or.th/node/1964

นอกเหนือจากการเลือกรับประทานอาหารและการออกกำลังกายแล้ว การเลือกรับประทานยาหรืออาหารเสริมบางชนิด ร่วมกับการลดความเครียดสามารถช่วยป้องกันการเกิดนิ่วไตซ้ำได้
ในทางการแพทย์มีการใช้ยาหลากหลายเพื่อรักษาโรคนิ่ว อย่างไรก็ตามยาเหล่านี้ไม่มีประสิทธิภาพเพียงพอและมีผลข้างเคียง ดังนั้นวิธีที่ดีที่สุดที่จะลดโอกาสการเกิดนิ่ว คือการควบคุมอาหารดังที่กล่าวข้างต้น มีข้อแนะนำในการปฏิบัติตัวเพื่อป้องกันโรคนิ่ว ดังต่อไปนี้

1. การดื่มน้ำมะนาวหรือน้ำมะนาวเข้มข้น เป็นแหล่งสารต้านอนุมูลอิสระและซิเทรตที่ดีมาก 
สามารถยับยั้งการก่อนิ่วและลดการบาดเจ็บของเซลล์บุท่อไตได้ดี
2. ควบคุมน้ำหนักในผู้ป่วยให้มีดัชนีมวลกาย (body mass index, BMI) อยู่ในระดับปกติ โดยให้มีค่าอยู่ระหว่าง 20 – 23.5 kg/m2
3. ผู้ที่มีภาวะออกซาเลตในปัสสาวะสูง ควรได้รับ แมกนีเซียมและวิตามินบี 6 เสริม เพื่อช่วยลดการสร้างของออกซาเลตในตับ
4.ไม่ควรรับประทานวิตามินซีมากกว่า 500 มก.ต่อ วัน เพราะจะไปเพิ่มออกซาเลตในปัสสาวะและเพิ่มปัจจัยเสี่ยงของการเกิดนิ่ว
5. การคลายเครียดด้วยการบริหารร่างกาย แบบโยคะ การทำสมาธิ หรือใช้เทคนิคต่างๆ เพื่อลดความเครียด เช่น การสร้างจินตภาพ เพื่อผ่อนคลายส่วนต่างๆ ของร่างกาย รวมถึงงดสูบบุหรี่ จะช่วยลดความเครียดของร่างกายที่ทำให้เกิดการบาดเจ็บของเซลล์บุท่อไต
6. หลังออกกำลังกาย หรือทำงานหนักในที่มีอากาศร้อน สูญเสียเหงื่อมาก จะต้องดื่มน้ำชดเชยให้เพียงพอ หรือควรดื่มน้ำเป็นประจำตลอดทั้งวันประมาณ 2 ลิตรต่อวัน เพื่อลดการอิ่มตัวของสารก่อนิ่วและการตกผลึกในปัสสาวะ
7. สำหรับผู้ที่มีอาการผิดปกติและสงสัยว่ามีนิ่วไตควรปรึกษาแพทย์ เพื่อหาสาเหตุ และควรนำนิ่วมาวิเคราะห์องค์ประกอบของนิ่ว เพื่อช่วยบอกถึงความผิดปกติเบื้องต้นได้ และเป็นประโยชน์ในการหาแนวทางป้องกันการกลับเป็นนิ่วซ้ำภายหลังการรักษา

การดูแลตัวของคนที่ตัดถุงน้ำดี


การดูแลตัวของคนที่ตัดถุงน้ำดี
              
  ถุงน้ำดีมีลักษณะเป็นกระเปาะเล็กๆ ติดอยู่กับตับ (น้ำดีที่ผลิตจากตับจะมาเก็บไว้ที่ถุงน้ำดี) และมีท่อเชื่อมต่อไปยังลำไส้เล็ก  เราสามารถสรุปอย่างง่ายๆว่า  ถุงน้ำดีเป็นอวัยวะ หรือเป็นที่พักของน้ำดีก่อนที่จะเดินทางไปยังลำไส้เล็กเพื่อทำหน้าที่ย่อยอาหารพวกไขมัน  ที่จริงแล้วหน้าที่ของน้ำดีคือทำให้ไขมันแตกตัวเล็กลงก่อน ที่จะเข้าสู่ขบวนการย่อยที่แท้  ผู้ที่ถูกตัดถุงน้ำดี จะไม่มีแหล่งเก็บน้ำดี ทำให้น้ำดีที่ผลิตออกมาเอ่ออยู่ในตับ และส่งผลให้ปริมาณน้ำดีที่จะถูกส่งไปที่ลำไส้เล็กลดลง  จึงมีผลกระทบต่อต่อระบบย่อยอาหารอย่างแน่นอน ทำให้อาหารไม่ย่อย ท้องเสียหรือท้องผูก   นอกจากนี้ เมื่อน้ำดีเอ่อล้นในตับ ตับจะทำงานได้ลดลง (ตามศาสตร์แพทย์แผนจีนแล้ว ภาวะที่ตับทำงานได้ลดลงรวมกับภาวะลำไส้เล็กย่อยอาหารได้ไม่เต็มที่ จะทำให้เกิดความผิดปกติในการนอน นอนไม่หลับ หายใจมีกลิ่นเหม็น)  ปริมาณน้ำดีที่ลดลงยังส่งผลให้ตับอ่อนและม้ามทำงานแย่ลง เป็นสาเหตุหนึ่งของโรคเบาหวาน  อย่างที่เข้าใจกันว่าอวัยวะแต่ละอย่างในร่างกาย มีความเกี่ยวข้องกัน เหมือนกับที่ม้ามมีเส้นประสาทที่เชื่อมต่อกับถุงน้ำดี  เมื่อถุงน้ำดีถูกตัดทิ้ง ม้ามจะทำเสียสมดุล ทำให้ม้ามทำงานแย่ลง  (ตามหลักแพทย์แผนจีน กล่าวว่า ม้ามจะให้พลังงานแก่หัวใจ ดังนั้นถ้าการเสื่อมของม้าม ย่อมส่งผลต่อการทำงานของหัวใจอย่างแน่นอน  จะเห็นได้จากสถิติผู้ที่มีภาวะหัวใจวาย  จำนวนผู้ป่วยเหล่านั้น จำนวนมากได้ผ่านการตัดถุงน้ำดีออกไปแล้ว) 
                ภาวะภูมิคุ้มกันบกพร่องและภูมิแพ้ มีความสัมพันธ์เกี่ยวเนื่องกับการตัดถุงน้ำดี เนื่องจากความอ่อนแอของตับและม้าม   ปัญหาอื่นๆ ที่เกิดขึ้นเมื่อตัดถุงน้ำดีคือ มีผื่นคันที่ผิวหนัง ข้ออักเสบ หรือเลือดจาง  ลักษณะผื่นคันที่เกิดขึ้นตามผิวหนัง เนื่องจากการสะสมของบิลิลูบิน(เป็นส่วนประกอบหนึ่งในน้ำดี)ใต้ผิวหนัง   และเมื่อบิลิลูบินตกตะกอนตามข้อต่อ จะทำให้ข้อต่ออักเสบ  ส่วนภาวะเลือดจางเกิดจากการทำงานของตับและม้ามที่ด้อยลง เนื่องจากตับและม้าม มีหน้าที่ทำลายเม็ดเลือดแดงที่หมดอายุแล้ว (เม็ดเลือดแดงมีอายุประมาณ 100-120 วัน)   และเมื่อเม็ดเลือดแดงเก่าถูกทำลาย ร่างกายจะนำสารที่เหลือจากการทำลายไปสร้างเม็ดเลือดแดงใหม่ ดังนั้นเมื่อเม็ดเลือดเก่าถูกทำลายน้อยลง จึงขาดสารตั้งต้นในการสร้างเม็ดเลือดแดงใหม่ ทำให้เกิดภาวะโลหิตจาง
                ภาวะน้ำดีคั่งในตับ เป็นภาวะที่พบได้บ่อยในผู้ที่ตัดถุงน้ำดี ซึ่งสามารถบรรเทา โดยกินมะระจีนในตอนเช้า (เพื่อช่วยทำความสะอาดตับ)และ กินคอปติสในช่วงหัวค่ำเพื่อช่วยกระตุ้นการหลั่งน้ำดี (คอปติสเป็นไม้ดอก ที่ทางอินเดีย ใช้รักษาอาหารไม่ย่อย ส่วนทางแพทย์แผนจีน ใช้เพื่อรักษาอาการนอนไม่หลับ)
                สูตรหนึ่งที่สามารถทำได้ง่ายๆในช่วงเช้า คือ หลังตื่นนอน ให้ดื่มน้ำอุ่น 2 แก้ว หลังจากนั้นจึงออกกำลังกาย  หลังจากดื่มน้ำแล้ว ให้รอประมาณ 1 ชั่วโมง(เพื่อรอให้ท้องว่าง) จึงค่อยกินมะระจีน  แล้วรออีกครึ่งชั่วโมงค่อยรับประทานอาหารเช้า ทั้งนี้การดื่มน้ำอุ่นจะช่วยกระตุ้นการทำงานของลำไส้และไต
                สำหรับการแพทย์แผนจีนแล้ว สมุนไพรที่ใช้ขจัดนิ่วที่ตับและถุงน้ำดี ได้แก่

