วันศุกร์ที่ 9 ตุลาคม พ.ศ. 2558


วิธีแก้ตะคริวหายทันใจ.....

ตะคริว คือ อาการที่จะเกิดขึ้นเมื่อเลือดไหลเวียนไม่สะดวก อาจจะเพราะกล้ามเนื้อเกิดเกร็งตัวกะทันหันเพราะออกกำลังกายมากไปหรือยืนนั่งในท่าเดียวกันนานๆ รวมทั้งคนที่ท้องเสีย อาเจียน หรือเหงื่อออกมากๆ ก็อาจจะเป็นตะคริวได้ เกิดได้จากหลายสาเหตุ เช่น คุณอาจออกกำลังกายมากไปโดยที่ไม่ได้วอร์มกล้ามเนื้อก่อน ถ้าสมาชิกเด็กดีเป็นตะคริว วิธีฉุกเฉินต่อไปนี้จะช่วยบรรเทาความปวดเกร็งให้สมาชิกเด็กดีได้ค่ะ

ถ้าเป็นตะคริวที่น่อง

เหยียดขาข้างที่เป็นตะคริวออกให้สุด ใช้มือข้างหนึ่งประคองส้นเท้าไว้ ส่วนมืออีกข้างค่อยๆ ดันปลายเท้าขึ้นลงอย่างช้าๆ ประมาณ 5 นาที แล้วนวดที่น่องเบาๆ ไม่ควรนวดแรงเพราะกล้ามเนื้ออาจจะบาดเจ็บ ทำให้ตะคริวกลับมาอีกได้

ถ้าเป็นตะคริวที่ต้นขา

เหยียดขาข้างที่เป็นตะคริวออกให้สุด ใช้มือข้างหนึ่งประคองส้นเท้าไว้ ส่วนมืออีกข้างค่อยๆ กดลงบนหัวเข่า แล้วนวดต้นขาบริเวณที่เป็นตะคริวเบาๆ

ถ้าเป็นตะคริวที่นิ้วเท้า

เหยียดนิ้วเท้าตรงและลุกขึ้นยืนเขย่งเท้า เดินไปมาเพื่อให้กล้ามเนื้อคลายตัวจากนั้นค่อยๆ นวดบริเวณนิ้วเท้าเบาๆ

ถ้าเป็นตะคริวที่นิ้วมือ

เหยียดนิ้วมือออกเพื่อให้กล้ามเนื้อและเส้นเอ็นคลายออก จากนั้นก็ค่อยๆนวดนิ้วมือทีละนิ้วเบาๆ

ข้อแนะนำ * คนที่เป็นตะคริวบ่อยๆ ควรรับประทานอาหารที่มีแคลเซียมสูง เช่น นม โยเกิร์ต ชีส และเวลานอนให้ใช้หมอนรองขาไว้เพื่อให้เลือดไหลมาเลี้ยงที่ลำตัวช่วงบน

ขอขอบคุณข้อมูลจาก หนังสือ SPICE UP YOUR LIFE //

วันพุธที่ 30 กันยายน พ.ศ. 2558


อัพเดท 10 โรคเสี่ยงของคนไทย (Health&Cuisine)

          10 โรคร้ายที่เป็นสาเหตุของการเสียชีวิต รวมทั้ง 10 โรคเรื้อรังที่เป็นปัญหาใหญ่ของคนไทย เป็นภัยเงียบที่แฝงมากับการใช้ชีวิตของคนรุ่นใหม่ แม้เราจะรู้จักโรคเหล่านี้มาบ้าง แต่วันนี้เรามาอัพเดทข้อมูลกันดีกว่าค่ะ เพื่อจะได้รู้เท่าทันและป้องกันโรคได้อย่างมีประสิทธิภาพ  
   
 มะเร็งครองแชมป์มัจจุราช

          โรคมะเร็งหากเป็นแล้วมีโอกาสเสียชีวิตสูง โดยเฉพาะรายที่พบในระยะลุกลาม ในประเทศไทย โรคมะเร็งเป็นสาเหตุการตายอันดับ 1 ติดต่อกันมา 5 ปี มีผู้เสียชีวิตประมาณปีละ 50,000 คน เฉลี่ยชั่วโมงละ 6 คน พบผู้ป่วยรายใหม่ปีละประมาณ 70,000 คน และมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ โรคมะเร็งที่พบมากที่สุด 6 อันดับแรกในปี 2547 ได้แก่ มะเร็งตับ มะเร็งปอด มะเร็งเต้านม มะเร็งปากมดลูก มะเร็งลำไส้ใหญ่ และมะเร็งในช่องปาก โดยมะเร็งที่ผู้ชายเป็นกันมากอันดับ 1 ได้แก่ มะเร็งตับ รองลงมาคือ มะเร็งปอดและมะเร็งลำไส้ใหญ่ ส่วนมะเร็งที่พบในผู้หญิงตามลำดับคือมะเร็งปากมดลูก มะเร็งเต้านม และมะเร็งตับ

  แอลกอฮอล์ชนวนโรคกายและโรคใจ

          อย่างที่ทราบกันดีว่า แอลกอฮอล์ เป็นต้นเหตุของอุบัติเหตุกว่า 90 เปอร์เซ็นต์ ทั้งยังเป็นบ่อเกิดของโรคร้ายมากมาย เช่นโรคตับแข็ง มะเร็งตับ ตับอ่อนอักเสบ โรคกระเพาะและกระเพาะรั่ว ภาวะเลือดออกจากทางเดินอาหาร เป็นต้น ซึ่งโรคเหล่านี้มักเป็นเรื้อรังและทำให้ผู้เจ็บป่วยทุกข์ทรมาน ทั้งยังก่อเกิดภาวะแทรกซ้อนในโรคเรื้อรังอื่น ๆ เช่น โรคหลอดเลือดสมอง (เส้นเลือดในสมองแตกหรือตีบ)

  ไขมันในเลือดสูง และโรคหลอดเลือดหัวใจ

          แม้แต่โรคทางจิตก็มีสาเหตุจากแอลกอฮอล์ด้วยเช่นกัน ต้นเหตุการป่วยทางจิต 1 ใน 3 มาจากการติดเหล้า และพบว่าในกลุ่มคนที่มีปัญหาสุขภาพจิตที่ฆ่าตัวตายสำเร็จ 90% เป็นผู้ป่วยโรคซึมเศร้า หรือใช้แอลกอฮอล์ หรือทั้งสองอย่างร่วมกัน โดยผู้ป่วยทางจิตจะมีอัตราการฆ่าตัวตายสำเร็จ สูงกว่าผู้ป่วยทางกายประมาณ 3 เท่าตัว โดยเฉพาะคนติดเหล้ามากๆ จะทำให้เกิดอาการประสาทหลอน เห็นภาพหลอน หูแว่ว หลงผิด หวาดระแวง และคลุ้มคลั่ง

  วัณโรค ภัยในอากาศที่กำลังกลับมา

          ปอดอักเสบ วัณโรค โรคระบบทางเดินหายใจ เป็นกลุ่มโรคเดียวกัน แต่ที่กำลังต้องจับตาเฝ้าระวังเป็นพิเศษ คือวัณโรค ซึ่งเกิดจากเชื้อแบคทีเรียชื่อว่า มายโคแบคทีเรียม ทูเบอร์คูโลสิส (Mycobacterium tuberculosis) ตอนนี้กำลังเป็นปัญหาสาธารณสุขและมีแนวโน้มจะรุนแรงขึ้น จากรายงานขององค์การอนามัยโลกล่าสุดในปี 2549 ระบุว่าพบประชากรโลก 1 ใน 3 หรือประมาณ 2,000 ล้านคนติดเชื้อวัณโรค และมีผู้ป่วย 15 ล้านคน สำหรับคนไทยคาดว่าราว 20 ล้านคนมีเชื้อวัณโรคในตัว พร้อมกำเริบหากสุขภาพทรุดโทรม เช่น สูบบุหรี่ ดื่มเหล้าจัด หรือติดเชื้อเอดส์ ผู้ติดเชื้อวัณโรคเหล่านี้อาจป่วยได้ถึงปีละ 1 แสนคน

