วันพุธที่ 30 มีนาคม พ.ศ. 2559

อันตรายจากหมูกรอบ

อันตรายจากหมูกรอบ กินเกินสัปดาห์ละ 2 ครั้ง เสี่ยงโรคเพียบ !


หมูกรอบของโปรดของใครหลาย ๆ คน รู้หรือไม่ว่าถ้ารับประทานบ่อย ๆ ทำเสี่ยงโรคเพียบ อร่อยปากลำบากสุขภาพนะจะบอกให้

อาหารมากมายหลากหลายชนิดที่วางขายตามท้องตลาด ล้วนแต่ล่อตาล่อใจและชวนให้เรารู้สึกอยากรับประทานกันอยู่ไม่น้อย ถึงแม้จะรู้ว่ากินมาก ๆ แล้วก็อาจจะทำให้อ้วน หรืออาจจะส่งผลเสียสุขภาพก็ตาม โดยเฉพาะอาหารทอด ที่เต็มไปด้วยน้ำมัน อย่างหมูกรอบที่บอกได้เลยว่านอกจากแคลอรีที่สูงปรี๊ดแล้ว ถ้ารับประทานเป็นประจำก็อาจส่งผลเสียต่อสุขภาพ นำพาเอาความเสี่ยงโรคภัยต่าง ๆ มาทักทายเพียบ ถ้าอยากจะรู้ว่าอาหารชนิดนี้สามารถทำร้ายสุขภาพได้ขนาดไหนละก็ เรามาดูข้อเท็จจริงที่ผู้เชี่ยวชาญนำมาชี้แจงให้ได้ทราบกันเลยดีกว่าค่ะ

อันตรายจากหมูกรอบ

ดร.ฉัตรภา หัตถโกศล อาจารย์ประจำภาควิชาโภชนวิทยา คณะสาธารณสุขศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล ได้ชี้แจงถึงความเสี่ยงสุขภาพจากการรับประทานหมูกรอบเป็นประจำไว้ในเพจเฟซบุ๊ก Pleasehealth Books และในเอกสารเผยแพร่ความรู้ในโครงการ “รวมพลัง ขยับกาย สร้างสังคมไทย ไร้พุง” เครือข่ายคนไทยไร้พุง ราชวิทยาลัยอายุรแพทย์แห่งประเทศไทยว่า หมูกรอบเป็นอาหารที่ให้พลังงานสูง โดยหมูกรอบเปล่า ๆ เพียง 100 กรัมก็ให้พลังงานถึง 385-420 แคลอรี และมีไขมันถึง 30 กรัม ยิ่งถ้าหากนำไปปรุงเป็นอาหารอื่น ๆ เช่น ไปผัดกับน้ำมันก็จะยิ่งทำให้แคลอรีสูงขึ้น นอกจากนี้ในกรรมวิธีการทำหมูกรอบ เนื้อหมูที่นำมาใช้ก็เป็นหมูสามชั้น และนำมาหมักกับเครื่องปรุงรสต่าง ๆ อาทิ เกลือ ซีอิ้ว แล้วนำไปทอดในน้ำมันท่วม และถ้าหากรับประทานบ่อย ๆ อาจจะส่งผลกระทบต่อสุขภาพได้

อันตรายจากหมูกรอบ

ทั้งนี้ความเสี่ยงสุขภาพที่จะได้รับจากการรับประทานหมูกรอบนั้นก็มาจากหมูสามชั้นที่มีไขมันอิ่มตัวสูง ยิ่งนำไปทอดด้วยน้ำมันก็ยิ่งทำให้ไขมันอิ่มตัวสูงขึ้นกว่าปกติ และไขมันอิ่มตัวนี้ล่ะที่ส่งผลเสียต่อสุขภาพหัวใจ ทำให้คอเลสเตอรอลสูงขึ้น เพิ่มความเสี่ยงโรคหัวใจ และไขมันในเส้นเลือด พลังงานจากหมูกรอบที่ได้รับก็สูงมากเกินไป ทำให้มีสิทธิ์เป็นโรคอ้วน โรคความดันโลหิตสูง โรคเบาหวาน โรคสมองเสื่อม และโรคมะเร็ง