bullet
 มะระจีน
bullet
Coptis   (คอปติส)  มีต้นกำเนิดในภูเขาของประเทศจีน  เป็นไม้ดอกสีขาเขียว   มีหลายพันธุ์   ส่วนที่เรานำมาทำยา คือ ส่วนราก
bullet
 Lysimachia  หรือ Gold Coin Grass หรือที่คนจีนเรียกว่า jin qian cao  เป็นสมุนไพรจีน ที่มีรสชาติหวานและเค็ม รวมอยู่ด้วยกัน มีฤทธิ์ขับปัสสาวะ และละลายก้อนนิ่ว ซึ่งสามารถละลายได้ทั้งก้อนนิ่วที่ไต ก้อนนิ่วในถุงน้ำดี  

                อาหารที่ควรหลีกเลี่ยงสำหรับผู้ที่ตัดถุงน้ำดี ได้แก่ แป้งขัดขาว น้ำตาลขัดขาว กาแฟ ช็อคโกแลต อาหารทอดต่างๆ  อาหารมันๆ แต่ควรหันมารับประทานผัก-ผลไม้สด  น้ำผัก-ผลไม้คั้นสด  พักผ่อนเพียงพอ ร่วมกับการออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ  ฝึกหายใจลึกๆเป็นประจำ


มะระจีน


Coptis
Lysimachi

 ถึงแม้ว่าคุณจะตัดถุงน้ำดีไปแล้ว  แต่คุณสามารถที่ใช้ชีวิตได้เหมือนคนธรรมดา แต่ต้องระวังเรื่องอาหาร และรูปแบบการดำรงชีวิตให้มากขึ้น

67 อาการของผู้ที่มีนิ่วในตับและถุงน้ำดีเป็นจำนวนมาก



อาการของผู้ที่มีนิ่วในตับและถุงน้ำดีเป็นจำนวนมาก
           
  Andreas Moritz เขียนไว้ในหนังสือ  The Liver and Gallbladder Miracle Cleanse มหัศจรรย์ของการล้างตับและถุงน้ำดี หน้า 4 ว่า  ผู้ที่มีอาการของโรค หรือลักษณะอาการที่คล้ายคลึงกัน อย่างใดอย่างหนึ่งดังต่อไปนี้แสดงว่าคุณมีนิ่วในตับและถุงน้ำดีเป็นจำนวนมาก”   “If you suffer any of the following symptoms, or similar conditions, you most likely have numerous gallstones in your liver and gallbladder:”  

อาการอย่างใดอย่างหนึ่งใน 67 อาการดังต่อไปนี้ถือว่า...มีนิ่วในตับและถุงน้ำดีเป็นจำนวนมาก 