          ประเทศไทยมีปัญหาวัณโรคอยู่ในอันดับที่ 18 ของโลกและถือว่าเป็นปัญหาสาธารณสุขอันดับ 6 รองจากมะเร็ง โรคหัวใจ อุบัติเหตุ เอดส์ ไข้เลือดออก ในปี 2549 ตรวจพบผู้ป่วยวัณโรค 58,639 คน ในจำนวนนี้ร้อยละ 70 เป็นผู้ป่วยรายใหม่ที่ตรวจพบเชื้อในเสมหะ ซึ่งสามารถแพร่เชื้อจากการไอจามติดต่อสู่คนรอบข้างได้ ส่วนใหญ่อยู่ในช่วงอายุ 15-44 ปี

          โรคร้ายที่ทำให้ผู้ป่วยเสียชีวิตนั้น มีความสัมพันธ์กับโรคเรื้อรังที่คนไทยประสบ โรคเรื้อรังเป็นโรคที่รัฐบาลเสียค่าใช้จ่ายสูงมาก และก่อให้เกิดโรคร้ายแรงตามมาอีกมากมาย อย่างความดันสูง การรักษาก็ต้องกินยาตลอด โรคเบาหวาน บางคนไม่ดูแลสุขภาพตัวเอง ไม่เคยสังเกต ไม่ตรวจโรคเลย แล้วเมื่อมีอาการเรื้อรัง ก็จะทำให้ไตอักเสบ หรือเกิดอาการไตวายได้

  10 อันดับโรคเรื้อรังที่เป็นปัญหาใหญ่ของคนไทย มีดังนี้

          โรคหัวใจและหลอดเลือด  
          โรคของต่อมไร้ท่อ (โรคกลุ่มเบาหวาน ไทรอยด์ ต่อมหมวกไต)
          โรคระบบกล้ามเนื้อ เส้นเอ็น  
          โรคระบบทางเดินอาหาร  
          โรคระบบทางเดินหายใจ  
          โรคภูมิแพ้    
          โรคระบบประสาทจิตเวช  
          โรคระบบทางเดินปัสสาวะ  
          โรคของปาก หู คอ จมูก    
          โรคผิวหนัง  

 ปรับพฤติกรรมการกิน ป้องกันโรค
         
          โรคเรื้อรังที่ไม่ติดต่อ เช่น เบาหวาน ความดัน หัวใจ หลอดเลือด มีรากฐานมาจากเรื่องน้ำหนักตัว คือถ้าอ้วนแล้วจะมีโรคพวกนี้ตามมา โรคเหล่านี้จะเกิดการเปลี่ยนแปลงภายในร่างกาย ในเรื่องของระดับน้ำตาล กับระดับไขมัน ซึ่งจะค่อย ๆ ก่อตัวขึ้นทีละน้อย ๆ โดยไม่แสดงอาการ คือพอมีอาการบอกว่าเป็นโรคก็แปลว่าสะสมมาหลายปีแล้ว อาจจะ 5 ปี 10 ปีแล้วแต่สภาพร่างกายของแต่ละคน ซึ่งเราจะเห็นว่าการเกิดของมัน เหมือนกับการเกิดของภูเขาน้ำแข็งกว่าจะรู้เราก็แย่แล้ว ดังนั้นทางกระทรวงสาธารณสุขจึงเน้นการป้องกันแต่เนิ่น ๆ เพื่อไม่ให้เกิดปัญหา เพราะในระยะที่เริ่มมีการเปลี่ยนแปลงระดับน้ำตาลหรือไขมัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งระดับน้ำตาล ถ้าเราเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมการกิน ลดน้ำหนักลงมาในคนที่อ้วน โอกาสจะเป็นเบาหวานที่แท้จริงจะน้อยลง แต่ถ้าปล่อยให้เป็นแล้วจะต้องทานยารักษาตัวไปตลอดชีวิต และค่าใช้จ่ายก็ค่อนข้างสูง

          โรคเหล่านี้มาจากพฤติกรรมการบริโภคที่ไม่ถูกหลัก และการไม่ออกกำลังกาย ตอนนี้โรคที่น่าเป็นห่วงที่สุดคือ เบาหวาน คนไทยเป็นกันเยอะขึ้นเกือบจะสิบเปอร์เซ็นต์ และการเกิดของโรครวดเร็วมาก อีกอย่างคือพออ้วนแล้วจะทำให้ระบบต่างๆ ในร่างกาย เช่น ระบบฮอร์โมนเปลี่ยนไป ซึ่งจะเกิดความเสี่ยงต่อการเป็นมะเร็งได้ คีย์สำคัญคือดูแลน้ำหนักตัวอย่าให้อ้วน พยายามทานอาหารที่มีประโยชน์ต่อร่างกาย ถ้าอ้วนลงพุงเมื่อไรโรคต่าง ๆ ที่เราพูดถึงจะเกาะกันมา แล้วก็พยายามเคลื่อนไหวร่างกายให้มากขึ้น อย่างสม่ำเสมอ มีข้อพิสูจน์แล้วจากต่างประเทศว่า สามารถป้องกันการเป็นเบาหวานได้ถึง 58 เปอร์เซ็นต์

          นอกจากนี้ควรปรับวิถีชีวิต และวิธีคิดให้ตั้งอยู่บนพื้นฐานของความพอเพียง เลิกเครียด และพักผ่อนให้เพียงพอ ลองทำดูนะคะ อย่ารอให้ป่วยก่อน เพราะจะสายเกินไป

วันเสาร์ที่ 26 กันยายน พ.ศ. 2558

ถนอมตับไว้ไม่ให้สึกหรอก่อนวัย...


ถนอมตับไว้ไม่ให้สึกหรอก่อนวัย...
ทำยังไงดี ^^

รู้ไหมคะหน้าที่ของตับ เค้าทำอะไรบ้าง
มาดูกันแบบง่ายๆ ค่ะ

"ตับ" เป็นอวัยวะสำคัญ และใหญ่ที่สุดของร่างกายที่มีเพียงหนึ่งเดียว แต่มีหน้าที่สำคัญหลายอย่าง ทั้งทำลายสารพิษต่างๆ ที่เข้าไป
หรือสร้างขึ้นภายในร่างกาย ทำลายหรือทำให้ยาต่าง ๆ ออกฤทธิ์ดีขึ้น สร้างน้ำดี สารที่ทำให้เลือดแข็งตัว และฮอร์โมนหลายชนิด
รวมทั้งมีบทบาทสำคัญต่อภูมิต้านทานของร่างกาย ควบคุมการเผาผลาญและสร้างสารอาหารหลาย ๆ ชนิด เช่น สร้างน้ำตาลกลูโคส กรดอะมิโนและโปรตีน ไขมันทั้งไตรกลีเซอไรด์และโคเลสเตอรอล ทำให้วิตามินทำงานได้ดีขึ้น และเป็นแหล่งสะสมวิตามินหลายชนิด

• เรื่องอารมณ์
ตับรองรับอารมณ์โกรธ โมโห หรือเครียด เมื่อมีอารมณ์เหล่านี้ เซลล์ในตับก็จะตายไปเป็นจำนวนมาก ทำให้ตับเสื่อมเร็วขึ้น

• เรื่องที่เราทำร้ายตับด้วยเครื่องสำอางค์
สิ่งที่เพิ่มภาระให้ตับอีกอย่างคือ การโกรกสีผม ทาเล็บ ใช้ยาสระผม ทาปากด้วยเครื่องสำอางค์ที่มีสารเคมีเจือปนอยู่ สารเคมีจะส่งไปถึงตับโดยตรง แล้วสะสมอยู่เป็นเวลานาน พอตับมีปัญหา ขอบใต้ตาจะดำ อาหารก็ไม่ค่อยย่อย ท้องจะอืด ลมแน่นท้อง เลือดไม่ไปเลี้ยงกระดูกเชิงกราน มดลูกเริ่มโต เจ็บตึงที่ส้นเท้า ผู้ชายก็เป็นต่อมลูกหมากโตได้เหมือนกันค่ะ