ไม่เพียงเท่านั้น ยิ่งถ้าหากน้ำมันที่ใช้ทอดเป็นน้ำมันที่ผ่านการใช้ซ้ำมาแล้ว ก็จะยิ่งทำให้เสี่ยงกับการได้รับสารพิษที่เกิดขึ้นจากการเปลี่ยนแปลงของโครงสร้างไขมัน อาทิ สารโพลาร์ที่เป็นตัวก่อให้เกิดความเสี่ยงโรคความดันโลหิตสูง โรคมะเร็งในระบบทางเดินอาหาร โรคหัวใจและหลอดเลือด ขณะที่ไอของน้ำมันที่ทอดซ้ำก็ยิ่งซ้ำเติมให้เกิดปัญหาสุขภาพ อันเนื่องมาจากสารโพลีไซคลิก โฮโดรคาร์บอนด์ (PAHs) ที่มีพิษร้ายแรงเช่นเดียวกับควันจากรถยนต์ ไฟจากการหุงต้ม และควันจากโรงงานอุตสาหกรรม การสูดดมเข้าติดต่อกันนาน ๆ จะทำให้เสี่ยงโรคระบบทางเดินหายใจ โรคมะเร็งปอด และโรคมะเร็งเม็ดเลือดขาว อีกทั้งการรับประทานของทอดบ่อย ๆ ก็ใช่ว่าจะดีกับสุขภาพ เพราะจากการศึกษาพบว่าในอาหารทอดมีสารอะคริลาไมด์ ที่เมื่อสะสมในร่างกายมาก ๆ ก็จะกลายเป็นสารก่อให้เกิดโรคมะเร็งหลากหลายชนิด เช่น มะเร็งตับ มะเร็งเต้านม และมะเร็งปากมดลูก เป็นต้น

นอกจากอันตรายจากน้ำมันที่ทอดและไขมันในหมูกรอบแล้ว ความเค็มที่มาจากการหมักหมูกรอบก่อนนำไปทอดก็ร้ายไม่แพ้กัน เพราะอย่างที่เรารู้ว่า ทั้งเกลือและซีอิ้วต่างก็มีโซเดียมสูงมาก และการบริโภคอาหารที่มีโซเดียมบ่อย ๆ จะทำให้ปริมาณโซเดียมในร่างกายสูงขึ้น และนำปัญหาสุขภาพมาเยี่ยมเยียนแบบไม่ได้นัดหมาย อย่างเช่น โรคไต โรคเบาหวาน โรคมะเร็งกระเพาะอาหาร โรคกระดูก ถ้าคิดว่าโซเดียมในหมูกรอบมีไม่เยอะละก็ บอกเลยว่าคิดผิด เพราะข้าวหมูกรอบเพียง 1 จานก็มีโซเดียมถึง 700-1,000 มิลลิกรัม และเมื่อเทียบในอัตราส่วนของโซเดียมที่ควรได้รับในแต่ละวันซึ่งอยู่ที่ 2,300 มิลลิกรัมต่อวัน ก็ถือว่าเป็นอาหารที่ควรจะอยู่ห่าง ๆ เลยเสียดีกว่า

อันตรายจากหมูกรอบ

ส่วนในเรื่องของผลกระทบของสุขภาพต่อการรับประทานหมูกรอบบ่อย ๆ นั้น รศ. ดร.เจษฎา เด่นดวงบริพันธ์ อาจารย์ประจำภาควิชาชีววิทยา คณะวิทยาศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เองก็ได้มีการสนับสนุนของเท็จจริงเช่นเดียวกัน และได้เปิดเผยไว้ในเฟซบุ๊ก Jessada Denduangboripant ว่า แม้หมูกรอบจะไม่ดีต่อสุขภาพอย่างมาก แต่ถ้าหากรับประทานไม่บ่อยก็จะไม่ส่งผลเสียสักเท่าไร เช่นเดียวกับคำแนะนำของ ดร.ฉัตรภา ที่แนะนำไม่ควรรับประทานเกินสัปดาห์ละ 1-2 ครั้ง และควรรับประทานควบคู่กับอาหารอื่น ๆ ที่มีกากใยสูง เช่นผักต้ม ผักสด และหลีกเลี่ยงการรับประทานหมูกรอบที่นำไปผัดกับน้ำมัน สิ่งที่สำคัญที่สุดคือควรหมั่นออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอเพื่อให้ร่างกายเผาผลาญไขมันสะสมออกจากร่างได้ เพื่อลดปัญหาอ้วนลงพุงค่ะ