1.Low appetite  ไม่อยากอาหาร ไม่หิวอาหาร
2.Food cravings  หิวตลอดเวลา
3.Digestive disorders  ภาวะการย่อยอาหารผิดปกติ
4.Diarrhea  ท้องร่วง
5.Constipation  ท้องผูก
6.Clay-colored stool  อุจจาระมีสีโคลน
7.Hernia  ไส้เลื่อน
8.Flatulence  ท้องอืดท้องเฟ้อ(เกิดก๊าซในทางเดินอาหาร)
9.Hemorrhoids  รีดสีดวงทวาร
10.Dull pain on the right side  ชาทางด้านซีกขวาของร่างกาย
11.Difficulty breathing  หายใจลำบาก
12.Liver cirrhosis  โรคตับแข็ง
13.Hepatitis  โรคตับอักเสบ
14.Most infections  ภาวะติดเชื้อง่าย
15.High cholesterol  โคแลสเตอรอลในเลือดสูง
16.Pancreatitis  โรคตับอ่อนอักเสบ
17.Heart disease  โรคหัวใจ
18.Brain disorders  ผิดปกติทางสมอง                                                                                                  
19.Duodenal ulcers แผลที่ปลายลำไส้เล็ก                                                                                               20.Nausea and vomiting คลื่นเหียน อาเจียน
21.A “bilious”or angry personality เป็นคนอารมณ์ร้าย โมโหฉุนเฉียวง่าย
22.Depression  มีแต่ความหดหู่ เก็บกด
23.Impotence  หย่อนสมรรถภาพ(ทางเพศและอื่นๆ)
24.Other sexual problems  มีปัญหาทางเพศศักยภาพอื่นๆ
25.Prostate diseases   โรคต่อมลูกหมากอักเสบ
26.Uninary problems   ปัญหาระบบขับถ่ายปัสสาวะ
27.Hormonal imbalances   ภาวะการขาดสมดุลทางฮอร์โมน
28.Menstrual and menopausal disorders   ประจำเดือนผิดปกติ
29.Problems with vision   มีปัญหาในการมองเห็น
30.Puffy eyes   ตาบวม มีถุงน้ำใต้ตา
31.Any skin disorders   มีความผิดปกติทางผิวหนัง
32.Liver spots, especially those on back hands and facial area   ดำช้ำบริเวณหลังมือและใบหน้า/มีฝ้า กระและจุดด่างดำต่างๆ
33.Dizziness and fainting spells   วิงเวียนศีรษะ หน้ามืดเป็นลม
34.Lose of muscle tone   กล้ามเนื้อหย่อนยาน
35.Excessive weight or wasting   น้ำหนักเพิ่มหรือลดผิดปกติ
36.Strong shoulder and back pain   ปวดบริเวณไหล่และหลังอย่างแรง
37.Pain at the top of a shoulder blade and/or between the  shoulder blades    ปวดในกระดูกหัวไหล่และหรือบริเวณกระดูกหัวไหล่
38.Dark color under the eyes   ใต้ตามีสีดำคล้ำ
39.Morbid complexion   เป็นโรคผิวหนังหรือมีความผิดปกติทางสีผิว
40.Tongue that is glossy or coated in white or yellow  ลิ้นขาววาวหรือเหลือง
41.Scoliosis   โรคกระดูกสันหลังคด
42.Gout   โรคเกาต์
43.Frozen shoulder   ชาบริเวณไหล่
44.Stiff neck   คอแข็ง
45.Asthma   โรคหอบหืด
46.Headaches and migraines   ปวดศีรษะ และอาการปวดศีรษะข้างเดียว
47.Tooth and gum problems   มีปัญหาทางเหงือกและฟัน
48.Yellow of the eyes and skin  ตาเหลือง ผิวเหลือง
49.Sciatica   อาการปวดร้าวไปตามขา ชาตามเส้นประสาท
50.Numbness and paralysis of the legs   ชา อัมพาตตามขา
51.Jiont diseases   โรคข้อต่ออักเสบ
52.Knee problems  โรคปวดเข่า
53.Osteoporosis   โรคภาวะกระดูกพรุน
54.Obesity    ภาวะอ้วนเกิน อ้วนผิดปกติ
55.Chronic fatigue   เหนื่อยอ่อนเรื้อรัง
56.Kidney diseases   โรคเกี่ยวกับไต
57.Cancer   โรคมะเร็ง
58.Multiple Sclerosis and fibromayalgia   อาการแข็งตัวของเนื้อเยื่อตามร่างกาย เช่น การแข็งตัวของหลอดเลือดแดง-หลอดเลือดดำ  ภาวะสมองกระด้าง โรคหนังแข็ง
59.Alzheimer’s diseases   โรคอัลไซเมอร์ (หลงๆลืมๆ)
60.Cold extremities   เย็นตามแขนขา
61.Excessive heat and perspiration in the upper part of the body เนื้อตัวร้อนเกินปกติและมีเหงื่อออกบริเวณร่างกายท่อนบน
62.Very greasy hair and loss   ขนเป็นมันและร่วง
63.Cuts or wounds and keep bleeding and don’t want to heal    แผลหายช้า
64.Difficulty sleeping, insomnia   นอนไม่หลับ  นอนหลับยาก
65.Nightmares    ฝันร้าย
66.Stiffness of joints and muscles   ขัดตามข้อต่อและกล้ามเนื้อ
67.Hot and cold flashes   มีอาการร้อนหนาววูบวาบ


วันอังคารที่ 28 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2555

ตับ คือชีวิตของเรา








ตับ คือชีวิตของเรา


ตับเป็นเสมือนศูนย์ทำลายพิษหรือล้างพิษจากของที่เราเสพเข้าไปด้วย โดยเฉพาะอย่างยิ่งสุราและเครื่องดองของเมาทั้งหลาย



ตับ เป็นต่อมที่ใหญ่ที่สุดในร่างกายของเรา ตั้งอยู่ในช่องท้องด้านขวา ใต้กะบังลมและทั้งยังถูกปกป้องอยู่ภายใต้ซี่โครงด้านขวา โดยทั่วไปแล้วตับจะหนักประมาณ 1 ใน 40 ของน้ำหนักตัวของแต่ละคน เนื้อแท้ของตับประกอบด้วยเซลล์ตับจำนวนหลายล้านเซลล์ แช่ชุ่มอยู่ในกระแสเลือดตลอดเวลา
ตับทำหน้าที่เป็นห้องปฏิบัติการ (LAB) อันสลับซับซ้อน เราขาดตับไม่ได้เลยเพราะจำเป็นต่อการดำรงชีวิต ตับควบคุมการทำงานของไต และวิตามินต่างๆ นอกจากนี้ตับยังทำหน้าที่ในการปรับสมดุลของฮอร์โมนเพศให้อยู่ในระดับพอเหมาะ พอดี มิให้เรามีความต้องการมากไปหรือน้อยไป ตับผลิตน้ำดี (Bile) ซึ่งทำหน้าที่ย่อยอาหารในลำไส้ เมื่อเรามีบาดแผลเลือดออก ถ้าไม่มีตับที่ผลิต โพรทรอมบิน ทำให้เลือดแข็งตัวเป็นลิ่ม เลือดก็จะไหลเรื่อยๆ ไม่ยอมหยุดจนทำให้หัวใจหยุดทำงาน

ตับ ยังเป็นศูนย์ทำลายพิษหรือล้างพิษจากของที่เราเสพเข้าไปด้วย เฉพาะอย่างยิ่งสุราและเครื่องดองของเมาทั้งหลาย ตับจึงเปรียบเสมือนยอดนักเคมีนั่นเองฉะนั้น จึงเห็นได้ว่า ตับทำงานหนักตลอดเวลาตั้งแต่วันเกิดถึงวันตายของเรา แต่ถ้าหากตับทำงานหนักมากเกินไปและเป็นเวลานาน เซลล์ตับก็จะป่วยและตายในที่สุด แล้วก็จะมีเซลล์ตับอันใหม่เกิดขึ้นมาทดแทน ต่างกับพวกเซลล์สมองและเซลล์กล้ามเนื้อหัวใจ ซึ่งเมื่อตายแล้วไม่มีการเกิดใหม่ขึ้นมาทดแทนอาการไม่สบายของตับมีหลายอย่าง เช่น ออกแรงธรรมดาแต่เหนื่อยมาก กล้ามเนื้อเหี่ยวแห้ง หรือลีบลง พลังเพศลดลง และขนาดของตับจะค่อยๆโตขึ้นเนื่องจากมีไขมันมาจับ