วิธีที่ดีที่สุดคือการป้องกัน
- ระวังการกินยา ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารที่อาจมีผลข้างเคียงต่อตับ
- หลีกเลี่ยงเวชสำอางค์ต่างๆที่มีผลต่อตับ มีสารเคมีกับใบหน้า งดใช้ยาสระผมที่มีสารเคมีกับหนังศรีษะ เพราะสารเคมีจะเข้าไปถึงตับได้โดยตรง โดยซึมผ่านเข้าทางเส้นเลือดฝอย
- งดหรือลดการดื่มสุรา
- งดกินปลาดิบ เพื่อป้องกันพยาธิใบไม้ในตับ
- ลดหรือหลีกเลี่ยงอาหารซึ่งจะมี”อัฟลาทอกซิน”ปนเปื้อน

บำรุงตับด้วยสูตรง่ายๆ ในอินเตอร์เนต คือ

1.กินเห็ดสามอย่างขึ้นไปปรุงอาหาร
ห้ามผัดน้ำมัน แต่ใช้กระทิแทนน้ำมัน จะได้ประโยชน์มากกว่า หรือต้มเห็ดแล้วกินแต่น้ำก็ได้ เห็ดช่วยล้างสารพิษ ลดไขมันที่สะสมอยู่ในตับและกระแสเลือด ต่อต้านการก่อตัวของมะเร็ง ลดอนุมูลอิสระ การเกิดซีสต์ ถุงน้ำ เนื้องอก ช่วยสลายเยื่อพังผืดในช่องท้อง อุ้งเชิงกราน มดลูก ทั้งยังช่วยเพิ่มปริมาณเม็ดเลือดขาว
การกินเพื่อล้างพิษตับ ควรกินตั้งแต่สามชนิดร่วมกัน โดยนำมาแช่น้ำให้นิ่ม หั่นเป็นชิ้นเล็ก ๆ แล้วต้มกับมะตูมแห้ง ใบเตย หรืออาจนำไปต้มกับสาหร่ายทะเล ทานแทนซุปร่วมกับอาหารในแต่ละมื้อ

2.กินขมิ้นชันก่อนนอน
เพื่อขับไขมันในตับ ขมิ้นชันจะช่วยบำรุง ฟื้นฟู และล้างสารพิษออกจากตับได้ วิธีที่ง่ายที่สุด คือการกินในลักษณะแคปซูลบรรจุผงสกัด ในเวลาก่อนนอน

3.กินกะหล่ำปลีต่อต้านมะเร็งในตับ
กะหล่ำปลีช่วยเพิ่มสารกลูตาไทโอน ที่ล้างพิษจากควันไอเสียและยา ซึ่งทำให้ตับพิการได้ และยังมีสารอินโดลฟลาโวนอยด์ คาร์บินอล ซัลฟาราเฟน กลูโคซิโนเลต เบต้าแคโรทีน กรดโฟลิก ช่วยต้านการก่อตัวของมะเร็ง บำรุงไต ชะล้างสารพิษ ทำความสะอาดลำไส้ บรรเทาอาการอักเสบจากแผลในสำไส้ บรรเทาอาการแน่นหน้าอก แก้ท้องผูก เจ็บคอ จุกเสียดแน่นท้อง นำมาผสมเป็นค็อกเทลสุขภาพโดยการคั้นสับปะรด แครอท กะหล่ำปลีเข้าด้วยกันบีบมะนาวเพิ่มลงไป แล้วดื่มทันที

4.กินมะขามป้อมแอนตี้ไวรัสตับ
มะขามป้อมอุดมไปด้วยวิตามินซีมากกว่าแอปเปิลถึง 160 เท่า และแม้จะถูกทำให้แห้งหรือแช่เย็นเป็นเวลานาน ๆ เท่าใด วิตามินซีก็จะยังคงอยู่ เพราะมะขามป้อมมีสารเทนนิน และโพลี่ฟีนอลที่ช่วยป้องกันการออกซิไดซ์ของวิตามินซี ซึ่งมะขามป้อมจะช่วยรักษาอาการติดเชื้อไวรัสตับอักเสบบี ป้องกันการเกิดพิษโลหะหนัก ต่อตับ และยับยั้งการเกิดมะเร็งตับได้ การทานมะขามป้อมนั้นก็ง่ายเช่นกัน โดยนำมาคั้นดื่มเหมือนน้ำผลไม้ทั่วไปเลยค่ะ


ขอบคุณข้อมูลจาก สสส.
ภาพทางอินเตอร์เนต

ฝากติดตามเพจ @nita เรื่องราว สาระ เหตุการณ์ มาติดตามกันเยอะๆนะคับ กดเลย
http://line.me/ti/p/%40nita




วันอังคารที่ 22 กันยายน พ.ศ. 2558

7 คุณประโยชน์ของ "ตะไคร้" ที่คุณอาจไม่รู้!!