แม้ว่าจะเป็นของกินที่อร่อยแต่ได้เห็นโทษแอบแฝงอยู่แบบนี้เลี่ยงการรับประทานไปเลยจะดีกว่า อย่างน้อยเพื่อความปลอดภัยของสุขภาพ หันมารับประทานอาหารที่มีประโยชน์

วันจันทร์ที่ 29 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2559

หลักการกินอาหารแนวอายุรเวท



หลักการกินอาหาร...แนวอยุรเวท

ข้อปฎิบัติในการรับประทานอาหารแนวอายุรเวท

1. อาหารที่รับประทานควรมีรสชาติครบทั้ง 6 รสชาติ 
คือ เปรี้ยว หวาน มัน เค็ม ขม เผ็ด โดยไม่มีการใช้สารปรุงแต่งรสชาติใดๆ ทั้งสิ้น

2. ควรรับประทาน อาหารอ่อนๆ 
แต่รับประทานอาหารบ่อยครั้ง โดยเติมอาหารลงไปในท้องเพียงครึ่งท้อง แล้วเติมด้วยน้ำดื่มอีก 1/4 ส่วน และเหลือที่ว่างไว้สำหรับการย่อยอาหาร

3. ควรรับประทานอาหารมื้อเช้าก่อนเวลา 09.00 น. 
อาหารมื้อกลางวันระหว่างเวลา 12.00-14.00 น. 
และอาหารมื้อเย็นก่อนเวลา 18.00 น. หรือก่อนเข้านอนประมาณ 4 ชั่วโมง

4. อาหารที่รับประทานควรเป็นอาหารปรุงสดใหม่ 
หลีกเลี่ยงอาหารกระป๋องหรืออาหารแช่แข็ง เนื่องจากไม่มีพลังงานพอที่จะช่วยเพิ่มแร่ธาตุให้กับร่างกายได้

5. อาหารที่จะรับประทาน ควรได้รับการเตรียมด้วยความรัก ความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน ความรู้สึกดีต่อกัน 
และหลีกเลี่ยงการทำอาหารหรือเตรียมอาหารด้วยความโกรธ ความฉุนเฉียว หรือแม้แต่ในขณะที่อารมณ์ไม่ดี 

6. ขณะที่รับประทานอาหาร ควรรับประทานอาหารเพียงอย่างเดียว หมายถึงหลีกเลี่ยงการทำกิจกรรมอื่นๆ ประกอบไปด้วย เช่น การดูโทรทัศน์ การฟังเพลงเสียงดัง การโต้เถียง และการเล่นอินเทอร์เน็ต

7. หลีกเลี่ยงการดื่มน้ำเย็นก่อนหรือระหว่างการรับประทานอาหาร ควรใช้การจิบน้ำอุ่นแทน

8. หลีกเลี่ยงการรับประทานอาหารที่ไม่ชอบ เนื่องจากทำให้รู้สึกไม่สบายตัวและไม่สบายใจ

9. หลีกเลี่ยงการรับประทานอาหารที่เข้ากันไม่ได้ดังนี้

- อาหารที่ร้อนและอาหารที่เย็น เช่น ก๋วยเตี๋ยวร้อนๆ กับเครื่องดื่มเย็นๆ เพราะจะทำให้ข้อบวม และตามมาด้วยอาการเจ็บตามข้อ

- การดื่มนมคู่กับผลไม้ที่มีรสเปรี้ยว เนื้อปลา เนื้อสัตว์ และโยเกิร์ต เพราะจะทำให้เรามีกรดในกระเพาะอาหาร

