วันเสาร์ที่ 9 เมษายน พ.ศ. 2559

เจลล้างหน้าสาหร่ายว่าน

เจลล้างหน้าสาหร่ายว่าน

เจลล้างหน้าเพื่อความสะอาดเนียนนุ่ม ทำความสะอาดสิ่งสกปรก เช่นฝุ่นละออง ที่เป็นสาเหตุหลักของการเกิดสิวและทำให้ผิวหน้าหมองคล้ำ หรือดูแก่ก่อนวัย เจลล้างหน้าสารสกัดสาหร่ายกับว่านหางจระเข้ สองชนิดที่ตรงเข้าบำรุงในขณะที่ล้างหน้า และมีเม็ดบีดที่ละเอียดมากในการสครับและล้างเครื่องสำอางค สิ่งสกปรกที่ฝังตามรูขุมขนภายนอกได้ดี เนื้อเจลใส ไม่แห้ง ไม่มัน ใช้ทีโซนได้ ล้างได้บ่อย     ไม่แห้งตึง ใช้ได้ทุกสภาพผิว 

ปลอดภัย มีเลขที่ใบจดเเจ้ง 10 - 1 -  5876717






สนใจสอบถามรายระเอียดได้ที่  086 307 9983
                                   
                     id line : cheewathum                                     

ผลจากผู้ใช้ชุดน้ำมันหมักผมบอระเพ็ดและแชมพูสมุนไพรเข้มข้น

ผลจากผู้ใช้ชุดน้ำมันหมักผมบอระเพ็ดและแชมพูสมุนไพรเข้มข้น

ผลจากผู้ใช้ชุดน้ำมันหมักผมบอระเพ็ดและแชมพูสมุนไพรเข้มข้น

ใช้สมุนไพรได้ผลและปลอดภัยแต่ต้องใจเย็นและขยันใช้อย่างสม่ำเสมอ





























สอบถามรายระเอียดเพิ่มเติมได้ที่ 086 307 9983 , id line :  cheewathum

ชุดน้ำมันหมักผมสมุนไพรบำรุงรากผมและแชมพูสมุนไพรเข้มข้น สูตรแก้ผมหงอก ผมร่วง ผมบาง ผมเสีย

ชุดน้ำมันหมักผมสมุนไพรบำรุงรากผมและแชมพูสมุนไพรเข้มข้น สูตรแก้ผมหงอก ผมร่วง ผมบาง ผมเสีย


หยุดหงอก หยุดโกรก หยุดย้อม   สูตรดั้งเดิม ปลอดภัย         

จากสมุนไพรจากธรรมชาติ

อายุไม่เท่าไร "หงอก" เต็มหัว!!! บางคนยังเด็กๆ อยู่เลย ก็มีผมหงอกแล้ว และหลายคนผมเริ่มหงอกตั้งแต่อายุ 30 ปี พอถึง 40 ปีเห็นผมขาวชัดเจมาก เข้าใจเลยละว่าคงเครียดไม่น้อย อย่าเพิ่งเสียใจ หากยังไม่ลองสูตรนี้






สรรพคุณของสมุนไพรบำรุงเส้นผม

น้ำมันมะพร้าวบริสุทธิ์ 100% ช่วยบำรุงเส้นผมให้ดกดำ ทำให้ผมสวยเป็นเงางามอย่างเป็นธรรมชาติ 

ทำให้ผมไม่แห้ง แตกปลาย

บอระเพ็ด ช่วยให้ผมดกดำหนาขึ้นและอาการผมหงอกผมร่วงก็จะลดน้อยลง ซึ่งได้ผลเป็นอย่างมากกับผู้

ที่มีอาการผมหงอกก่อนวัย แก้อาการคันหนังศีรษะ รังแค ชันตุ

ใบบัวบก ช่วยบำรุงหนังศีรษะและเส้นผมทำให้เส้นผมดกดำ แก้ปัญหาผมร่วง ผมหงอกก่อนวัย

ขิง ช่วยแก้ผมร่วงทำให้ผมแข็งแรงและยังกระตุ้นให้เกิดการงอกใหม่ของเส้นผมอีกด้วย

กระเม็งตัวเมีย ช่วยแก้ผมหงอกก่อนวัย ผมดกดำขึ้น
อายุไม่เท่าไร "หงอก" เต็มหัว!!! บางคนยังเด็กๆ อยู่เลย ก็มีผมหงอกแล้ว และหลายคนผมเริ่มหงอกตั้งแต่อายุ 30 ปี พอถึง 40 ปีเห็นผมขาวชัดเจมาก เข้าใจเลยละว่าคงเครียดไม่น้อย อย่าเพิ่งเสียใจ หากยังไม่ลองสูตรนี้



สูตรน้ำมันแก้ผมหงอก

1. เถาบอระเพ็ด 3 กิโลกรัม

2. มะพร้าวขูด 1 กิโลกรัม

3. น้ำ 1 ลิตร

วิธีทำสูตรน้ำมันแก้ผมหงอก
หั่นบอระเพ็ดเป็นชิ้นเล็กๆ ปั่นหรือตำส่วนผสม มะพร้าวขูด น้ำ ทั้งหมด เทลงในผ้าขาวบาง นวดๆให้น้ำออกมาให้หมด นำน้ำที่ได้ไปเคี่ยวด้วยไฟกลางๆ จนกระทั่งน้ำระเหยออกไปเหลือแต่น้ำมัน เก็บใส่ขวดไว้