สาเหตุ สำคัญที่สุดที่เป็นเหตุให้เซลล์ตับป่วยและตาย* คือ ภาวะทุโภชนาการ (Malnutrition) เนื่องมาจากกินอาหารผิดๆ และไม่สมบูรณ์หรือไม่ครบหมู่ บวกกับการมีพิษของยาต่างๆที่เรากินเข้าไปด้วย ในบรรดายาพิษที่คนเรานิยมดื่มกันทุกวันนั้น ที่มาเป็นอันดับหนึ่งก็ได้แก่ สุรา ซึ่งถ้าดื่มน้อยๆ เป็นครั้งคราวก็เป็นประโยชน์ แต่ถ้าดื่มมากจนติด ก็เป็นโทษ เรียกว่า ติดสุรา (Alcoholism) อาการจะเห็นได้ชัดเมื่อหยุดดื่ม เช่น อาเจียน มือสั่น นอนไม่หลับ ถ้ารุนแรงมากก็ถึงประสาทหลอน และอาจชักได้ การติดสุราเป็นการนำไปสู่ภาวะทุโภชนาการ ตับโต ตับแข็ง และมะเร็งตับในที่สุด

การรักษาโรคตับสมัยก่อน โดยมากมักจะเป็นการพักผ่อนจริงๆ กินอาหารครบทั้ง 5 หมู่ และหยุดสุราเด็ดขาด ในปัจจุบันการรักษาก็มีหลักการเหมือนเดิม เมื่อเร็วๆนี้มีข่าวจากสหภาพโซเวียตว่า แพทย์ที่นั่นรักษาโรคโดยการให้คนไข้อดอาหาร 7 วัน กินได้แต่น้ำเท่านั้น สองวันแรกก็ทุรนทุรายหน่อย พอห้าวันหลังเริ่มจะดีและทำงานได้ ในข่าวบอกว่าหายขาดจริงๆปัจจุบันมีการรักษาโดยการผ่าตัดที่เรียกว่า ปลูกตับหรือ Liver Transplantation แต่ก็ช่วยยืดชีวิตออกไปได้ชั่วระยะหนึ่งเท่านั้น (ในประเทศไทยยังไม่สามารถทำได้ และสิ้นเปลืองค่าใช้จ่ายหลายแสนบาทต่อราย) ดัง นั้น เราอาจกล่าวได้ว่า ตับคือชีวิตของเรา แต่การป้องกันมิให้ตับป่วยด้วยการกินอาหารให้ครบทุกหมู่ ละเว้นการดื่มสุรา และเครื่องดองของเมาทั้งหลาย จะเป็นการสิ้นเปลืองทรัพย์น้อยกว่าการรักษาเมื่อตับป่วยมากน้อย  * สำหรับประเทศไทย สาเหตุที่สำคัญคือ เชื้อไวรัสตับอักเสบบี

(เก็บความจากตำราแฮร์ริสัน ฉบับพิมพ์ครั้งที่ 11) นพ.สุพจน์ ขวัญมิตร
  





                   

ดื่มน้ำอัดลมกระป๋องหนึ่งกระป๋องต้องวิ่ง50นาที


นักวิจัยชี้ว่า ป้ายเตือนปริมาณสารอาหารบนผลิตภัณฑ์อาหารขยะ จะมีประสิทธิภาพมากกว่านี้ หากเปรียบเทียบให้เห็นชัดเจนว่า จะต้องออกกำลังกายเท่าไหร่จึงจะขจัดแคลอรีที่บริโภคเข้าไปได้หมด

งานวิจัยค้นพบว่า วัยรุ่นกว่าครึ่งรู้สึกไม่อยากดื่มน้ำอัดลม หากได้เห็นฉลากเตือนว่า จะต้องออกกำลังกายด้วยการวิ่ง 1 ชั่วโมงต่อการดื่มน้ำอัดลมหนึ่งกระป๋อง
งานวิจัยชิ้นนี้ตีพิมพ์ในวารสาร “American Journal of Public Health” ระบุว่า การติดฉลากว่า ผู้บริโภคต้องออกกำลังกายเท่าไหร่ จึงจะสามารถขจัดแคลอรีจากอาหารขยะได้หมด จะช่วยลดความน่ารับประทานลง
คณะผู้วิจัยจากมหาวิทยาลัยจอห์นฮอปกินส์ ติดป้ายเตือนด้านนอกร้านค้า 3 แบบ เพื่อทดลองว่าป้ายเตือนแบบไหนจะทำให้วัยรุ่นขยาดการรับประทานอาหารขยะมากที่ สุด แม้ป้ายทั้งสามจะระบุถึงจำนวนพลังงาน 250 แคลอรีเท่ากันหมดก็ตาม
ป้ายอันแรกเตือนว่า น้ำอัดลมให้พลังงาน 250 แคลอรี ป้ายอันที่ 2 เตือนว่า น้ำอัดลม 1 กระป๋องให้พลังงาน 10% ของที่ร่างกายควรได้รับในแต่ละวัน ส่วนป้ายอันสุดท้ายเตือนว่า ผู้บริโภคต้องวิ่งอย่างน้อย 50 นาที เพื่อกำจัดแคลอรีจากน้ำอัดลม
ผลการศึกษาพบว่า ผลลัพธ์จากการระบุข้อมูลแคลอรีอย่างละเอียด ช่วยลดยอดขายอาหารขยะได้ 40% โดยเฉพาะป้ายเตือนว่า จำเป็นต้องออกกำลังกายในปริมาณเท่าไหร่หลังบริโภคประสิทธิภาพมากที่สุด สามารถลดยอดขายในกลุ่มวัยรุ่นได้ถึงครึ่งหนึ่ง เมื่อเปรียบเทียบกับคำเตือนชนิดอื่นๆ
ดร.ซาราห์ เบลช ผู้นำการวิจัย กล่าวว่า ผู้คนทั่วไปมักประเมินจำนวนแคลอรีที่ได้รับจากอาหารขยะต่ำไป แต่การเปรียบเทียบปริมานแคลอรีจากอาหารเป็นการออกกำลังกาย จะช่วยให้ผู้บริโภคเข้าใจง่ายขึ้น เช่น เปรียบจำนวนแคลอรีจากน้ำหวานเท่ากับการวิ่งกี่นาที
เธอชี้แจงว่า เนื่องจากปัญหาสุขภาพโดยมากมีต้นเหตุมาจากอาหารขยะ มันจึงเป็นเรื่องจำเป็นที่เราจะต้องหายุทธศาสตร์ในการเตือนผู้บริโภคที่มี ประสิทธิภาพที่สุด เช่น ติดฉลากแบบใหม่บนสินค้า หรือบนเมนูร้านฟาสต์ฟู้ด
น้ำหวานและน้ำอัดลมเป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้เกิดโรคหลายชนิด เช่น โรคอ้วน โรคหัวใจ ไปจนถึงโรคเบาหวานประเภท 2 ทว่าน้ำอัดลมเป็นเครื่องดื่มที่ได้รับความนิยมมากที่สุดในบรรดาวัยรุ่น และผู้ที่มีรายได้น้อย
ที่มา: หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์