- มันฝรั่งและมะเขือยาวกับไข่และนม, กล้วยและแตงโม หรือผลไม้จำพวกเมลอนต่างๆ

- โยเกิร์ตกับผลไม้รสเปรี้ยว เนื้อสัตว์ ปลา เนยแข็ง และเครื่องดื่มร้อน เพราะจะทำให้เกิดกรดในกระเพาะอาหารและอาการท้องป่อง

- น้ำผึ้ง ไม่ควรถูกทำให้ร้อนหรือปรุงแต่ง

- มะนาวกับแตงกวา นม และโยเกิร์ต

10. สลัดเย็น ไม่ควรรับประทานระหว่างรับประทานอาหารร้อน

11. ไม่ควรรับประทานผลไม้ทันทีหลังรับประทานอาหารมื้อหลักนั้นๆ โดยเฉพาะกล้วยสุกและมะม่วงสุก เพราะเป็นการสร้างน้ำหนักให้ร่างกาย และร่างกายจะอมน้ำ

โดย ทางแพทย์สายพุทธ
Cr : bangkokbiznews.com

ทานผลไม้หลังอาหร ให้โทษหรือประโยชน์???



"ทาน “ผลไม้” หลังอาหาร ให้โทษหรือประโยชน์ อย่างที่ทราบกันว่า ผลไม้ ถือเป็นอาหารที่มีประโยชน์ต่อร่างกาย เพราะผลไม้อุดมไปด้วยวิตามินและแร่ธาตุหลายชนิด การรับประทานผลไม้เป็นประจำจะช่วยทำให้ร่างกายแข็งแรงและมีส่วนช่วยในการ เจริญเติบโต อีกทั้งยังมีสารต้านอนุมูลอิสระ ที่ช่วยป้องกันและลดความเสี่ยงของการเกิดโรคต่าง ๆ รวมไปถึงโรคมะเร็ง แต่สำหรับการกินผลไม้หลังอาหารนั้นแตกต่างออกไป

การวิจัยของคณะผู้ศึกษาในทางโภชนาการและอาหารกลุ่มหนึ่งในสหรัฐอเมริกา โรงพยาบาล LOMALINDA รัฐแคลิฟอร์เนีย สรุปว่า ผล ไม้จะมีกรดซึ่งสามารถช่วยย่อยตัวเองได้ แต่ขณะเดียวกันต้องระวังอย่ากินผลไม้หลังอาหารทันที ต้องรออย่างน้อยหนึ่ง1-2 ชั่วโมง เพราะน้ำย่อยในผลไม้จะไปย่อยอาหารหลักจนสภาพน้ำย่อยหมดความเป็นกรด และทำให้ผลไม้ถูกย่อยและดูดซึมในลำไส้เล็กได้ช้า ซึ่งหากย่อยไม่หมดจะทำให้เกิดการบูด เกิดแก๊สในกระเพาะอาหาร จนเกิดอาการท้องอืดท้องเฟ้อ จุก เสียด แน่นท้อง ดังนั้น ควรกินผลไม้ก่อนอาหารหนักเพราะน้ำกรดในผลไม้จะย่อยได้ง่ายกว่า

ดร. เฮ่อโป๋ เผยผลวิจัยว่าเมื่อผลไม้เข้าสู่ร่างกายจะมีผลเป็นด่าง เช่น ส้มหรือมะนาวที่มีรสเปรี้ยวก็ล้วนเป็นอาหารที่มีความเป็นด่าง สิ่งสำคัญ สำหรับการรับประทานผลไม้คือการรับประทานผลไม้ในเวลาที่ว่างเปล่า เพราะน้ำและกากใยในผลไม้ช่วยในการขับถ่ายของเสียออกจากร่างกาย สามารถช่วยให้น้ำหนักลดได้ หากกินผลไม้แล้วจะกินอาหารอื่นตาม ก็ควรรอเวลาอย่างน้อย 20-30 นาที เพื่อให้ผลไม้ที่กินเข้าไปตกสู่ลำไส้เล็กและดูดซึมสารอาหารจากผลไม้ เข้าสู่ร่างกายได้อย่างเต็มที่ นอกจากนี้ยังทำให้ผิวมีน้ำมีนวลสดใส ร่างกายแข็งแรงและอายุยืนอีกด้วย