วิธีใช้สูตรน้ำมันแก้ผมหงอก
นำน้ำมันมาหมักผม 20-30 นาที สัปดาห์ละ 2 ครั้ง จะช่วยแก้ผมหงอกให้กลับดำขึ้นได้ดีมากๆ
หมอศุภผู้แนะนำสูตรได้ทดลองใช้กับพ่อของหมอเอง ตอนนี้ผมที่เคยขาวเริ่มดำขึ้นเยอะอย่างเห็นได้ชัดเจนมากๆ ในเวลาประมาณ 4 - 5 เดือน
หมอศุภได้บอกอีกว่า “หากผสมใบบัวบกเข้าไป จะช่วยลดอาการผมร่วงได้ดีมากๆครับ ทั้งไม่หงอก และ ไม่ร่วง ผมหนาขึ้นแน่นอน หมอใช้อยู่!!!”
Cr : สมุนไพรหมอศุภ

วิธีการไม่ยากใช่มั้ยค่ะ แต่ถ้าเพื่อนๆท่านใดไม่สะดวกและไม่มีเวลาทำใช้เอง ติดต่อเราได้น่ะเราทำเองน้ำมันแก้ผมหงอกสูตรของหมอศุภซึ่งเป็นสูตรที่ใช้ได้ผลดี แต่เราได้เพิ่มตัวสมุนไพรที่เสริมสรรพคุณมากขึ้น เราลองใช้แล้วได้ผลดี กลิ่นหอมค่ะสนใจติดต่อได้น่ะ

สูตรเพิ่มเติมสมุนไพรบำรุงรากผมแก้ผมหงอก 


ผลิตโดยวิธีธรรมชาติปราศจากสารเคมี


สรรพคุณ : แก้และป้องกันผมหงอกก่อนวัย บำรุงรากผม และหนัง

ศีรษะ ลดการหลุดร่วงของเส้นผม กำจัดเชื้อรา รังแคบนหนังศีรษะ ช่วยให้เส้นผมดกดำเป็นเงางาม       

มีชีวิตชีวา ไม่ใช่ยาย้อมแต่เป็นน้ำมันหมักผมจากสมุนไพรที่ช่วยบำรุงเส้นผมให้มีสุขภาพดี             

สมุนไพรจะช่วยให้เส้นผมแข็งแรง ผมที่หงอกจะเข้มขึ้นและช่วยให้เส้นผมที่งอกขึ้นมาใหม่ไม่หงอกขาว

เว่อร์ เมื่อใช้เป็นประจำอย่างต่อเนื่อง

ส่วนประกอบสำคัญ : น้ำมันมะพร้าว 100% , บอระเพ็ด ,ใบบัวบก, ขิง , กระเม็งตัวเมีย 

วิธีใช้ : นำน้ำมันมาหมักผมอย่างน้อย 20-30 นาที สัปดาห์ละ 2-3 ครั้งหรือมากกว่านั้นก็ได้ จะช่วยแก้

ผมหงอกให้กลับดำขึ้นได้ดีมากๆ

บรรจุขวดละ 150 cc. ราคา 250 บาท

จัดส่งสินค้าวันจันทร์ พุธ ศุกร์ งดส่งวันเสาร์คะ

สอบถามรายระเอียด 086 307 9983 , 095 616 9008

LINE : cheewathum

วันจันทร์ที่ 4 เมษายน พ.ศ. 2559

ประโยชน์จากการวางก้อนน้ำแข็งลงบนท้ายทอย



นี่คือสิ่งที่เกิดขึ้น หากวางก้อนน้ำแข็งไว้บนจุดนี้ของท้ายทอยคุณ

นี่อาจเป็นอีกสิ่งหนึ่งที่คุณนั้นยังไม่เคยได้รู้กันมาก่อน ความลับนี้จะช่วยทำให้คุณรู้สึกมีพละกำลังและทำให้คุณดูอ่อนกว่าวัย ทั้งหมดนี้ทำได้ง่ายๆ เพียงแค่ใช้ก้อนน้ำแข็งเพียงก้อนเดียว

ความรู้สึกที่อยู่ตรงท้ายทอยของคุณนั้น จะเชื่อมต่อกับส่วนของกะโหลกศีรษะและส่วนบนสุดของลำคอคุณ จุดนี้จะมีชื่อเรียกว่า 'เฟิงฟู่' (Feng Fu) เป็นจุดที่คุณจะต้องทำการวางก้อนน้ำแข็งลงไป

ถ้าคุณวางก้อนน้ำแข็งลงบนจุดนั้นทุกๆ วันแล้วล่ะก็ จะช่วยทำให้ร่างกายของคุณนั้นรู้สึกมีชีวิตชีวาและสุขภาพดี

และนี่คือประโยชน์ที่คุณจะได้รับจากการวางก้อนน้ำแข็งลงบนท้ายทอยของคุณ..