7 คุณประโยชน์ของ "ตะไคร้" ที่คุณอาจไม่รู้!!
ตะไคร้ สมุนไพรใกล้ครัวที่เรานำมาใช้ปรุงอาหารกันมาอย่างช้านาน มาดูคุณประโยชน์ของมันที่เราอาจไม่เคยรู้
ตะไคร้ เจ้าสมุนไพรที่มีลักษณะเป็นกอ ที่เรานิยมปลูกไว้ตามบ้านและนำมาปรุงอาหาร เป็นสมุนไพรที่มีประโยชน์และช่วยบรรเทาอาการของโรคบางชนิดได้ แต่หารู้หรือไม่ว่าจริง ๆ แล้ว ภายใต้ต้นแข็ง ๆ และใบที่คมของตะไคร้ยังซ่อนคุณประโยชน์เอาไว้มากมายจนคาดไม่ถึง วันนี้เราไปดูประโยชน์ของตะไคร้ที่รู้แล้วต้องทึ่งที่นำมากจากเว็บไซต์allwomenstalk.com กันดีกว่าค่ะ ใครที่ชอบกลิ่นหอม ๆ ของมัน จะต้องยิ่งรักเจ้าสมุนไพรชนิดนี้มากขึ้นกว่าเดิมแน่นอน
1.อุดมไปด้วยวิตามิน
อย่าคิดว่าตะไคร้มีประโยชน์แค่ใช้ปรุงอาหารเท่านั้น เพราะที่จริงแล้วตะไคร้นั้นอุดมไปด้วยวิตามินและแร่ธาตุมากมาย ทั้งวิตามินเอ วิตามินซี และวิตามินบี นอกจากนี้ยังมีโฟเลต แมกนีเซียม สังกะสี ทองแดง ธาตุเหล็ก โพแทสเซียม ฟอสฟอรัส แคลเซียม แมงกานีส โอ้โห้ ... วิตามินเยอะขนาดนี้คราวหน้าเจอตะไคร้ในอาหารก็อย่าเขี่ยทิ้งนะ
2.ช่วยไล่แมลง
นอกจากจะนำมาทำอาหารแล้ว ตะไคร้ยังมีประโยชน์ในการไล่แมลงอีกด้วย เพราะในตะไคร้มีน้ำมันหอมระเหยอยู่ทั้งในใบและในลำต้น ซึ่งน้ำมันหอมระเหยเหล่านี้มีคุณสมบัติในการไล่แมลงได้อย่างดี จึงไม่น่าแปลกใจที่เราจะได้เห็นผลิตภัณฑ์สบู่ ผลิตภัณฑ์ไล่แมลงที่มีส่วนผสมของตะไคร้วางขายอยู่ในท้องตลาดมากมาย ใครที่ชอบกลิ่นตะไคร้ละก็ลองหามาใช้ได้นะคะ
3.ล้างสารพิษ
สำหรับคนที่รักสุขภาพและชอบล้างพิษในร่างกายบ่อย ๆ ไม่ควรพลาดเจ้าตะไคร้เลยค่ะ เพราะว่ามันมีคุณสมบัติในการล้างสารพิษในร่างกายด้วยการทำให้คุณปัสสาวะบ่อยขึ้น เนื่องจากสารเคมีที่อยู่ในตะไคร้จะช่วยทำความสะอาดระบบย่อยอาหาร อย่างเช่น ตับ ตับอ่อน ไต และกระเพาะปัสสาวะ ขับสารพิษและกรดยูริคออกจากร่างกาย ทำให้ระบบย่อยอาหารของคุณสะอาดขึ้น และทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้นค่ะ
4. ช่วยย่อยอาหาร
ตะไคร้ช่วยทำให้ระบบย่อยอาหารทำงานได้ดีขึ้นค่ะ เพราะมีศึกษาหนึ่งพบว่าการดื่มชาตะไคร้จะช่วยในการย่อย ลดอาการปวดท้อง แก้หวัด ลดอาการตะคริวในลำไส้ และท้องเสียได้ นอกจากนี้ยังช่วยป้องกันและลดแก๊สในลำไส้ได้อีกด้วย
5.ช่วยซ่อมแซมและบำรุงระบบประสาท
มีการศึกษาจำนวนไม่น้อยพบว่าตะไคร้สามารถช่วยซ่อมแซมและเสริมความแข็งแรงให้กับระบบประสาทได้ พิสูจน์ได้ง่าย ๆ ด้วยการนำน้ำมันหอมระเหยตะไคร้มาหยดลงบนผิว คุณจะรู้สึกได้ว่ามันอุ่น ๆ ซึ่งมันจะทำให้กล้ามเนื้อของคุณผ่อนคลายมากและลดอาการตะคริวได้ แต่ก็อย่าลืมว่าทุกครั้งที่จะใช้น้ำมันหอมระเหยตะไคร้คุณควรที่จะผสมมันกับน้ำมันตัวพา (Carrier oil) และห้ามใช้น้ำมันหอมระเหยโดยตรงกับผิวเด็ดขาดค่ะ
6.ช่วยรักษาอาการอักเสบ
ตะไคร้สามารถช่วยทำให้คุณรู้สึกผ่อนคลายและบรรเทาอาการปวดต่าง ๆ ได้ นอกจากนี้ยังช่วยลดอาการอักเสบซึ่งเป็นสาเหตุของอาการปวดต่าง ๆ เช่น ปวดฟัน ปวดกล้ามเนื้อ หรือการปวดตามข้อได้อีกด้วย ดังนั้นถ้าหากคุณรู้สึกปวดตามส่วนต่าง ๆ ของร่างกาย ลองหาน้ำมันที่ผสมน้ำมันหอมระเหยตะไคร้มานวดดูนะคะรับรองว่าหายแน่นอน
7.ช่วยบำรุงผิว
ตะไคร้เป็นสมุนไพรที่อุดมไปด้วยสารต้านอนุมูลอิสระ ดังนั้นมันจึงสามารถช่วยบำรุงผิวของคุณได้ ทำให้ผิวของคุณเปล่งประกายความมีสุขภาพดีออกมา แถมยังช่วยทำให้ผิวของคุณดูอ่อนเยาว์อยู่เสมอ และช่วยลดสิวต่าง ๆ ได้อีกด้วย
เห็นไหมคะว่า ตะไคร้เป็นสมุนไพรที่มีประโยชน์ต่อสุขภาพร่างกายมากมาย และเป็นสมุนไพรที่เราไม่ควรละเลย เลยล่ะค่ะ เพราะฉะนั้นถ้าหากอยากมีสุขภาพดีด้วยสมุนไพร ตะไคร้ก็เป็นหนึ่งในตัวเลือกที่ไม่เลวเลย แถมยังสามารถปลูกเป็นพืชสวนครัวในรั้วบ้านได้อีกด้วย

วันพฤหัสบดีที่ 20 สิงหาคม พ.ศ. 2558

6 ผักอันตรายกินดิบไม่ได้

6 ผักอันตราย กินดิบไม่ได้


 ถั่วงอก

"ไฟเตต จะพบมากในพืชตระกูล ถั่ว ไม่ว่าจะเป็นถั่วเหลือง ถั่วลิสง ถั่วเขียว หรืองา ดังนั้นในถั่วงอกดิบจึงมีไฟ เตตสูง ซึ่งเมื่อกินเข้าไปจะ ไปจับแร่ธาตุบางชนิดที่อยู่ในอาหาร ทำให้ร่างกายไม่สามารถดูดซึมแร่ธาตุเหล่านั้นเข้าร่างกาย ร่างกายจะเป็นโรคขาดแร่ธาตุ สารพิษเหล่านี้สามารถทำลายได้โดยการต้ม แต่ถ้าปรุงให้สุกไฟเตตจะสลายไป หรือมีปริมาณน้อยลง โอกาสที่ไฟเตตจะไปดูดซับแร่ธาตุต่าง ๆ จึงน้อยกว่าการรับประทานดิบ ๆ " จึงควรรับประทานถั่วงอกสุกดีกว่าถั่วงอกดิบ แต่ในความเป็นจริงเราต้องรับประทานจำนวนมากจึงเกิดการขัดขวางการดูดซึม ถ้าจะทานดิบก็ควรทานในปริมานพอเหมาะค่ะ

 หน่อไม้

หน่อไม้ดิบมีสารที่จะเปลี่ยนเป็นไซยาไนด์ ที่เป็นพิษได้ จึงต้องต้มในน้ำเดือดนานเกิน 10 นาทีจึงจะปลอดภัยสุดๆ เจ้าสารที่ว่าว่านี้ขื้นอยู่กับสายพันธุ์ของหน่อไม้ และสภาพการปลูก การบรรจุเตรียมขายด้วยค่ะ ใน

กรณีหน่อไม้ปี๊บต้องต้มฆ่าเชื้อก่อนปิดปี๊บอยู่แล้ว ก็ช่วยลดเจ้าสารพิษตัวนี้ไปได้มากๆ โดยปกติเรากินหน่อไม้ เราก็ต้องลวกก่อนอยู่แล้ว ลวกนานๆละกัน อีกเรื่องนึงก็คือโรคโบทูลิซึ่ม กล้ามเนื้ออ่อนแรง เป็นหนักๆก็ไม่มีแรงหายใจเองไม่ได้ ถ้าช่วยไม่ทันก็ถึงตายได้ ถ้าหน่อไม้ปีปนั้นไม่สะอาดจะแฝงเชื้อนี้มากับดิน

  มันสำปะหลัง

รากของมันสำปะหลังดิบมีสาร limanarin ซึ่งสามารถย่อยเปลี่ยนรูป limanarin ได้สารไซยาไนด์ ออกฤทธิ์ยับยั้งการหายใจระดับเซลล์ โดยยับยั้งการขนส่งอิเล็กตรอนในไมโตคอนเดรียทำให้เสียชีวิตได้ในเวลารวดเร็ว สารทั้งสองตัวจะถูกทำลายเมื่อนำมันสำปะหลังมาผ่านความร้อนทำให้สุกก่อนทานค่ะ

 ถั่วฝักยาว

นถั่วฝักยาวดิบด้วยแล้วจะมีแก๊สค่อนข้างสูงโดยเฉพาะแก๊สคาร์บอนไดออกไซด์ ทำให้ท้องอืด ไม่เหมาะกับคนที่มีปัญหาการย่อยและผู้สูงอายุค่ะ

 ผักโขม

ไม่ควรกินดิบเพราะกรดในผักโขมจะขัดขวางการดูดซึมของธาตุเหล็ก คือกรดที่ชื่อว่าออกเซลิค แอซิด อยู่ในตัวมันสูง ทำให้ร่างกายเราไม่สามารถดูดซับธาตุเหล็กนั่นเอง