ดร.เฮอร์เบิร์ต เอ็ม. เชลตัน ผู้เชี่ยวชาญเรื่องโภชนาการของสหรัฐฯ ที่เน้นว่า อาหารหลักจะใช้เวลาย่อยประมาณ 4 ชั่วโมง ซึ่งหากกินผลไม้ตามลงไปแทนที่จะผ่านไปยังลำไส้เล็กได้เลยก็จะถูกขวางโดย อาหารหลักที่รอย่อยอยู่ คุณค่าของผลไม้จะให้ประโยชน์กับเราไม่เต็มที่ อีกทั้งยังกลายมาเป็นข้อเสีย ต่อสุขภาพ ซึ่งเป็นเรื่องน่าเสียดายที่จะไม่ได้รับคุณค่าของผลไม้อย่างที่ควรจะเป็น

ครั้งต่อไป อดใจรอสัก 1-2 ชั่วโมง ค่อยทานผลไม้ตาม เพื่อให้ร่างกายได้รับประโยชน์อย่างเต็มที่

ฟักข้าวคืออะไร ???




"ฟักข้าวคืออะไร?
ฟักข้าว เป็นไม้เลื้อย เป็นเถาเลื้อยไปได้ทุกที่ ฟักข้าวนี้มีชื่อเรียกกันต่างไป เช่น คนปัตตานีเรียกฟักข้าวว่า ขี้กาเครือ  ผักข้าว คนทางเหนือเรียกมะข้าว ซึ่งมีการเรียกแตกต่างกันออกไป

ถิ่นกำเนิดของฟักข้าว

ฟักข้าว เป็นพืชที่มีอยู่ทั่วไปตามประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ฟักข้าวเป็นเถาเลื้อย มีมือเกาะ แบบเดียวกับตำลึง ใบเป็นใบเดี่ยว รูปหัวใจ หรือรูปไข่ รูปร่างคล้ายใบโพธิ์ ความกว้างยาวเท่ากันประมาณ 6-15 เซนติเมตร ขอบใบหยักเว้าลึกเป็นแฉก 3-5 แฉก ผลของฟักข้าวจะมีรูปร่างกลมรีและผลกลม มีหนามเล็ก ๆ อยู่รอบผล ผลอ่อนมีสีเขียวอมเหลือง เจริญได้เองโดยต้องถูกผสม เป็นต้นไม้แยกเพศ เมื่อผลสุกจะมีสีแดง หรือแดงอมส้ม ภายในมีเมล็ดจำนวนมากเรียงตัวกันคล้ายกันกับเมล็ดแตง



ประโยชน์และสรรพคุณทางยาของฟักข้าว

ในฟักข้าวนั้นมีสารต่อต้านอนุมูลอิสระสูง ช่วยเสริมสร้างภูมิคุ้มกันให้กับร่างกาย นอกจากนี้ยังช่วยในการชะลอวัยยับยั้งการแก่ก่อนวัย ผิวชุ่มชื่นป้องกันการเกิดริ้วรอยแห่งวัย ปัญหาผิวแห้งกร้าน ช่วยปกป้องผิวจากแสงแดด
มีเบต้าแคโรทีนสูงมากๆ และมีไลโคพีนมากกว่ามะเขือเทศ มีสารช่วยบำรุงและรักษาสายตา ป้องกันโรคเกี่ยวกับดวงตา โรคต้อกระจก ประสาทตาเสื่อม สำหรับผู้เป็นโรคหัวใจ ฟักข้าวช่วยป้องกันโรคหัวใจ หลอดเลือดหัวใจ โรคหัวใจขาดเลือด หัวใจตีบ

ไม่ต้องกลัวเป็นโรคมะเร็ง เพราะช่วยป้องกันและช่วยยับยั้งการเกิดลิ่มเลือดในเส้นเลือด ช่วยในการลดไขมันในเส้นเลือด ช่วยป้องกันเส้นเลือดในสมองแตก ซึ่งเป็นสาเหตุของการเป็นอัมพฤกษ์ อัมพาต โรคง่อย มีฤทธิ์ในการต่อต้านมะเร็ง ไวรัส ช่วยยับยั้งระดับน้ำตาลในเลือด และยับยั้งการสังเคราะห์โปรตีน ลดความเสี่ยงของการเกิดโรคมะเร็ง