1. ช่วยในเรื่องการนอนหลับของคุณ

2. ช่วยควบคุมอารมณ์ความรู้สึกของคุณ

3. ช่วยในการรักษาระบบย่อยอาหารของคุณ

4. ช่วยบรรเทาอาการหวัด

5. ช่วยเบาเทาอาการปวดหัว ปวดฟัน และปวดเมื่อยตามร่างกาย

6. ช่วยในการรักษาโรคทางเดินหายใจและโรคหลอดเลือดหัวใจ

7. ช่วยในการรักษาปัญหาที่จะเกิดขึ้นกับต่อมไทรอยด์

8. ช่วยในเรื่องของอาการปวดประจำเดือน

9. ช่วยในเรื่องของสุขภาพจิต

ส่วนด้านล่างนี้จะเป็นวิธีการวางน้ำแข็งลงบนจุดเฟิงฟู่ของคุณ
เริ่มต้นด้วยการนอนคว่ำหน้า จากนั้นวางก้อนน้ำแข็งไว้บนจุดที่ท้ายทอยคุณ ถือไว้แบบนั้นเป็นเวลา 20 นาที

ถ้าคุณไม่มีเวลาพอที่จะมานอนคว่ำหน้า 20 นาที ก็สามารถใช้ผ้าพันคอพันก้อนน้ำแข็งติดไว้กับที่ท้ายทอยของคุณก็ได้ ให้ทำแบบนี้เป็นประจำทุกวันในตอนเช้าก่อนทานอาหาร และทำตอนก่อนนอน โดยการหยุดพักเบรคการทำตอนก่อนนอนครั้งละ 2 - 3 วัน

ไม่ต้องกังวลใจไป หลังจากที่คุณวางก้อนน้ำแข็งไปในช่วงเวลา 30 - 40 วินาทีแรก คุณจะรู้สึกร้อนที่จุดเฟิงฟู่ แต่คุณต้องทำต่อไปโดยห้ามหยุด อาการแบบนี้จะเกิดขึ้นเพียงแค่หนึ่งถึงสองวันแรกที่คุณนั้นเริ่มต้นทำ และในตอนที่คุณทำร่างกายของคุณจะทำการหลั่งสารเอ็นโดรฟินออกมา...

Cr : Mozzsocute Socute
ที่มา : Lek Saowaros

วันอาทิตย์ที่ 3 เมษายน พ.ศ. 2559

ผลไม้แก้ท้องผูก กินให้ถูกโล่งสบายท้อง



ผลไม้แก้ท้องผูก กินให้ถูกก็โล่งสบายท้อง

วิธีแก้ท้องผูก แค่เลือกกินผลไม้ให้ถูกโฉลกกับอาการท้องผูก ก็ช่วยแก้อาการท้องผูกแบบอิ่มอร่อยไปได้ในตัว ท้องผูกบ่อยไม่รู้จะทำยังไงดี กินน้ำเยอะ ๆ ก็แล้ว เน้นผักผลไม้ทุกมื้ออาหารก็แล้ว ยังต้องเจอกับปัญหาท้องผูกไม่จบสิ้น ใครทนอึดอัดกับอาการท้องผูกมานาน ลองอ่านกัน

มะขามเปียก ถ้าท้องผูกขั้นสาหัสชนิดที่ถ่ายไม่ออกมาแล้วเกือบสัปดาห์ ก็จัดการแช่มะขามเปียก 1 ก้อนขนาดพอดีมือต่อน้ำอุ่นประมาณ 3 แก้ว ใช้ช้อนบี้ ๆ จนได้น้ำมะขามข้น ๆ จากนั้นดื่มให้หมดแก้วก่อนเข้านอน 2-3 ชั่วโมง ตื่นเช้ามารับรองว่าจะโล่งสบายท้อง แต่หากท้องผูกแบบเบาะ ๆ อาจนำมะขามเปียกที่แกะเมล็ดออกแล้วมาจิ้มเกลือกินเล่น ๆ สัก 5-10 ฝักก็ช่วยได้ อ้อ ! อย่าลืมดื่มน้ำตามมาก ๆ ด้วย

มะขามแขก มะขามแขกมีฤทธิ์เป็นยาระบายด้วยเช่นกัน โดยอาจจะใช้ใบมะขามแขกแห้ง 1-2 หยิบมือ หรือใช้ฝักมะขามแขก 4-5 ฝักหักเป็นชิ้นเล็ก ๆ ต้มกับน้ำ 1 ถ้วย แล้วดื่มก่อนนอน 15 นาที สูตรนี้เหมาะกับผู้สูงอายุที่มีอาการท้องผูก ทว่าหากกินมะขามแขกแล้วมีอาการจุกเสียดแน่นท้อง อาจต้องดื่มน้ำขิงตามไปด้วย และพยายามอย่าแก้ท้องผูกด้วยมะขามแขกติดต่อกันนาน ๆ เนื่องจากมะขามแขกอาจทำให้ขาดธาตุโปรแตสเซียม และทำลายระบบประสาทที่ควบคุมการบีบตัวของลำไส้ได้

ลูกพรุนแห้ง ผลไม้ที่มีคุณสมบัติช่วยระบายโดยธรรมชาติ เช่น ลูกพรุน จะช่วยให้อุจจาระอ่อนนุ่มและขับถ่ายออกได้ง่าย โดยเฉพาะหากดื่มน้ำวันละประมาณ 1.5-2 ลิตรเป็นประจำ จะยิ่งช่วยให้การขับถ่ายคล่องขึ้นอย่างที่คุณพอใจ

กล้วยน้ำว้าสุก ในผลกล้วยน้ำว้าสุกจะประกอบไปด้วยเพกตินค่อนข้างสูง มีไฟเบอร์ช่วยเพิ่มกากอาหารให้ลำไส้ แถมในกล้วยน้ำว้ายังมีเมือกลื่นที่ช่วยให้การขับถ่ายสะดวกยิ่งขึ้น

มะละกอ มีน้ำย่อยธรรมชาติในตัวเอง สามารถกำจัดคราบโปรตีนเก่า ๆ ที่ย่อยไม่หมดจนขัดขวางการขับถ่ายของลำไส้ออกไปได้ คราวนี้ของเสียก็จะถูกลำเลียงอย่างคล่องปรู๊ดแล้ว