ช่วยตับขับพิษด้วยอาหาร


เป็นที่รู้กันดีอยู่แล้ว ว่า ตับ เป็นอวัยวะที่ทำหน้าที่ขับสารพิษออกจากร่างกาย ดังนั้น การทานอาหารที่ดีต่อสุขภาพตับเป็นประจำจะช่วยแบ่งเบาภาระให้ตับได้ ซึ่งการที่ตับทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพย่อมส่งผลให้ร่างกายมีพลังมากขึ้น

นอกจากหน้าที่ในการขับสารพิษแล้ว ตับยังช่วยในกระบวนการย่อยอาหารและเปลี่ยนสารอาหารให้เป็นพลังงาน เมื่อร่างกายต้องการตับที่แข็งแรงจะส่งผลให้มีสุขภาวะที่ดี เพราะตับช่วยลดการติดเชื้อ โดยช่วยขจัดของเสียออกจากร่างกาย เราจึงต้องดูแลตับด้วยการเลือกทานอาหารที่มีประโยชน์เสียแต่วันนี้
อาหารอันดับต้นๆ ที่ช่วยตับในการล้างพิษได้แก่ กระเทียม หัวหอม มะนาว ผักใบเขียว ดอกกะหล่ำและกะหล่ำปลี เพราะจะทำให้สารพิษที่เจือปนมากับอาหารอื่นนั้นมีสภาพเป็นกลาง นอกจากนี้ยังช่วยเพิ่มการผลิตน้ำดีซึ่งช่วยทำความสะอาดกระเพาะอาหารและลำไส้ รวมถึงช่วยกระตุ้นให้ลำไส้มีการขยับเขยื้อนเคลื่อนไหว
ผลไม้ที่มีสารต้านอนุมูลอิสระสูงได้แก่ องุ่น ส้ม แคนตาลูป มะละกอ พรุน ลูกเกด ผลไม้ตระกูลเบอร์รี่จะช่วยปกป้องตับจากสารอนุมูลอิสระที่จะมีปริมาณสูงขึ้นในกระบวนการขับสารพิษออกจากร่างกาย
นอกจากนี้อาหารที่มีวิตามินบีสูงอย่างธัญพืชที่ไม่ขัดสีต่างๆ และผักผลไม้ที่อุดมไปด้วยวิตามินซี อย่างพืชที่มีรสเปรี้ยวและผักใบเขียวทั้งหลาย จะช่วยในกระบวนการล้างพิษของตับ ส่วนอาหารที่เป็นพี่เลี้ยงช่วยเสริมประสิทธิภาพการทำงานของตับ ได้แก่ “เลซิติน” ซึ่งมีมากในไข่แดง ถั่วเหลือง ข้าวโอ๊ต กะหล่ำปลี กะหล่ำดอก เนื้อปลา ส่วน “ธาตุสังกะสี” ที่มีมากในเนื้อสับ ถั่วขาว เนื้อไก่และหอยนางรมก็ช่วยให้ตับทำหน้าที่ได้ดีขึ้น
หากจะดูแลรักษาตับอย่างเห็นผลก็ไม่ควรทานอาหารที่มีไขมันสูง เพราะตับสามารถผลิตคอเลสเตอรอลได้เพียงพอต่อความต้องการของร่างกายอยู่แล้ว สิ่งสำคัญในการป้องกันอันตรายให้แก่ตับ และเพื่อหลีกเลี่ยงโรคตับแข็ง ก็ควรหลีกเลี่ยงการดื่มแอลกอฮอล์เพื่อให้อวัยวะหนึ่งเดียวนี้ช่วยขับพิษให้ ร่างกายได้อีกนาน
ที่มา :หนังสือพิมพ์ประชาชาติธุรกิจ