สำหรับท่านชายต้องกินเลย เพราะฟักข้าวช่วยลดความเสี่ยงของการเกิดโรคมะเร็งต่อมลูกหมาก  ท่านใดผมน้อยก็ใช้ฟักข้าวใช้แช่น้ำสระผม ช่วยทำให้ผมดกดำขึ้น แก้ปัญหาผมร่วง แก้อาการคันหนังศีรษะ รังแค ฆ่าเหาได้อีกด้วย"

วันพุธที่ 24 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2559

วิธีรักษาแผลโรคเบาหวานให้ทุเลา




วิธีรักษาแผลโรคเบาหวานให้ทุเลาลง

1. น้ำมันมะพร้าว 1000 ซีซี หรือ 1 ลิตร
2. ไข่แดงของไข่เป็ดเบอร์ 0 (4-6 ฟอง)
3. เนื้อลูกหมากสดแก่ๆ 2 ลูก
4. สารส้มสตุค่ะ 1 หัวแม่โป้ง

* ใช้ผ้าขาวบาง ปูบนชามแกง
* เอาไข่แดงที่แยกเรียบร้อยแล้ว ใส่ลงบนผ้าขาวบาง แล้วตีให้เป็นเนื้อเดียวกันเบาๆ
* ทุบเนื้อหมาก ให้แตกๆ ใส่ลงไปในผ้าขาวบางที่มีไข่ตีแล้ว
* ใส่สารส้มสตุ ลงไป แล้วผูกผ้าขาวบางให้เรียบร้อย
* เอาน้ำมันมะพร้าวตั้งไฟอ่อนๆ
* เอาผ้าขาวบาง หย่อนลงไป
* รอจนน้ำมันมะพร้าวเดือดปุดๆ แล้วมีน้ำมันไข่แดงออกมา
* สังเกตว่าจะเริ่มมีฟอง ก็ใช้ได้
* น้ำมันยาที่ได้จะมีสีเหลืองๆ อมส้ม
* เอาน้ำมันที่ได้ กรอกใส่ขวดไว้เป็นยาใส่แผล

ข้อดีของการใส่แผลด้วยยาจากน้ำมันมะพร้าวผสมไข่แดง คือ...ไม่ต้องล้างและคว้านแผล
ดังนั้น แผลจะค่อยๆดูดน้ำมันยา เข้าไปหล่อเลี้ยงและฟื้นฟูแผล ตัวที่ประสานแผลคือหมาก สารส้มจะมีฤทธิ์ช่วยดูดหนอง ไข่แดงคือเลซิตินที่ทำให้เซลส์ประสาทงอกขึ้นมาและดึง
ออกซิเจนเข้าแผลได้มากยิ่งขึ้นแผลจะตื้นขึ้นมาเรื่อยๆ แล้วไม่เป็นแผลเป็น
การดูแลผู้ป่วยมีแผลเบาหวาน โดยไม่ต้องไปปลูกถ่ายสเตมเซลส์ ก็ลองวิธีนี้ดูนะครับรักษาดีกว่าแผนปัจจุบัน ที่ต้องขูดแผล ล้างแผลทุกวัน..วิธีนี้ล้างครั้งแรก แล้วหยอดยาได้ตลอด แผลจะค่อยๆตื้นขึ้นมา

ขอขอบคุณ : คุณหมอปรียาภา กำเนิดสิงห์
ภาพ : thaizzaa.blogspot

สูตรใบกระเพรา แก้กรดไหลย้อน



สูตรน้ำใบกระเพรา แก้กรดไหลย้อน
(สูตรนพ.เปี่ยมโชค ชลิดาพงศ์)

สูตรน้ำใบกระเพราช่วยบรรเทาอาการกรดไหลย้อน สูตรนี้ได้มาจาก นพ.เปี่ยมโชค ชลิดาพงศ์ ซึ่งวิธีทำน้ำกะเพรา มีดังต่อไปนี้ วิธีทำน้ำกะเพรา