สับปะรด ไม่เพียงแต่มะละกอเท่านั้นที่มีน้ำย่อยธรรมชาติในตัวเอง สับปะรดก็มีน้ำย่อยชนิดนี้อยู่ด้วยเช่นกัน ดังนั้นถ้าท้องผูกหรือถ่ายไม่คล่องก็ลองกินสับปะรดหวานฉ่ำช่วยแก้อาการท้องผูกได้เลย

มะเดื่อฝรั่ง มีประโยชน์อยู่ที่ไฟเบอร์สูง ดีต่อกระบวนการกำจัดของเสียในร่างกาย โดยในผลมะเดื่อสดจะมีเส้นใยอาหารอยู่ราว ๆ 1.2% ส่วนในผลมะเดื่อฝรั่งอบแห้งมีเส้นใยอาหารสูงถึง 5.6% เลยทีเดียว ฉะนั้นคนที่มีปัญหาท้องผูกหายห่วงชิล ๆ

มะเฟือง มีฤทธิ์เป็นยาระบาย สามารถบรรเทาอาการท้องผูกได้ดีไม่น้อยหน้าผลไม้แก้ท้องผูกชนิดอื่น ๆ ที่สำคัญมะเฟืองยังช่วยลดกรดในกระเพาะอาหารได้อีกต่างหาก ดังนั้นเพียงแค่กินมะเฟืองขณะท้องว่างสัก 2-3 ลูก ก็โบกมือลาอาการท้องผูกไป อย่าได้แคร์

แอปเปิลเขียว อุดมไปด้วยไฟเบอร์ถึง 4.4 กรัม ต่อ 1 ผล ยิ่งกินแอปเปิลเขียวทั้งเปลือกจะช่วยเรื่องระบบขับถ่ายได้สุดยอดเลย

กีวี อีกหนึ่งผลไม้ที่มีคุณสมบัติช่วยระบายโดยธรรมชาติอย่างกีวีก็สามารถช่วยแก้อาการท้องผูกได้อยู่หมัด โดยจะกินเป็นผลสด ๆ หรือจะนำไปปั่นเป็นน้ำกีวีสมูทตี้ก็อร่อยอย่าบอกใคร

10 ผลไม้แก้ท้องผูกแต่ละชนิดก็มีสรรพคุณเป็นยาระบายและมีไฟเบอร์ช่วยในการขับถ่ายติดตัวมาด้วย แต่ทั้งนี้ก็ควรใส่ใจอาหารในแต่ละมื้อให้ได้รับสารอาหารครบทั้ง 5 หมู่ ที่สำคัญต้องดื่มน้ำสะอาดอย่างน้อย 8 แก้วต่อวันด้วย

ขอบคุณข้อมูลและภาพจาก health.kapook.com
Cr : รักษ์สุขภาพโดยวิถีธรรมชาติ

>< ฝากติดตามเพจ.. เคล็ดลับแสนดี~* มีบทความซึ้งๆ และบทความสอนใจ เพื่อเตือนสติ การใช้ชีวิต มาติดตามกันเยอะๆ นะคะ กดเลย 󾮜🏻http://line.me/ti/p/%40tjd5295d

วันพุธที่ 30 มีนาคม พ.ศ. 2559

อันตรายจากหมูกรอบ

อันตรายจากหมูกรอบ กินเกินสัปดาห์ละ 2 ครั้ง เสี่ยงโรคเพียบ !


หมูกรอบของโปรดของใครหลาย ๆ คน รู้หรือไม่ว่าถ้ารับประทานบ่อย ๆ ทำเสี่ยงโรคเพียบ อร่อยปากลำบากสุขภาพนะจะบอกให้

อาหารมากมายหลากหลายชนิดที่วางขายตามท้องตลาด ล้วนแต่ล่อตาล่อใจและชวนให้เรารู้สึกอยากรับประทานกันอยู่ไม่น้อย ถึงแม้จะรู้ว่ากินมาก ๆ แล้วก็อาจจะทำให้อ้วน หรืออาจจะส่งผลเสียสุขภาพก็ตาม โดยเฉพาะอาหารทอด ที่เต็มไปด้วยน้ำมัน อย่างหมูกรอบที่บอกได้เลยว่านอกจากแคลอรีที่สูงปรี๊ดแล้ว ถ้ารับประทานเป็นประจำก็อาจส่งผลเสียต่อสุขภาพ นำพาเอาความเสี่ยงโรคภัยต่าง ๆ มาทักทายเพียบ ถ้าอยากจะรู้ว่าอาหารชนิดนี้สามารถทำร้ายสุขภาพได้ขนาดไหนละก็ เรามาดูข้อเท็จจริงที่ผู้เชี่ยวชาญนำมาชี้แจงให้ได้ทราบกันเลยดีกว่าค่ะ