กระหล่ำปลี

ในกะหล่ำปลีดิบจะมีสารพิษที่เรียกว่า กอยโตรเจน (Goibrogen) ซึ่งเป็นสารที่จะไปกันไม่ให้ต่อมไทรอยด์จับไอโอดีน สร้างเป็น ฮอร์โมนไทร๊อกซิน (Thyroscine) ได้ ซึ่งผลที่เกิดขึ้นคือ จะทำให้เกิดเป็นโรคคอหอยพอก แต่สารพิษเหล่านี้จะถูกทำลายได้ โดยการต้ม จึงควรรับประทานกะหล่ำปลีสุก จะดีกว่ากะหล่ำปลีดิบ ความจริงก็คือถ้าคนๆนั้น มีสภาวะไทรอยด์ก็ควรงดเพราะโอกาสจะเพิ่มอาการ ส่วนคนปกติทานเป็นผักแกล้มกับน้ำพริก หรือลาบก็คงไม่มากเท่าไหร่ ยกเว้นทานเป็นกิโลๆ


ที่มา :teenee.com

วันจันทร์ที่ 10 สิงหาคม พ.ศ. 2558

10 สุดยอดอาหารที่ควรทานทุกวัน

10 สุดยอดอาหารที่ควรทานทุกวัน

ไม่ว่าใคร ๆ ก็ล้วนแล้วอยากจะมีสุขภาพที่ดีไม่ต่างกัน ดังนั้น การดูแลตัวเองด้วยการออกกำลังกาย และการรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ จึงเป็นวิธีง่าย ๆ ที่หลาย ๆ คนเลือกใช้และที่สำคัญ มันให้ผลลัพธ์ที่ดีซะด้วยสิ โดยเฉพาะเรื่องการรับประทานอาหารที่ทำให้สุขภาพดีจากภายใน ยิ่งเป็นสิ่งที่ต้องทำให้ได้ทุกวันเลยล่ะ

อ๊ะ ๆ แต่รู้มั้ยคะว่า นอกจากการรับประทานอาหารครบ 5 หมู่แล้ว หากคุณได้รับประทาน "สุดยอดอาหาร" ในทุก ๆ วันแล้ว ยิ่งทำให้คุณมีสุขภาพดีมากขึ้นไปอีก เอ? ว่าแต่สุดยอดอาหารที่ว่านี้ คืออะไร อิอิ.. ตามไปดูพร้อม ๆ กันเลยค่ะ

1. เบอร์รี่

แม้ว่าผลไม้ตระกูลเบอร์รี่จะเคยเป็นผลไม้ที่หาทานได้ยากในบ้านเรา แต่ในสมัยนี้เห็นจะไม่ใช่อย่างนั้นแล้วล่ะค่ะ เพราะเดี๋ยวนี้เค้ามีขายกันเกลื่อนตามห้างสรรพสินค้า และท้องตลาดบางแห่งด้วยแน่ะ คุณ ๆ รู้ไหมคะว่า ผลไม้ตระกูลเบอร์รี่นั้น ช่วยในเรื่องของระบบย่อยอาหารได้มากเลยทีเดียว แถมยังมีแอนตี้อ๊อกซิแดนท์ช่วยให้ผิวอ่อนเยาว์ และที่สำคัญ ยังมีวิตามิน C ที่ช่วยในเรื่องผิวพรรณและหวัดอีกด้วย

2. ไข่ไก่

ไข่ไก่เป็นสุดยอดอาหารที่หาง่ายมาก ๆ แถมยังราคาถูกอีกแน่ะ คุณ ๆ รู้ไหมว่า ไข่ไก่นั้นเป็นแหล่งของโปรตีนคุณภาพสูง ที่ทำให้คุณได้พลังงานแต่ไม่อ้วน แถมมีประโยชน์ในการบำรุงสายตา อ้อ แถมยังมีลูทีนที่จะป้องกันผิวคุณจากการทำลายของแสงแดดอีกด้วย

3. ถั่ว

ถั่วเป็นแหล่งของเหล็ก ซึ่งเป็นสารอาหารที่ช่วยในการส่งผ่านออกซิเจนจากปอดไปยังเซลล์ต่าง ๆ ของร่างกาย โดยในถั่ว 1 ถ้วย จะให้ธาตุเหล็กประมาณ 16 มิลลิกรัม ซึ่งถือว่าเป็นปริมาณที่สูงเลยทีเดียว นอกจากนี้ ถั่วยังมีไฟเบอร์ช่วยให้ร่างกายขับถ่ายได้ง่ายอีกด้วย

4. อัลมอนต์ แม็คคาเดเมีย และมะม่วงหิมพานต์

เป็นอาหารที่อุดมไปด้วยที่มีประโยชน์ต่อสุขภาพหัวใจ จากการศึกษาของนักโภชนาการ พบว่า ผู้ที่รับประทานเมล็ดพืชเหล่านี้จะมีอายุยืนกว่าผู้ที่ไม่ได้ทานถึง 2 ปีครึ่งเลยทีเดียว นอกจากนี้ ยังมีโอเมก้า 3 เอแอลเอ ที่จะส่งผลให้อารมณ์ดีขึ้น ที่สำคัญยังช่วยลดคอเลสเตอรอลที่ไม่ดีด้วย

5. ส้ม

เป็นแหล่งวิตามิน C คุณภาพ ที่มีประโยชน์ต่อการสร้างเซลล์เม็ดเลือดขาว และช่วยสร้างภูมิต้านทานโรค รวมทั้งยังมีไฟเบอร์สูง เป็นแหล่งของแอนตี้อ๊อกซิแดนท์ ที่จะช่วยปกป้องเซลล์ผิวจากการถูกทำลาย และเสริมสร้างคอลลาเจนในผิว เรียกว่าคุณประโยชน์ครบครันเลยทีเดียว

6. มันเทศ

อาหารที่หาได้ง่าย แถมยังให้ประโยชน์มากมายกับสุขภาพอีก มันเทศเป็นแหล่งเบตาแคโรทีนชั้นดีที่ช่วยในการบำรุงสายตา เสริมสร้างระบบภูมิคุ้มกัน และที่หลาย ๆ คนคิดไม่ถึง คือ มันเทศมีสารต้านมะเร็งสูงอีกด้วยค่ะ

7. บร็อคโคลี่

เป็นแหล่งของวิตามินซี เอ และเค เป็นผักที่มีเบต้าแคโรทีนสูง ช่วยบำรุงสายตา และมีสารไอโซธิโอไซยาเนทส์ (Isothiocyanates) ที่ช่วยต่อต้านมะเร็งปอด รวมถึงมะเร็งกระเพาะปัสสาวะ นอกจากนี้ วิตามินเคยังเป็นสารอาหารที่ช่วยเสริมสร้างความแข็งแรงของกระดูกด้วย

8. ชา

แม้ว่าชาจะเป็นหนึ่งในเครื่องดื่มที่ไม่ได้ให้ผลดีต่อสุขภาพเท่าไหร่ แต่รู้ไหมว่า การดื่มชาในปริมาณที่พอเหมาะ จะช่วยลดความเสี่ยงต่อการเป็นอัลไซเมอร์ มะเร็ง และทำให้สุขภาพฟันและกระดูกแข็งแรงขึ้น เพราะในชานั้นมีสารแอนตี้อ๊อกซิแดนท์ที่เรียกว่า ฟลาโวนอยด์ (flavonoids) ที่ให้ผลลัพธ์ที่ดีต่อสุขภาพ

9. คะน้า

มีสารเบต้าแคโรทีนสูง ช่วยลดความเสี่ยงต่อการเกิดมะเร็งกระเพาะอาหาร มะเร็งลำไส้ มะเร็งปอด รวมถึงมีวิตามินที่ช่วยเสริมสร้างกล้ามเนื้อ สร้างภูมิต้านทานโรคที่ดี นอกจากนี้ยังมีแคลเซียมเสริมสร้างการทำงานของกระดูก