วันเสาร์ที่ 25 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2555

ถนอมไตในหน้าร้อน



ร่างกายคนเรา มีส่วนประกอบของอวัยวะที่สำคัญๆ หลายอย่าง เช่น หัวใจ ตับ ไต สมอง ปอด แขน ขา ดวงตา ฯลฯ ซึ่งทุกอวัยวะต่างมีความสำคัญ และทำงานเกี่ยวข้องประสานกัน เพื่อให้ชีวิตดำรงอยู่ได้อย่างปกติสุข สำหรับ "ไต" ก็เช่นกัน
ไตคนเรามี 2 ข้าง อยู่บริเวณด้านหลังบั้นเอวภายหลังที่เรารับประทานอาหาร ขนม หรือน้ำดื่ม ร่างกายจะเก็บสิ่งที่ดีมีประโยชน์ไว้ ส่วนเกินหรือสิ่งที่ไม่ต้องการจะถูกขับออกทางไตเป็นปัสสาวะ ในน้ำปัสสาวะจะมีสารหลายชนิดที่ร่างกายไม่ต้องการ รวมทั้งเกลือแร่ กรด ด่าง เพื่อปรับสมดุล
แต่เมื่อไรก็ตามที่ร่างกายเริ่มแสดงอาการอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน เช่น บวมตามใบหน้า แขน ขา อ่อนเพลีย ความดันโลหิตสูง เบื่ออาหาร ซีดลง เหนื่อยง่าย ปัสสาวะมีสีผิดปกติ แสดงว่าไตเริ่มทำงานไม่ปกติแล้ว แต่บางคนก็ไม่มีอาการ เพราะร่างกายสามารถปรับตัวได้ดีมาก
สำหรับหน้าร้อนนี้ ผู้ที่ไตปกติก็คงไม่มีข้อระวังอะไรเป็นพิเศษ นอกจากพยายามหลีกเลี่ยงแสงแดด เพราะจะทำให้เสียเหงื่อมากกว่าฤดูอื่นๆ ยิ่งถ้าชอบรับประทานอาหารรสจัดๆ ก็ควรดื่มน้ำให้เพียงพอ เพราะการที่ร่างกายคนเราจะขจัดของเสียได้ ต้องอาศัยน้ำเป็นตัวพาไปสู่การกรองของไตกลายเป็นปัสสาวะ ดังนั้นควรดื่มน้ำประมาณวันละ 2ลิตร เพื่อให้ร่างกายขับถ่าย นำพาของเสียออกทางปัสสาวะเป็นไปอย่างเต็มที่ ร่างกายจะบอกความต้องการได้จากการกระหายน้ำ เพียงแค่ดื่มน้ำชดเชยกับเหงื่อที่เสียไปก็ช่วยให้ร่างกายอยู่ในสมดุลได้
สำหรับผู้ป่วยโรคไต ในหน้าร้อนควรให้ความใส่ใจกับการดูแลสุขภาพเป็นพิเศษ และท่านก็สามารถทำได้ง่ายๆ เพียง...
1. ผู้ป่วยโรคไตชนิดน้อยถึงปานกลาง คือความดันโลหิตไม่สูงมาก ไม่มีอาการบวมแขนและขา ปัสสาวะออกเกิน 1ลิตรต่อวัน สามารถดื่มน้ำได้ตามปกติ ควรดื่มน้ำให้เพียงพอ วันละ 1ลิตรครึ่ง ถึง 2ลิตร หรือตามคำแนะนำของแพทย์ที่ดูแลรักษาประจำ เพื่อการขับถ่ายของเสียจะเป็นไปได้ตามปกติ
2. ผู้ป่วยโรคไตระยะสุดท้าย (กำลังได้รับการรักษาโดยวิธีฟอกเลือด/ผ่านการทำไตเทียมมาแล้ว) ควรดื่มน้ำเมื่อกระหายในปริมาณพอดีๆ ในแต่ละครั้ง แต่ไม่ควรเกินครึ่งลิตร/วัน เพราะร่างกายไม่ค่อยมีเหงื่อออกและปัสสาวะน้อยอยู่แล้ว จึงควรระมัดระวังให้น้ำหนักคงที่ ไม่มากเกินไปจนเกิดภาวะแทรกซ้อน เช่น น้ำท่วมปอด เป็นต้น
3. ผู้ป่วยโรคไตที่มีความดันสูง ไม่ควรเดินหรือยืนตากแดดนานไป เพราะจะทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงของระดับความดันโลหิตอาจสูงมากไป หรือต่ำเกินไป จนเป็นลมหรือเกิดอุบัติเหตุได้
แล้วเรื่องการรับประทานล่ะ..... "ผู้ป่วยโรคไต ที่หน้าที่ไตยังปกติ" สามารถรับประทานอาหารที่รสไม่เค็มจัดจนเกินไป และผลไม้ได้พอสมควร เพียงแต่จะต้องระวังเรื่องน้ำหนักตัวที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว
ส่วนกรณีของ "ผู้ป่วยโรคไต บางระยะที่การทำงานเสื่อมลงปานกลางหรือมากแล้ว"จำเป็นต้องหลีกเลี่ยงอาหารประเภทเนื้อสัตว์ ถั่ว เครื่องดื่มที่มีสีดำ ผลไม้ที่จะทำให้เกิดการสะสมของธาตุโปตัสเซียม เช่น มะม่วง ทุเรียน ลิ้นจี่ ขนุน ลำไย เงาะ ซึ่งจะส่งผลร้ายต่อผู้ป่วยโรคไต เนื่องจากจะทำให้หัวใจเต้นไม่สม่ำเสมอ และหยุดเต้นทันทีเลยก็ได้ ชนิดของน้ำดื่มก็ต้องให้ความสำคัญนะ
ในหน้าร้อนมักจะมีการประชาสัมพันธ์การดื่มน้ำที่มีส่วนผสมของเกลือแร่ เพื่อแก้กระหาย แก้อ่อนเพลีย แต่สำหรับผู้ป่วยโรคไต การดื่มน้ำผสมเกลือแร่เป็นข้อห้ามที่สำคัญมาก เนื่องจากผู้ป่วยโรคไตมีสารเกลือแร่บางชนิดคั่งมากอยู่แล้ว ทำให้เกลือแร่ที่ได้เข้าไปมีระดับสูงจนเป็นอันตรายถึงชีวิต
การดื่มน้ำผลไม้หรือน้ำสมุนไพร ก็เช่นเดียวกัน ควรปรึกษาแพทย์ผู้ที่ดูแลอยู่ว่าท่านสามารถดื่มได้หรือไม่ ในปริมาณเท่าใด เพราะผู้ป่วยที่เป็นโรคไตแต่ละระยะจะมีข้อจำกัดที่แตกต่างกัน และที่สำคัญคือ น้ำแร่ที่มีจำหน่ายก็มีข้อจำกัดสำหรับผู้ที่เป็นโรคไต ดังนั้นต้องปรึกษาแพทย์ก่อนซื้อมาดื่ม มิเช่นนั้นอาจเกิดโทษได้
เมื่อผู้ป่วยได้บริโภคอาหารที่ถูกต้องเหมาะสมกับสภาวะที่ร่างกายเป็นอยู่ ก็จะช่วยให้สุขภาพร่างกายแข็งแรง ที่สำคัญช่วยยืดอายุให้ยืนยาวมากขึ้นค่ะ


วันอาทิตย์ที่ 29 มกราคม พ.ศ. 2555

ออยล์พูลลิ่ง oil pulling นวดบำบัดช่องปาก


ออยล์พูลลิ่ง oil pulling นวดบำบัดผ่านช่องปาก

oil pulling therapy


          ออยล์พูลลิ่ง (Oil Pulling Therapy) เป็นวิธีบำบัดของอินเดียที่มีมาเป็นเวลาช้านานแล้ว โดยการอมน้ำมันไว้และเคลื่อนน้ำมันไปให้ทั่วช่องปาก ใช้เวลาประมาณ 15-20 นาที จากนั้นจึงบ้วนทิ้งไป ออยล์พูลลิ่งเป็นที่ฮือฮาเมื่อ Dr. F. Karach, M.D., ได้เสนอรายงานต่อที่ประชุมสัมนาบัณฑิตทางด้านวิทยาศาสตร์ในประเทศรัสเซียเมื่อปี พ.ศ. 2534-2535 การประชุมมีผู้เชี่ยวชาญในเรื่องมะเร็ง และแบคทีเรียซึ่ง Dr.Karach ได้อธิบายถึงการบำบัดรักษาโรคที่ยอดเยี่ยมไม่เหมือนใคร ด้วยวิธีง่ายๆ โดยใช้การอมน้ำมัน

          ผลลัพธ์ของการบำบัดด้วยวิธีนี้ ทำให้ผู้คนตะลึง ประหลาดใจ เต็มไปด้วยความสงสัยในรายงานของเขาเป็นอันมาก อย่างไรก็ตาม หลังจากที่ได้มีการอธิบาย ซักถามกันถึงการรักษา มีการทดสอบ ทดลองใช้ ทดลองทำ พิสูจน์หาความสมเหตุสมผลที่เกิดขึ้น ต่างก็ยิ่งประหลาดใจถึงผลที่ได้รับจากการรักษาอย่างสมบูรณ์ อีกทั้งยังไม่มีอันตรายใดๆ ด้วย เป็นการรักษาทางด้านชีววิทยาโดยแท้ ด้วยวิธีการง่ายๆ ที่มีประสิทธิภาพ ช่วยรักษาโรคได้มากมายหลายชนิด