อันตรายจากหมูกรอบ

ดร.ฉัตรภา หัตถโกศล อาจารย์ประจำภาควิชาโภชนวิทยา คณะสาธารณสุขศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล ได้ชี้แจงถึงความเสี่ยงสุขภาพจากการรับประทานหมูกรอบเป็นประจำไว้ในเพจเฟซบุ๊ก Pleasehealth Books และในเอกสารเผยแพร่ความรู้ในโครงการ “รวมพลัง ขยับกาย สร้างสังคมไทย ไร้พุง” เครือข่ายคนไทยไร้พุง ราชวิทยาลัยอายุรแพทย์แห่งประเทศไทยว่า หมูกรอบเป็นอาหารที่ให้พลังงานสูง โดยหมูกรอบเปล่า ๆ เพียง 100 กรัมก็ให้พลังงานถึง 385-420 แคลอรี และมีไขมันถึง 30 กรัม ยิ่งถ้าหากนำไปปรุงเป็นอาหารอื่น ๆ เช่น ไปผัดกับน้ำมันก็จะยิ่งทำให้แคลอรีสูงขึ้น นอกจากนี้ในกรรมวิธีการทำหมูกรอบ เนื้อหมูที่นำมาใช้ก็เป็นหมูสามชั้น และนำมาหมักกับเครื่องปรุงรสต่าง ๆ อาทิ เกลือ ซีอิ้ว แล้วนำไปทอดในน้ำมันท่วม และถ้าหากรับประทานบ่อย ๆ อาจจะส่งผลกระทบต่อสุขภาพได้

อันตรายจากหมูกรอบ

ทั้งนี้ความเสี่ยงสุขภาพที่จะได้รับจากการรับประทานหมูกรอบนั้นก็มาจากหมูสามชั้นที่มีไขมันอิ่มตัวสูง ยิ่งนำไปทอดด้วยน้ำมันก็ยิ่งทำให้ไขมันอิ่มตัวสูงขึ้นกว่าปกติ และไขมันอิ่มตัวนี้ล่ะที่ส่งผลเสียต่อสุขภาพหัวใจ ทำให้คอเลสเตอรอลสูงขึ้น เพิ่มความเสี่ยงโรคหัวใจ และไขมันในเส้นเลือด พลังงานจากหมูกรอบที่ได้รับก็สูงมากเกินไป ทำให้มีสิทธิ์เป็นโรคอ้วน โรคความดันโลหิตสูง โรคเบาหวาน โรคสมองเสื่อม และโรคมะเร็ง

ไม่เพียงเท่านั้น ยิ่งถ้าหากน้ำมันที่ใช้ทอดเป็นน้ำมันที่ผ่านการใช้ซ้ำมาแล้ว ก็จะยิ่งทำให้เสี่ยงกับการได้รับสารพิษที่เกิดขึ้นจากการเปลี่ยนแปลงของโครงสร้างไขมัน อาทิ สารโพลาร์ที่เป็นตัวก่อให้เกิดความเสี่ยงโรคความดันโลหิตสูง โรคมะเร็งในระบบทางเดินอาหาร โรคหัวใจและหลอดเลือด ขณะที่ไอของน้ำมันที่ทอดซ้ำก็ยิ่งซ้ำเติมให้เกิดปัญหาสุขภาพ อันเนื่องมาจากสารโพลีไซคลิก โฮโดรคาร์บอนด์ (PAHs) ที่มีพิษร้ายแรงเช่นเดียวกับควันจากรถยนต์ ไฟจากการหุงต้ม และควันจากโรงงานอุตสาหกรรม การสูดดมเข้าติดต่อกันนาน ๆ จะทำให้เสี่ยงโรคระบบทางเดินหายใจ โรคมะเร็งปอด และโรคมะเร็งเม็ดเลือดขาว อีกทั้งการรับประทานของทอดบ่อย ๆ ก็ใช่ว่าจะดีกับสุขภาพ เพราะจากการศึกษาพบว่าในอาหารทอดมีสารอะคริลาไมด์ ที่เมื่อสะสมในร่างกายมาก ๆ ก็จะกลายเป็นสารก่อให้เกิดโรคมะเร็งหลากหลายชนิด เช่น มะเร็งตับ มะเร็งเต้านม และมะเร็งปากมดลูก เป็นต้น

นอกจากอันตรายจากน้ำมันที่ทอดและไขมันในหมูกรอบแล้ว ความเค็มที่มาจากการหมักหมูกรอบก่อนนำไปทอดก็ร้ายไม่แพ้กัน เพราะอย่างที่เรารู้ว่า ทั้งเกลือและซีอิ้วต่างก็มีโซเดียมสูงมาก และการบริโภคอาหารที่มีโซเดียมบ่อย ๆ จะทำให้ปริมาณโซเดียมในร่างกายสูงขึ้น และนำปัญหาสุขภาพมาเยี่ยมเยียนแบบไม่ได้นัดหมาย อย่างเช่น โรคไต โรคเบาหวาน โรคมะเร็งกระเพาะอาหาร โรคกระดูก ถ้าคิดว่าโซเดียมในหมูกรอบมีไม่เยอะละก็ บอกเลยว่าคิดผิด เพราะข้าวหมูกรอบเพียง 1 จานก็มีโซเดียมถึง 700-1,000 มิลลิกรัม และเมื่อเทียบในอัตราส่วนของโซเดียมที่ควรได้รับในแต่ละวันซึ่งอยู่ที่ 2,300 มิลลิกรัมต่อวัน ก็ถือว่าเป็นอาหารที่ควรจะอยู่ห่าง ๆ เลยเสียดีกว่า