10. โยเกิร์ต

อาหารสุขภาพที่หลาย ๆ คนมักจะซื้อไว้ติดบ้าน เอาไว้ทานยามหิว และนั่นเป็นสิ่งที่ดีแล้วค่ะ เพราะในโยเกิร์ตนั้นมีสารอาหารที่จำเป็นต่อร่างกายมากมาย ไม่ว่าจะเป็น โพแทสเซียม ฟอสฟอรัส สังกะสี วิตามินบี 12 และโปรตีน ดังนั้น ถ้าคุณทานโยเกิร์ตให้ได้วันละ 1 ถ้วย จะทำให้สุขภาพคุณดีอย่าบอกใครเลยล่ะ
ขอขอบคุณข้อมูลจากกระปุกดอทคอม

ติดตามอีกเพจบทความดีๆ ของแอดมินเอง
>>  http://line.me/ti/p/%40feelings

วันเสาร์ที่ 1 สิงหาคม พ.ศ. 2558

ขออนุญาตแนะนำชุดน้ำมันหมักผมและแชมพูสมุนไพร สำหรับผู้ที่มีปัญหาผมหงอกก่อนวัย ผมขาว ผมร่วง ผมบาง ผมมีรังแค ผมทำสี ผมชี้ฟูไม่มีน้ำหนัก ช่วยเร่งการเกิดใหม่ของเส้นผม ผลิตจากสมุนไพรจากธรรมชาติปลอดภัยจากผงฟองสาร SLS ไม่ใช้สาร N70

ขออนุญาตแนะนำ
ขออนุญาตแนะนำชุดน้ำมันหมักผมและแชมพูสมุนไพร สำหรับผู้ที่มีปัญหาผมหงอกก่อนวัย ผมขาว ผมร่วง ผมบาง ผมมีรังแค ผมทำสี ผมชี้ฟูไม่มีน้ำหนัก ช่วยเร่งการเกิดใหม่ของเส้นผม ผลิตจากสมุนไพรจากธรรมชาติปลอดภัยจากผงฟองสาร SLS ไม่ใช้สาร N70 ใช้ได้ทุกเพศทุกวัยชุดละ450บาทราคานี้ยังไม่รวมค่าส่งEMSนะคะสนใจสอบถามรายระเอียด 086 307 9983 , id line : cheewathum



วันอังคารที่ 21 กรกฎาคม พ.ศ. 2558

บทความที่ควรรู้ น่าสนใจจาก หมอบุณย์

จากหมอบุณย์ ยาวหน่อย แต่ดีมากอ่านเถอะนะคะบันทึกน่ารู้

(warning)กินมะเฟือง ให้ตัดสันขอบทิ้ง เพราะ มีสารทำลายไต เกาะอยู่
หมายเหตุ : ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับว่า กินมาก/กินบ่อย

(warning)ถ้าดื่มนม 1 แก้ว ให้ดื่มน้ำตาม 1 แก้ว เนื่องจากนมเป็นโปรตีน ที่ย่อยยาก

(warning)วิตามินซี ในผลมะเฟือง และมะขามป้อม มีคุณภาพสูง แม้ทิ้งไว้ 2-3 วัน ก็ยังไม่เสื่อม แต่วิตามินซี ในผลไม้อื่น จะเสื่อมไปอย่างรวดเร็วเมื่อปล่อยทิ้งไว้

(warning)ถั่วฝักยาว ที่เมล็ดวางเรียงกันห่าง ๆ นั่นแสดงว่า  ชาวสวนฉีดสารเคมี อย่าซื้อ นอกจากนั้น ให้เลี่ยงกินผักอายุสั้น ที่ใช้เวลาปลูก ในระยะสั้น เช่น ผักบุ้งจีน ต้นหอมผักชี ฉีดยากระหน่ำครับ

(warning)กินยาแก้ไมเกรน เป็นประจำต่อเนื่องนาน ๆ อาจทำให้มดลูกโต ตับอักเสบในชาย ผู้หญิงเกิดช็อกโกแลตซีสต์ ที่ผนังมดลูก อาจพัฒนาต่อเป็นมะเร็ง
 
(warning)ผู้หญิง ที่มีประจำเดือน ทั้งหลาย ควรรู้เอาไว้ด้วยว่า ที่เต้านม ของท่าน นั้นมีท่อนมและต่อมเหงื่อ ทั้งหมดนี้ไหลไปในท่ออันเดียวกัน  ขณะกำลังมีรอบเดือน แต่ละเดือน เต้านมของท่านจะ "คัด" หรือ  "แน่นตึง/บีบรัด  ถือเป็นกระบวนการ ขับของเสีย ออกจากร่างกาย ของผู้หญิง แนะนำ ให้งดออกกำลังกายช่วงนี้ เพื่อไม่ให้เหงื่อ และน้ำนม ผสมจับตัวเป็นก้อน เพราะอาจก่อให้เกิด เป็นก้อนมะเร็งเต้านมได้

  (warning)ควรกินขมิ้นชัน ในรูปแบบอาหาร ที่เป็นของร้อน คนสมัยก่อน ใช้ขมิ้นชันสมานลำไส้ และกระเพาะอาหาร เขานำขมิ้นชัน มาตากแดด เมื่อแห้ง จึงนำมาบด เป็นผงนำไปใช้งาน แต่ปัจจุบัน ใช้วิธีอบ ด้วยเตาอบ/ตู้อบ ที่มีอุณหภูมิสูง ทำให้ ยางในเปลือกขมิ้นชัน กลายสภาพเป็นยางเหนียว สุดท้ายแห้งและถูกบดไปในที่สุด เมื่อนำมากิน จะเป็นอันตราย ต่อลำไส้เพราะ ยางเหนียวที่ว่านี้ ไปเกาะที่ผนังลำไส้ นานไป ทำให้ลำไส้อุดตัน และหากกินนานต่อเนื่องเป็นปี พบว่า มีอาการตัวเหลืองถึงขั้นตับวายเลยทีเดียว

(warning)ผู้ที่กินยาลดความอ้วน แม้ผอมลงก็จริง แต่ผลทางลบคือ มวลกระดูกลดลงอย่างมาก หรือผู้ที่กินยาลดคลอเลสเตอรอล แต่สิ่งที่แถมมาคือ
กระดูกบางลง อีกทั้งไขมันไปพอกที่ตับเต็มไปหมด หรือผู้ที่กินยาแก้แพ้อากาศ/ยาภูมิแพ้ เป็นประจำ นานต่อเนื่อง นานหลายปี แต่ได้สิ่งที่แถมมาคือ ก้านสมองแห้ง ส่งผลให้ความจำเสื่อม

(warning)ใช้ยาหยอดตา บางชนิดบางยี่ห้อ อาจทำให้ "นอนไหลตาย" ถ้าผู้ใช้หยอดตา over dose
ขอย้ำ และให้ขีดเส้นใต้ไว้ ณ ที่นี้ด้วยว่า ยาหยอดตา ใดที่ฉลากยา หรือที่แพทย์สั่งให้หยอดยาตาม dose  ก็ให้ทำตามนั้น ท่านอย่าทำมากกว่าที่กำหนด แต่ถ้าเขียนไว้ว่า
"หยอดตาได้บ่อย ๆ " อันนี้ทำได้ แต่ ถ้าไม่เขียนว่าหยอดได้บ่อย ๆ คุณอย่าทำบ่อย ๆ ด้วยอยากจะให้หายเจ็บตา ในยาหยอดตาบางชนิดบางยี่ห้อ มีตัวยาที่เป็นสารเคมี ที่มีผลร้ายแรง ต่อระบบการทำงานของหัวใจ ท่านเชื่อหรือไม่ว่า ไม่มีแพทย์คนใดกล้าพูดเรื่องนี้ มีเพียงหมอบุณย์ คนเดียวที่กล้าพูด แพทย์ส่วนใหญ่ไม่เคยอธิบาย ให้ผู้ป่วยทราบ ถึงอันตราย บอกแต่เพียงว่า "หยอดตาเช้าเย็น" แต่หากแพทย์อธิบาย ผู้ป่วยสักนิด ผู้ป่วยก็จะ ระแวดระวัง ไม่หยอดตามั่ว..