          Dr.Bruce Fife N.D.นักโภชนาการผู้มีชื่อเสียง ซึ่งเขียนหนังสือไว้หลายเล่มรวมทั้ง Coconut Oil Miracle เป็นอีกผู้หนึ่งที่มีความสงสัยในรายงานดังกล่าว จึงได้ทดลองทำออยล์พูลลิ่งด้วยตนเอง ผลลัพธ์ที่ได้ Dr. Fife ถึงกับออกปากว่า ออยล์พูลลิ่งเป็นการรักษาของแพทย์ทางเลือก ที่มีประสิทธิภาพที่สุด แต่สิ่งที่ Dr.Fife สงสัยคือ เหตุใดการอมน้ำมันจึงช่วยรักษาโรคได้ เขาเริ่มศึกษาการทำออยล์พูลลิ่งของ Dr. Karach อย่างจริงจัง รวมทั้งศึกษารายงานอีกเป็นร้อยๆ ชิ้น ในที่สุดก็ได้ข้อสรุปที่เป็นคำตอบทางวิทยาศาสตร์ซึ่ง Dr. Fife เขียนไว้ในหนังสือชื่อ Oil Pulling Therapy มีใจความบางตอนดังนี้

ในปากของคนเราเต็มไปด้วยแบคทีเรีย

          ในปากของเราเต็มไปด้วยแบคทีเรีย ไวรัส เชื้อรา และโปรโตซัว แต่ส่วนใหญ่เป็นแบคทีเรีย เพราะปากเป็นแหล่งอาศัยที่เหมาะสม มีความร้อน ความชื้น และอุณหภูมิคงที่ ยังมีอาหารอุดมสมบูรณ์จากเศษอาหารที่เรารับประทาน กล่าวกันว่าปริมาณแบคทีเรียในปากของคนคนหนึ่ง มีมากกว่าจำนวนประชาการของคนทั้งโลก แบคทีเรียบางชนิดอาศัยอยู่บนผิวฟัน บางชนิดอยู่ในช่องว่างระหว่างฟันและเหงือก บางชนิดอยู่ที่เพดานปาก และบางชนิดอยู่ที่ใต้ลิ้นและโคนลิ้น การแปรงฟันและการใช้น้ำยาบ้วนปากช่วยลดปริมาณแบคทีเรียเหล่านี้ลงได้แค่เพียงชั่วคราวเท่านั้น ซึ่งไม่นานก็จะกลับมาแพร่พันธุ์เพิ่มจำนวนขึ้นเช่นเดิม

 โรคร้ายทุกชนิดเริ่มต้นที่ปาก

          อาจฟังดูเหลือเชื่อ แต่หากไม่นับโรคทางพันธุกรรม โรคทางอารมณ์ หรือโรคจากการบาดเจ็บต่างๆ โรคร้ายเกือบทุกชนิด รวมทั้งการเจ็บป่วยเรื้อรังต่างๆ ล้วนเริ่มต้นที่ปาก เนื่องจากปากเป็นประตูเข้าสู่ร่างกาย การรับประทานอาหารไม่ถูกต้องหรืออาหารที่มีพิษ ทำให้ระบบภูมิคุ้มกันอ่อนแอ ยิ่งกว่านั้นในปากและลำไส้ยังเป็นที่อยู่ของแบคทีเรียนับพันล้านตัว บางชนิดเป็นอันตราย บางชนิดไม่ และบางชนิดเป็นประโยชน์ ถ้าแบคทีเรียเหล่านี้สามารถเข้าสู่กระแสเลือด แม้แต่แบคทีเรียชนิดที่ไม่เป็นอันตรายก็สามารถทำให้เราถึงแก่ความตายได้ หากในปากของเรามีแผล หรือมีการอักเสบของเหงือกหรือเนื้อเยื่อ จะทำให้แบคทีเรียสามารถเข้าสู่กระแสเลือดได้โดยง่าย เป็นสาเหตุของการเกิดโรคหลายชนิด ตั้งแต่โรคไขข้ออักเสบไปจนถึงโรคหัวใจ
oil pulling therapy



ออยล์พูลลิ่งทำงานอย่างไร?

          ออยล์พูลลิ่งเป็นการบำบัดที่ทำได้ง่ายที่สุด แต่ก็มีประสิทธิภาพมากที่สุดในบรรดาการรักษาทางธรรมชาติด้วยเช่นกัน สำหรับหลายๆ คนมีความรู้สึกว่า แค่การอมและเคลื่อนน้ำมันไปทั่วๆ ปาก ไม่น่าจะช่วยรักษาโรคได้ อันที่จริงออยล์พูลลิ่งไม่ได้รักษาโรค แต่มันช่วยขจัดแบคทีเรียที่เป็นสาเหตุของโรค หรือเป็นตัวการปล่อยสารพิษให้หมดไป เพื่อให้ร่างกายมีโอกาสได้ฟื้นฟู

          ออยล์พูลลิ่งเป็นกระบวนการทางชีววิทยาล้วนๆ แบคทีเรียในช่องปากที่ก่อให้เกิดโรคส่วนใหญ่เป็นสัตว์เซลล์เดียว เซลล์เหล่านี้ปกคลุมด้วยน้ำมันหรือเนื้อเยื่อที่เป็นไขมันซึ่งเป็นเรื่องธรรมดาของผิวเซลล์ (เซลล์ของคนเราก็ล้อมรอบด้วยส่วนผสมของไขมันเช่นเดียวกัน) เมื่อคุณเทน้ำมันลงในน้ำ สิ่งที่เกิดขึ้นคือ น้ำกับน้ำมันจะแยกกันอยู่ไม่ยอมผสมรวมกัน แต่ถ้าคุณเทน้ำมันสองชนิดเข้าด้วยกัน สิ่งที่เกิดขึ้นคือ น้ำมันทั้งสองจะผสมรวมและดึงดูดซึ่งกันและกัน นี่คือความลับของออยล์พูลลิ่ง

          เมื่อคุณใส่น้ำมันลงในปาก เนื้อเยื่อที่เป็นน้ำมันหรือไขมันของแบคทีเรียจะถูกน้ำมันดูดไว้ ขณะคุณเคลื่อนน้ำมันไปทั่วช่องปาก แบคทีเรียที่ซ่อนอยู่ภายใต้รอยแยกของเหงือกและฟันหรือตามซอกของฟัน จะถูกดูดออกจากที่ซ่อนและติดแน่นอยูในส่วนผสมของน้ำมัน ยิ่งนานยิ่งมาก หลังจากผ่านไป 20 นาที ส่วนผสมของน้ำมันจะเต็มไปด้วยแบคทีเรีย ไวรัส ฯลฯ คุณจึงควรบ้วนทิ้งไปมากกว่าที่จะกลืนมัน

          เศษอาหารที่ติดอยู่ตามซอกฟันซึ่งเป็นอาหารของแบคทีเรียจะถูกดูดออกด้วยเช่นกัน สิ่งที่ไม่ใช่น้ำมัน (water based) จะถูกดูดออกด้วยน้ำลาย น้ำลายยังช่วยลดกรดที่เกิดจากแบคทีเรีย

          เมื่อแบคทีเรียรวมทั้งพิษร้ายที่เกิดจากแบคทีเรียถูกดูดออกไป จึงเป็นโอกาสดีที่ร่างกายได้ทำการฟื้นฟู การอักเสบทั้งหลายหมดไป กระแสเลือดเป็นปกติ เนื้อเยื่อที่เสียหายได้รับการซ่อมแซม การมีสุขภาพดีจึงกลับมาในที่สุด


 น้ำมันชนิดใดเหมาะจะใช้ทำออยล์พูลลิ่ง?