อันตรายจากหมูกรอบ

ส่วนในเรื่องของผลกระทบของสุขภาพต่อการรับประทานหมูกรอบบ่อย ๆ นั้น รศ. ดร.เจษฎา เด่นดวงบริพันธ์ อาจารย์ประจำภาควิชาชีววิทยา คณะวิทยาศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เองก็ได้มีการสนับสนุนของเท็จจริงเช่นเดียวกัน และได้เปิดเผยไว้ในเฟซบุ๊ก Jessada Denduangboripant ว่า แม้หมูกรอบจะไม่ดีต่อสุขภาพอย่างมาก แต่ถ้าหากรับประทานไม่บ่อยก็จะไม่ส่งผลเสียสักเท่าไร เช่นเดียวกับคำแนะนำของ ดร.ฉัตรภา ที่แนะนำไม่ควรรับประทานเกินสัปดาห์ละ 1-2 ครั้ง และควรรับประทานควบคู่กับอาหารอื่น ๆ ที่มีกากใยสูง เช่นผักต้ม ผักสด และหลีกเลี่ยงการรับประทานหมูกรอบที่นำไปผัดกับน้ำมัน สิ่งที่สำคัญที่สุดคือควรหมั่นออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอเพื่อให้ร่างกายเผาผลาญไขมันสะสมออกจากร่างได้ เพื่อลดปัญหาอ้วนลงพุงค่ะ

แม้ว่าจะเป็นของกินที่อร่อยแต่ได้เห็นโทษแอบแฝงอยู่แบบนี้เลี่ยงการรับประทานไปเลยจะดีกว่า อย่างน้อยเพื่อความปลอดภัยของสุขภาพ หันมารับประทานอาหารที่มีประโยชน์

วันจันทร์ที่ 29 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2559

หลักการกินอาหารแนวอายุรเวท



หลักการกินอาหาร...แนวอยุรเวท

ข้อปฎิบัติในการรับประทานอาหารแนวอายุรเวท

1. อาหารที่รับประทานควรมีรสชาติครบทั้ง 6 รสชาติ 
คือ เปรี้ยว หวาน มัน เค็ม ขม เผ็ด โดยไม่มีการใช้สารปรุงแต่งรสชาติใดๆ ทั้งสิ้น

2. ควรรับประทาน อาหารอ่อนๆ 
แต่รับประทานอาหารบ่อยครั้ง โดยเติมอาหารลงไปในท้องเพียงครึ่งท้อง แล้วเติมด้วยน้ำดื่มอีก 1/4 ส่วน และเหลือที่ว่างไว้สำหรับการย่อยอาหาร

3. ควรรับประทานอาหารมื้อเช้าก่อนเวลา 09.00 น. 
อาหารมื้อกลางวันระหว่างเวลา 12.00-14.00 น. 
และอาหารมื้อเย็นก่อนเวลา 18.00 น. หรือก่อนเข้านอนประมาณ 4 ชั่วโมง

4. อาหารที่รับประทานควรเป็นอาหารปรุงสดใหม่ 
หลีกเลี่ยงอาหารกระป๋องหรืออาหารแช่แข็ง เนื่องจากไม่มีพลังงานพอที่จะช่วยเพิ่มแร่ธาตุให้กับร่างกายได้

5. อาหารที่จะรับประทาน ควรได้รับการเตรียมด้วยความรัก ความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน ความรู้สึกดีต่อกัน 
และหลีกเลี่ยงการทำอาหารหรือเตรียมอาหารด้วยความโกรธ ความฉุนเฉียว หรือแม้แต่ในขณะที่อารมณ์ไม่ดี 

6. ขณะที่รับประทานอาหาร ควรรับประทานอาหารเพียงอย่างเดียว หมายถึงหลีกเลี่ยงการทำกิจกรรมอื่นๆ ประกอบไปด้วย เช่น การดูโทรทัศน์ การฟังเพลงเสียงดัง การโต้เถียง และการเล่นอินเทอร์เน็ต

7. หลีกเลี่ยงการดื่มน้ำเย็นก่อนหรือระหว่างการรับประทานอาหาร ควรใช้การจิบน้ำอุ่นแทน

8. หลีกเลี่ยงการรับประทานอาหารที่ไม่ชอบ เนื่องจากทำให้รู้สึกไม่สบายตัวและไม่สบายใจ

9. หลีกเลี่ยงการรับประทานอาหารที่เข้ากันไม่ได้ดังนี้

- อาหารที่ร้อนและอาหารที่เย็น เช่น ก๋วยเตี๋ยวร้อนๆ กับเครื่องดื่มเย็นๆ เพราะจะทำให้ข้อบวม และตามมาด้วยอาการเจ็บตามข้อ

- การดื่มนมคู่กับผลไม้ที่มีรสเปรี้ยว เนื้อปลา เนื้อสัตว์ และโยเกิร์ต เพราะจะทำให้เรามีกรดในกระเพาะอาหาร

- มันฝรั่งและมะเขือยาวกับไข่และนม, กล้วยและแตงโม หรือผลไม้จำพวกเมลอนต่างๆ

- โยเกิร์ตกับผลไม้รสเปรี้ยว เนื้อสัตว์ ปลา เนยแข็ง และเครื่องดื่มร้อน เพราะจะทำให้เกิดกรดในกระเพาะอาหารและอาการท้องป่อง

- น้ำผึ้ง ไม่ควรถูกทำให้ร้อนหรือปรุงแต่ง

- มะนาวกับแตงกวา นม และโยเกิร์ต

10. สลัดเย็น ไม่ควรรับประทานระหว่างรับประทานอาหารร้อน

11. ไม่ควรรับประทานผลไม้ทันทีหลังรับประทานอาหารมื้อหลักนั้นๆ โดยเฉพาะกล้วยสุกและมะม่วงสุก เพราะเป็นการสร้างน้ำหนักให้ร่างกาย และร่างกายจะอมน้ำ

โดย ทางแพทย์สายพุทธ
Cr : bangkokbiznews.com

ทานผลไม้หลังอาหร ให้โทษหรือประโยชน์???