(warning)ทุกวันที่ตื่นนอนตอนเช้า แต่กลับใช้ชีวิต  ให้ตายเร็ว  ด้วยการชงกาแฟ ดื่มแทนอาหารเช้าทุกวัน การดื่มกาแฟตอนเช้าไม่ดี เพราะจะทำให้ ก้านสมองแห้ง ส่งผลให้ การสื่อสารของกระแสประสาท สั่งงานผิดปกติ หัวใจทำงานหนัก ในกระเพาะอาหาร มีความเป็นกรดสูงยิ่งขึ้น นานวัน อาจทำให้ กระเพาะอาหารทะลุได้
แต่ การดื่มกาแฟหลังอาหารเช้า/เที่ยง พอมีประโยชน์ ถือว่า เป็นการดื่มกาแฟ ถูกที่ถูกเวลา การดื่มกาแฟหลังอาหาร เป็นการช่วยย่อยอาหารได้ทางหนึ่ง ฤทธิ์ของคาเฟอีนในกาแฟ ไปกระตุ้นหัวใจ ให้สูบฉีดโลหิตได้เพิ่มขึ้น ช่วยทำให้ โลหิตไปเลี้ยง กระเพาะอาหารได้มากขึ้น จึงช่วยใ ห้กระบวนการย่อยอาหารเป็นไปด้วยดียิ่งขึ้น

(warning)การกินปาท่องโก๋ มีความเสี่ยง เป็นมะเร็งได้ เพราะทอดในน้ำมันร้อน เกิดสารก่อตัวของเมลามีน สะสมในร่างกาย มากเข้า ทำให้เป็นนิ่วในไต  ไตวายเฉียบพลัน อีกทั้งทำลายระบบสืบพันธุ์  ผิวพรรณหยาบด่าง

เชื่อหรือไม่ว่า นมข้นหวาน มีขายที่เมืองไทยชาติเดียวในโลก แล้วก็แพร่กระจายไปยังประเทศข้างเคียง. ขอเรียนว่า นมข้นหวานไม่มีประโยชน์ ต่อร่างกาย เลยสักนิด แถมไม่ใช่อาหารที่ทำมาจากนม ตามที่คนส่วนใหญ่เข้าใจกัน แต่ส่วนประกอบหลัก คือ น้ำมันพืช
ผสม น้ำตาลทราย  นมข้นหวาน จึงอุดมไปด้วยน้ำตาลและไขมัน ซึ่งเป็นสารอาหาร ที่เกือบไม่มีประโยชน์ต่อร่างกายเลย อีกทั้ง เป็นต้นตอของโรคภัยอื่น ตามมาอีกมาก

(warning)ต้นเหตุไมเกรน เริ่มจากตึงที่คอ บ่าไหล่ เกิดจากเลือดไหลไปเลี้ยงสมองไม่สะดวก นอนหมอนสูงไป  นอนดูทีวี นั่งเอนๆ ไหลๆ นั่งทำงาน แต่ละวัน ต่อเนื่อง โดยไม่ผ่อนคลาย ควรลุกจากเก้าอี้ อย่างน้อยทุก 2 ช.ม.
ไม่ว่าจะนั่ง นอน ยืน เดิน จงรักษาแกนกลางร่างกายให้อยู่ในแนวเดียวกัน

(warning)กล้ามเนื้อ ทำให้กระดูกป่วย ตัวกระดูกป่วยเองไม่ได้ เมื่อกระดูกป่วย ก็จะโยงไปถึงระบบประสาท เพราะเส้นประสาท ถูกกระดูกและหมอนรองกระดูก กระทบกระทั่ง สุดท้ายทำให้ปวดโน่น ปวดนี่

(warning)สรุป : อย่านอนหมอนสูง อย่านั่ง/นอนเก้าอี้โยก เก้าอี้ผ้าใบ เปลญวน และอย่านอนดูทีวี การทำเช่นนี้ถือว่าท่าน "หักคอตัวเอง" เมื่อก้นย้อยคอก็เลยหักกลับ เป็นเหตุให้กระดูก/หมอนรองกระดูกไปกระทบกระทั่งเส้นประสาท ทำให้ปวดเอว ไหล่ บ่า คอฯ

(warning)นอนก่อโรค: ใช้หมอนสูงหนุนศีรษะถือว่า "นอนหักคอตัวเอง"  หมอนสุขภาพไม่มีในโลก อย่าหลงเชื่อซื้อมาใช้ เหตุเมื่อเรานอนหลับ ร่างกายเราจะพลิก ท่านอนไปทางไหนก็ได้ เราหลับเราไม่รู้ หมอนประเภทนี้จะล็อคคอไว้
ใช้ไปนานๆ จะทำให้กระดูกต้นคอเสียสมดุล หมอนที่ดี ต้องไม่นิ่มเกินไป ไม่เช่นนั้นศีรษะจะฝังตัว หรือไม่แข็งเกินไป  การนอนบนที่นอนนิ่มมากไปก็ไม่ดี ก้นจะพากระดูกยุบตัว
กระดูกจะเสียสมดุล แต่ก็ไม่ใช่ว่า ทำตัวสุดโต่งโดยหันไปนอน บนกระดานแข็งแทน อันนี้ถือว่าทำตัวตึงไป

(warning)ผู้ที่ชอบนอนตะแคง หากนอนไม่เป็น จะทำให้เกิดเจ็บป่วยได้ เช่น นอนตะแคงซ้าย ถ้าท่านเป็นผู้ที่เอวหนาร่างใหญ่ พบว่าเข่าด้านบนหรือเข่าด้านขวาแทงเป็นหัวลูกศรลงไป เป็นเหตุทำให้ดึงสะโพก ถ้านอนเช่นนี้นานๆ เป็นนิสัยจะส่งผลให้เจ็บที่ใต้ราวนม  หายใจไม่ค่อยออกเพราะช่วงลำตัวบิด อันเนื่องจากน้ำหนัก และขนาดลำตัวที่มากนั่นเอง

(warning)การนอนด้วยท่าใด ติดต่อกันนานๆ ทั้งคืนถือว่านอนก่อโรคเช่นกัน สังเกตไหม วันใดที่ท่านเพลียเหนื่อยมาก ท่านมักนอน ด้วยท่าเดียวท่านั้นนานๆ ไปทั้งคืน แต่ถ้าร่างกายไม่เพลียก็มักเปลี่ยนท่านอนได้บ่อยหลายท่า ท่านอนที่ดีช่วยให้ร่างกายรับอากาศเต็มที่ ตื่นมาสดชื่น
การจะหายใจ นำอากาศให้เข้าสู่ปอด เต็มทั้ง 5 พู (ปอดด้านซ้ายมี3 พู / ด้านขวามี 2 พู  รวม 5 พู) ปอดพูสุดท้ายของด้านซ้าย ลึกลงไปสุด (พูที่ 3)  น้อยมากที่เราหายใจ ลงไปถึงพูนี้ (ถ้าท่าน ไม่ค่อยออกกำลังกาย หรือไม่เล่นกีฬา) นี่แหละที่เขาเรียก กันว่า "หายใจไม่ทั่วปอด"
หรือ "หายใจไม่อิ่ม" เมื่อตื่นขึ่นมา ก็จะไม่สดชื่น ง่วงนอนตอนสายๆ