1. นำกะเพรา 1 กำ (ทั้งลำต้นและใบ) ประมาณ 1 ขีด มาล้างให้สะอาดด้วยน้ำจุลินทรีย์ EM (แช่ 1 ช.ม.)หรือน้ำยาล้างผักเพื่อล้างยาฆ่าแมลงออก (ปัจจุบันนี้ พ.ศ. 2553 ผมปลูกต้นกะเพราขาวและต้นกะเพราแดงไว้ที่หน้าบ้านด้วยครับ)

2. ใส่น้ำ 2 – 3 ลิตรลงในหม้อ นำกะเพราใส่ลงไปทั้งหมด ทั้งลำต้นและใบ

3. ปิดฝาหม้อ ใช้ไฟปานกลางค่อนข้างอ่อน ต้มประมาณ 15 – 20 นาที พอน้ำเดือดปุ๊บให้ปิดแก๊สทันที ข้อมูลเพิ่มเติมจากประสบการณ์ของผม หากใช้ไฟอ่อนเกินไป ฤทธิ์ยาในกะเพราจะไม่ออกมา ควรกะปริมาณไฟที่ต้ม ให้น้ำเดือดภายใน 15 – 20 นาที

4. ดื่มหลังอาหาร 1 แก้ว 250 ml (อ่านตรง ปล. ต่อ)

5. ถ้าน้ำกะเพราเย็นลง หรือ ดื่มไม่หมด ไม่ต้องอุ่นหรือต้มซ้ำ ให้แช่เย็นไว้ดื่ม เพื่อไว้ดื่มได้หลายๆวัน ข้อมูลเพิ่มเติม สำหรับคนธาตุเย็น อย่างเช่นตัวผมเอง ผมจะไม่ดื่มน้ำกะเพราเย็น แต่จะตั้งน้ำกะเพราทิ้งไว้ให้หายเย็นก่อน แล้วค่อยดื่ม เพราะหลังรับประทานอาหาร ถ้าผมดื่มน้ำเย็นหรือทานของเย็นๆ ผมจะท้องอืดอาหารไม่ย่อยครับ

ปล.

1. ถ้าใช้กะเพราแดงจะได้ผลดีกว่า

2. จำไว้ว่า กะเพราเป็นสมุนไพรธาตุร้อน ถ้าดื่มน้ำกะเพราไปแล้วเกิดอาการร้อนใน ให้ลดปริมาณน้ำกะเพราลง

3. อาการหนักประมาณ 6 – 8 แก้ว และหลังจากวันแรกที่ดื่ม ถ้าอาการทุเลาให้ลดปริมาณน้ำกะเพราลง ดื่มเฉพาะหลังอาหาร มื้อละ 1 – 2 แก้ว แต่ไม่ควรเกิน 4 แก้วต่อวัน

4. ยาสมุนไพรไทย ใช้เวลารักษานานถึงจะหาย ต้องกินเป็นประจำสม่ำเสมอ โดยไม่ต้องทานยาเคมีสังเคราะห์เข้าช่วยเลย

ขอขอบคุณข้อมูลจาก...หมอบ้านบ้าน / Photo By ohmyveggies.com

#clubคนรักสุขภาพ

วันศุกร์ที่ 29 มกราคม พ.ศ. 2559

22-24 มกราคม 59 บรรยากาศการอบรมเชิงปฏิบัติการล้างพิษและฟื้นฟูสุขภาพองค์รวมด้วยตัวคุณเอง





 



               
















































































กับบรรยากาศสบายๆอบอุ่นเป็นกันเองและมีสุขภาพที่ดีกันทุกๆท่าน จองคอร์ส เจอกันรอบหน้า วันที่ 19-21 กุมภาพันธ์ 2559 นะคะ 
สอบถามรายระเอียดเพิ่มเติมได้ที่
 086 307 9983 /// id line : cheewathum

โพสต์แนะนำ

5 เฮิร์บ แฮร์ เซรั่ม 5 HERB HAIR SERUMผลิตภัณฑ์บำรุงเส้นผม(ไม่ต้องล้างออก)

                                              5 เฮิร์บ แฮร์ เซรั่ม  5 HERB HAIR  SERUM ผลิตภัณฑ์บำรุงเส้นผม(ไม่ต้องล้างออก) ผมห...