"ทาน “ผลไม้” หลังอาหาร ให้โทษหรือประโยชน์ อย่างที่ทราบกันว่า ผลไม้ ถือเป็นอาหารที่มีประโยชน์ต่อร่างกาย เพราะผลไม้อุดมไปด้วยวิตามินและแร่ธาตุหลายชนิด การรับประทานผลไม้เป็นประจำจะช่วยทำให้ร่างกายแข็งแรงและมีส่วนช่วยในการ เจริญเติบโต อีกทั้งยังมีสารต้านอนุมูลอิสระ ที่ช่วยป้องกันและลดความเสี่ยงของการเกิดโรคต่าง ๆ รวมไปถึงโรคมะเร็ง แต่สำหรับการกินผลไม้หลังอาหารนั้นแตกต่างออกไป

การวิจัยของคณะผู้ศึกษาในทางโภชนาการและอาหารกลุ่มหนึ่งในสหรัฐอเมริกา โรงพยาบาล LOMALINDA รัฐแคลิฟอร์เนีย สรุปว่า ผล ไม้จะมีกรดซึ่งสามารถช่วยย่อยตัวเองได้ แต่ขณะเดียวกันต้องระวังอย่ากินผลไม้หลังอาหารทันที ต้องรออย่างน้อยหนึ่ง1-2 ชั่วโมง เพราะน้ำย่อยในผลไม้จะไปย่อยอาหารหลักจนสภาพน้ำย่อยหมดความเป็นกรด และทำให้ผลไม้ถูกย่อยและดูดซึมในลำไส้เล็กได้ช้า ซึ่งหากย่อยไม่หมดจะทำให้เกิดการบูด เกิดแก๊สในกระเพาะอาหาร จนเกิดอาการท้องอืดท้องเฟ้อ จุก เสียด แน่นท้อง ดังนั้น ควรกินผลไม้ก่อนอาหารหนักเพราะน้ำกรดในผลไม้จะย่อยได้ง่ายกว่า

ดร. เฮ่อโป๋ เผยผลวิจัยว่าเมื่อผลไม้เข้าสู่ร่างกายจะมีผลเป็นด่าง เช่น ส้มหรือมะนาวที่มีรสเปรี้ยวก็ล้วนเป็นอาหารที่มีความเป็นด่าง สิ่งสำคัญ สำหรับการรับประทานผลไม้คือการรับประทานผลไม้ในเวลาที่ว่างเปล่า เพราะน้ำและกากใยในผลไม้ช่วยในการขับถ่ายของเสียออกจากร่างกาย สามารถช่วยให้น้ำหนักลดได้ หากกินผลไม้แล้วจะกินอาหารอื่นตาม ก็ควรรอเวลาอย่างน้อย 20-30 นาที เพื่อให้ผลไม้ที่กินเข้าไปตกสู่ลำไส้เล็กและดูดซึมสารอาหารจากผลไม้ เข้าสู่ร่างกายได้อย่างเต็มที่ นอกจากนี้ยังทำให้ผิวมีน้ำมีนวลสดใส ร่างกายแข็งแรงและอายุยืนอีกด้วย

ดร.เฮอร์เบิร์ต เอ็ม. เชลตัน ผู้เชี่ยวชาญเรื่องโภชนาการของสหรัฐฯ ที่เน้นว่า อาหารหลักจะใช้เวลาย่อยประมาณ 4 ชั่วโมง ซึ่งหากกินผลไม้ตามลงไปแทนที่จะผ่านไปยังลำไส้เล็กได้เลยก็จะถูกขวางโดย อาหารหลักที่รอย่อยอยู่ คุณค่าของผลไม้จะให้ประโยชน์กับเราไม่เต็มที่ อีกทั้งยังกลายมาเป็นข้อเสีย ต่อสุขภาพ ซึ่งเป็นเรื่องน่าเสียดายที่จะไม่ได้รับคุณค่าของผลไม้อย่างที่ควรจะเป็น

ครั้งต่อไป อดใจรอสัก 1-2 ชั่วโมง ค่อยทานผลไม้ตาม เพื่อให้ร่างกายได้รับประโยชน์อย่างเต็มที่

ฟักข้าวคืออะไร ???




"ฟักข้าวคืออะไร?
ฟักข้าว เป็นไม้เลื้อย เป็นเถาเลื้อยไปได้ทุกที่ ฟักข้าวนี้มีชื่อเรียกกันต่างไป เช่น คนปัตตานีเรียกฟักข้าวว่า ขี้กาเครือ  ผักข้าว คนทางเหนือเรียกมะข้าว ซึ่งมีการเรียกแตกต่างกันออกไป

ถิ่นกำเนิดของฟักข้าว

ฟักข้าว เป็นพืชที่มีอยู่ทั่วไปตามประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ฟักข้าวเป็นเถาเลื้อย มีมือเกาะ แบบเดียวกับตำลึง ใบเป็นใบเดี่ยว รูปหัวใจ หรือรูปไข่ รูปร่างคล้ายใบโพธิ์ ความกว้างยาวเท่ากันประมาณ 6-15 เซนติเมตร ขอบใบหยักเว้าลึกเป็นแฉก 3-5 แฉก ผลของฟักข้าวจะมีรูปร่างกลมรีและผลกลม มีหนามเล็ก ๆ อยู่รอบผล ผลอ่อนมีสีเขียวอมเหลือง เจริญได้เองโดยต้องถูกผสม เป็นต้นไม้แยกเพศ เมื่อผลสุกจะมีสีแดง หรือแดงอมส้ม ภายในมีเมล็ดจำนวนมากเรียงตัวกันคล้ายกันกับเมล็ดแตง