          ตามตำราโบราณของอินเดียแนะนำให้ใช้น้ำมันดอกทานตะวันหรือน้ำมันงา เนื่องจากเป็นน้ำมันที่หาได้ทั่วไปในอินเดียขณะนั้น Dr. Fife กล่าวว่า น้ำมันชนิดใดก็สามารถใช้ทำออยล์พูลลิ่งได้ แต่โดยส่วนตัวแล้วชอบน้ำมันมะพร้าว เนื่องจากต้องการใช้น้ำมันที่เป็นประโยชน์ต่อสุขภาพ น้ำมันมะพร้าวเป็นประโยชน์ต่อสุขภาพมากกว่าน้ำมันดอกทานตะวัน น้ำมันงา หรือน้ำมันพืชชนิดใดๆ กรดลอริคในน้ำมันมะพร้าวเมื่อถูกกับเอนไซม์ในน้ำลายจะแตกตัวเป็นโมโนกลีเซอไรด์ชื่อว่า โมโนลอริน ซึ่งมีฤทธิ์ในการฆ่าเชื้อโรค เหตุผลอีกประการหนึ่ง น้ำมันมะพร้าวบริสุทธิ์บีบเย็นที่ได้รับการผลิตอย่างมีคุณภาพจะ มีความสะอาดถูกอนามัย แถมยังมีกลิ่นและรสชาติน่าพอใจอีกด้วย

วิธีการทำออยล์พูลลิ่ง

           ทำขณะที่ท้องว่าง จะดื่มน้ำก่อนหรือไม่ก็ได้
           ใช้น้ำมันมะพร้าวบริสุทธิ์บีบเย็นประมาณ 2-3 ช้อนชา อมไว้ในปาก
           ค่อยๆ ดูด ดัน และดึง ให้น้ำมันไหลผ่านฟันและเหงือก
           น้ำมันจะเปลี่ยนเป็นขุ่นหรือมีสีเหลือง
           เคลื่อนน้ำมันไปทั่วๆ ปากอย่างต่อเนื่องเป็นเวลา 15-20 นาที จากนั้นให้บ้วนน้ำมันทิ้งไป
           บ้วนปากด้วยน้ำสะอาด ตามด้วยการดื่มน้ำ
           ทำอย่างนี้วันละครั้งเป็นอย่างน้อย

 โรคที่ได้รับรายงานว่าตอบสนองต่อการทำออยล์พูลลิ่ง

          ผลของการทำออยล์พูลลิ่งที่เห็นได้ชัดเจนคือ สุขภาพในช่องปากดีขึ้น ฟันขาวขึ้น แน่นขึ้นไม่โยกคลอน เหงือกเป็นสีชมพูแลดูมีสุขภาพ ลมหายใจสดชื่น นอกจากนี้ ดูเหมือนว่าออยล์พูลลิ่งจะช่วยเยียวยาความเจ็บไข้หรืออาการป่วยเรื้อรังได้อีกหลายชนิด ต่อไปเป็นชื่อของโรคหรืออาการเจ็บป่วยที่มีผู้รายงานเข้ามาว่ามีการตอบสนองที่ดีกับออยล์พูลลิ่ง: สิว ภูมิแพ้ รังแค ไซนัส ปวดหัวไมเกรน น้ำมูกมาก หืด หลอดลมอักเสบ ผิวหนังอักเสบ   เรื้อนกวาง ปวดหลังปวดคอ ข้ออักเสบ กลิ่นปาก ฟันผุ   ฟันเป็นหนอง เลือดออกตามไรฟัน โรคเหงือก ท้องผูก แผลในกระเพาะ ลำไส้ ลำไส้อักเสบ ริดสีดวงทวาร นอนไม่หลับ อ่อนเพลียเรื้อรัง เบาหวาน ความดันโลหิตสูง ปัญหาเกี่ยวกับประจำเดือน

          ส่วนอาการหรือโรคที่การศึกษาทางการแพทย์พบว่าเกี่ยวข้องกับสุขภาพในช่องปากโดยตรงและอาจมีผลตอบสนองกับการทำออยล์พูลลิ่งได้แก่ ปัสสาวะเป็นกรด ปอดอักเสบ( ARDS)ถุงลมโป่งพอง การอุดตันของเส้นเลือดและเส้นเลือดในสมอง   ผลเลือดผิดปกติ ฝีในสมอง มะเร็ง เกาท์ ถุงน้ำดี หัวใจ น้ำตาลในเลือดสูง แท้งบุตร ไต ตับ ความผิดปกติของระบบประสาท กระดูกพรุน ปอดบวม ทารกคลอดก่อนกำหนดน้ำหนักตัวน้อย แพ้สารพิษ และโรคติดเชื้ออื่นๆ อีกหลายชนิด

 ช่วงเวลาที่เหมาะจะทำออยล์พูลลิ่ง
oil pulling therapy


          จากกราฟแสดงให้เห็นว่า ปริมาณของแบคทีเรียในช่องปากมีการเปลี่ยนแปลงในระหว่างวัน การรับประทานทำให้แบคทีเรียบางส่วนผสมกับอาหารและน้ำลายในที่สุดถูกกลืนลงไป ปริมาณแบคทีเรียมีมากสุดในตอนเช้าก่อนรับประทานอาหาร การแปรงฟันช่วยลดปริมาณแบคทีเรียได้ไม่มาก เนื่องจากฟันมีพื้นที่แค่ 10% ของช่องปาก ก่อนอาหารกลางวันปริมาณแบคทีเรียจะเพิ่มสูงขึ้นเกือบเท่าตอนก่อนอาหารเช้า และลดลงมากที่สุดภายหลังรับประทานอาหารเย็น เมื่อคุณหลับแบคทีเรียมีโอกาสกลับมาเพิ่มจำนวนขึ้นใหม่โดยไม่มีสิ่งใดมารบกวน การทำออยล์พูลลิ่งจึงควรทำเป็นสิ่งแรกในตอนเช้า ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่แบคทีเรียในช่องปากมีปริมาณมากที่สุด

  
ขอขอบคุณข้อมูลจาก
อัจฉรา น้อยคำมูล

โพสต์แนะนำ

5 เฮิร์บ แฮร์ เซรั่ม 5 HERB HAIR SERUMผลิตภัณฑ์บำรุงเส้นผม(ไม่ต้องล้างออก)

                                              5 เฮิร์บ แฮร์ เซรั่ม  5 HERB HAIR  SERUM ผลิตภัณฑ์บำรุงเส้นผม(ไม่ต้องล้างออก) ผมห...