ประโยชน์และสรรพคุณทางยาของฟักข้าว

ในฟักข้าวนั้นมีสารต่อต้านอนุมูลอิสระสูง ช่วยเสริมสร้างภูมิคุ้มกันให้กับร่างกาย นอกจากนี้ยังช่วยในการชะลอวัยยับยั้งการแก่ก่อนวัย ผิวชุ่มชื่นป้องกันการเกิดริ้วรอยแห่งวัย ปัญหาผิวแห้งกร้าน ช่วยปกป้องผิวจากแสงแดด
มีเบต้าแคโรทีนสูงมากๆ และมีไลโคพีนมากกว่ามะเขือเทศ มีสารช่วยบำรุงและรักษาสายตา ป้องกันโรคเกี่ยวกับดวงตา โรคต้อกระจก ประสาทตาเสื่อม สำหรับผู้เป็นโรคหัวใจ ฟักข้าวช่วยป้องกันโรคหัวใจ หลอดเลือดหัวใจ โรคหัวใจขาดเลือด หัวใจตีบ

ไม่ต้องกลัวเป็นโรคมะเร็ง เพราะช่วยป้องกันและช่วยยับยั้งการเกิดลิ่มเลือดในเส้นเลือด ช่วยในการลดไขมันในเส้นเลือด ช่วยป้องกันเส้นเลือดในสมองแตก ซึ่งเป็นสาเหตุของการเป็นอัมพฤกษ์ อัมพาต โรคง่อย มีฤทธิ์ในการต่อต้านมะเร็ง ไวรัส ช่วยยับยั้งระดับน้ำตาลในเลือด และยับยั้งการสังเคราะห์โปรตีน ลดความเสี่ยงของการเกิดโรคมะเร็ง

สำหรับท่านชายต้องกินเลย เพราะฟักข้าวช่วยลดความเสี่ยงของการเกิดโรคมะเร็งต่อมลูกหมาก  ท่านใดผมน้อยก็ใช้ฟักข้าวใช้แช่น้ำสระผม ช่วยทำให้ผมดกดำขึ้น แก้ปัญหาผมร่วง แก้อาการคันหนังศีรษะ รังแค ฆ่าเหาได้อีกด้วย"

วันพุธที่ 24 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2559

วิธีรักษาแผลโรคเบาหวานให้ทุเลา




วิธีรักษาแผลโรคเบาหวานให้ทุเลาลง

1. น้ำมันมะพร้าว 1000 ซีซี หรือ 1 ลิตร
2. ไข่แดงของไข่เป็ดเบอร์ 0 (4-6 ฟอง)
3. เนื้อลูกหมากสดแก่ๆ 2 ลูก
4. สารส้มสตุค่ะ 1 หัวแม่โป้ง

* ใช้ผ้าขาวบาง ปูบนชามแกง
* เอาไข่แดงที่แยกเรียบร้อยแล้ว ใส่ลงบนผ้าขาวบาง แล้วตีให้เป็นเนื้อเดียวกันเบาๆ
* ทุบเนื้อหมาก ให้แตกๆ ใส่ลงไปในผ้าขาวบางที่มีไข่ตีแล้ว
* ใส่สารส้มสตุ ลงไป แล้วผูกผ้าขาวบางให้เรียบร้อย
* เอาน้ำมันมะพร้าวตั้งไฟอ่อนๆ
* เอาผ้าขาวบาง หย่อนลงไป
* รอจนน้ำมันมะพร้าวเดือดปุดๆ แล้วมีน้ำมันไข่แดงออกมา
* สังเกตว่าจะเริ่มมีฟอง ก็ใช้ได้
* น้ำมันยาที่ได้จะมีสีเหลืองๆ อมส้ม
* เอาน้ำมันที่ได้ กรอกใส่ขวดไว้เป็นยาใส่แผล

ข้อดีของการใส่แผลด้วยยาจากน้ำมันมะพร้าวผสมไข่แดง คือ...ไม่ต้องล้างและคว้านแผล
ดังนั้น แผลจะค่อยๆดูดน้ำมันยา เข้าไปหล่อเลี้ยงและฟื้นฟูแผล ตัวที่ประสานแผลคือหมาก สารส้มจะมีฤทธิ์ช่วยดูดหนอง ไข่แดงคือเลซิตินที่ทำให้เซลส์ประสาทงอกขึ้นมาและดึง
ออกซิเจนเข้าแผลได้มากยิ่งขึ้นแผลจะตื้นขึ้นมาเรื่อยๆ แล้วไม่เป็นแผลเป็น
การดูแลผู้ป่วยมีแผลเบาหวาน โดยไม่ต้องไปปลูกถ่ายสเตมเซลส์ ก็ลองวิธีนี้ดูนะครับรักษาดีกว่าแผนปัจจุบัน ที่ต้องขูดแผล ล้างแผลทุกวัน..วิธีนี้ล้างครั้งแรก แล้วหยอดยาได้ตลอด แผลจะค่อยๆตื้นขึ้นมา

ขอขอบคุณ : คุณหมอปรียาภา กำเนิดสิงห์
ภาพ : thaizzaa.blogspot

โพสต์แนะนำ

5 เฮิร์บ แฮร์ เซรั่ม 5 HERB HAIR SERUMผลิตภัณฑ์บำรุงเส้นผม(ไม่ต้องล้างออก)

                                              5 เฮิร์บ แฮร์ เซรั่ม  5 HERB HAIR  SERUM ผลิตภัณฑ์บำรุงเส้นผม(ไม่ต้องล้างออก) ผมห...