(warning)ท่านใด ที่กินมะรุมแคปซูลนานต่อเนื่อง 3 เดือน ให้พบแพทย์ตรวจตับ ตับอาจทำงานผิดปกติหรืออักเสบ การหลั่งเอนไซม์ของตับมีปัญหา คนเราเชื่อตามกระแส เชื่อสนิทใจว่า "ดี" ไม่ว่าจะเป็นมะรุมแคปซูล มะระขี้นกแคปซูล และสารพัดสมุนไพรอัดแคปซูล ไม่มีประโยชน์สักนิดเดียวครับ ดีไม่ดีมีสารปนเปื้อน กลายเป็นว่า "กินมะรุม แถมมะเร็ง"
ขอเรียนให้ทราบว่า สมุนไพรเดี่ยว ไม่มีผลในการรักษา อีกทั้ง มะรุมไม่เคยปรากฏ ในตำราแพทย์แผนไทยมาก่อน หรืออาจกล่าวได้ว่า มะรุมเพียว ๆ ไม่มีสรรพคุณทางยา สมุนไพรเดี่ยวรักษาโรคไม่ได้ แต่ถ้ากินเพื่อป้องกัน /รักษาโรคภัยไข้เจ็บได้นั้นจำต้องผ่านกระบวนการ ปรุงตามหลัก เภสัชกรรมจากผู้รู้เสียก่อน ไม่ใช่นำมาบดอัดใส่แคปซูลนำออกขายแล้วกินกันไป เราควรกินอาหารเป็นยา เช่น แกงส้มปลาช่อนมะรุม  แต่ไม่ใช่กินสมุนไพรเดี่ยวแคปซูล ดังที่กล่าว ซึ่งไม่ต่างจากกินขี้เลื่อยครับ

บางส่วนจากหนังสือ ใช้ร่างกายให้ตายเร็วถ้าอยากตายเร็วทำอย่างนี้สิ

โดย แพทย์แผนไทยบุณยพร ยี่มี (หมอบุณย์)

รางวัลระดับโลก : the best Inventor
จากองค์กรทรัพย์สินทางปัญญา ทบวงชำนาญการพิเศษ องค์การสหประชาชาติ  และจากรัสเซียปี 2552

รางวัล Gold Prizeจากเกาหลีใต้ ปี 2552

รางวัล Gold Medalจากสวิสเซอร์แลนด์ และจากคูเวตปี 2554

ยาวมาก แต่อยากให้อ่าน

วันอาทิตย์ที่ 19 กรกฎาคม พ.ศ. 2558

ล้างพิษตับ ดีอย่างไร โดย นพ.บุญชัย อิศราพิสิษฐ์

มะนาว(มะนาว)(มะนาว)เป็นผลไม้ที่มหัศจรรย์ มากที่สามารถฆ่าเซลล์มะเร็งได้เป็น 1หมื่นเท่า มากกว่า-เคโมเทอราฟี ..

_(มะนาว)(มะนาว)(มะนาว)(มะนาว)(มะนาว)(มะนาว)
ที่บ้าน ท่านปลูก มะนาวหรือยัง
ศ.นพ.ธีรวัฒน์ กุลทนันทน์ อดีตคณบดีเเพทย์ศิริราช.ได้แนะวิธี ทำน้ำด่างทานง่าย ๆ
(น้ำมะนาวแช่ใส่น้ำเย็น/โซดา )
ตัดชิ้นบางๆของมะนาว🍋ใส่ในแก้ว(มะนาว)หรือ
โถ แล้วดื่มมันจะกลายเป็นน้ำ
ที่มีความเป็นด่างสูงมาก เชื้อโรคในร่างกายไม่สามารถเติบโตในสภาพที่มีความเป็นด่าง
ดังนั้น การทานน้ำด่างทุกวัน จึงช่วยทำลายเชื้อโรค
ดื่มน้ำด่างจะทำให้มีสุขภาพดีขึ้นมาก
สถาบันทางวิทยาศาตร์อนามัย ระบุว่า นี่คือ
ยาที่มีผลต่อมะเร็งดีเยี่ยมล่าสุดของโลก
มะนาว(มะนาว)(มะนาว)เป็นผลไม้ที่มหัศจรรย์
มากที่สามารถฆ่าเซลล์มะเร็งได้เป็น 1หมื่นเท่า
มากกว่า-เคโมเทอราฟี ..
ทำไมเราไม่รู้เรื่องนี้เลย เพราะว่า
ปฏิบัติการห้องแล็บส่วนใหญ่นั้น
ไม่ยอมพูดเรื่องนี้เพราะ
มันจะทำให้สูญเสียผลประโยชน์อันยิ่งใหญ่ไป
เราท่านทั้งหลายสามารถช่วยเพื่อนท่านได้
ในการบอกให้เขาหรือเธอเหล่านั้น ว่า
(มะนาว)น้ำมะนาวนั้น มีประโยชน์ยิ่งในการป้องกัน
โรคภัยไข้เจ็บ มีรสชาติที่ดี และไม่มีผลข้างเคียงเหมือนการฉีดคีโมฯ คนมากมายอาจตาย
ในขณะที่ความลับที่ป้องกันมะเร็งนี้ได้ถูกเก็บงำเอาไว้
เพื่อไม่ให้ต้องการทำลายผลประโยชน์
นับล้านๆ ของบริษัทยาใหญ่ๆ
ทราบไหมว่า (มะนาวแป้น มะนาวทุกชนิด)
ท่านจะกินมะนาวเหล่านี้ในวิธีต่างๆก็ได้ เช่น
กินเปลือก กินน้ำ หรือคั้น หรือเตรียมเป็นเครื่องดื่มใดๆ ก็ตาม แต่ที่เราชอบ และมันทำได้หลายอย่าง แต่ถ้าดื่มน้ำ(มะนาว)มะนาวผสมกับโซดา
จะทำให้น้ำมะนาว ดูดซึมเข้าร่างกายได้ดียิ่งขึ้น
ที่น่าสนใจ คือ มันขจัด ซีสต์ได้ (ก้อนเนื้อร้าย) ..
ผลไม้ชนิดนี้ พิสูจน์แล้วว่า
สามารถต่อต้านมะเร็งได้ อย่างดีเยี่ยม มีคนกล่าวไว้ว่า
(มะนาว)มันมีผลประโยชน์ในการกำจัดมะเร็งหลายชนิด
(มะนาว)ป้องกันการอักเสบของเชื้อแบตทีเรีย เชื้อราได้
(มะนาว)สามารถที่จะต่อต้านพาราไซส์ที่อยู่ข้างใน
(มะนาว)ทำให้เกร็ดลือดที่สูงเกินไปหรือต่ำเกินไป เข้าสู่ภาวะปกติ
(มะนาว)ทำให้คลายเครียด
(มะนาว)ต่อต้านโรคประสาท (มะนาว)ป้องกันโรคฟุ้งซ่าน
ข่าวสารเรื่องนี้มาจากบริษัทผลิตยาขนาดใหญ่มากกว่า20บริษัทในโลกได้ทำการทดลองเรื่องนี้ผลการทดลองเปิดเผยออกมาได้ว่า
(มะนาว)มะนาวสามารถทำลาย
มะเร็งเนื้อร้ายที่รุนแรงได้ถึง 12 ชนิด โดยเฉพาะอย่างยิ่ง
- มะเร็งลำไส้เล็ก
- มะเร็งเต้านม
- มะเร็งต่อมลูกหมาก
- มะเร็งปอด
- มะเร็งตับอ่อน
(มะนาว)ส่วนผสมของไซทัสหรือมะนาว มีความสามารถในการทำลายมะเร็งได้มากกว่ายาที่ใช้การทำคีโม
ทำให้การเจริญเติบโตของเซลล์มะเร็งหยุดอยู่กับที่(คงที่)
นอกจากนี้มันยังเป็นสิ่งที่น่าประหลาดใจมาก
ในการรักษาด้วยมะนาวนี้ สามารถทำลายต่อต้านมะเร็งได้อย่างรุนแรง โดยไม่มีผลข้างเคียง
มาดื่มน้ำมะนาวกันเถอะ
ส่งให้คนที่. รักนะครับ ถึงเกลียดก็ส่งเถอะได้บุญ ใหญ่หลวงครับ

ข้อดี 10 อย่างของกะปิ รู้เเล้วอึ้ง

ข้อดี 10 อย่างของกะปิ รู้เเล้วอึ้ง
1. บำรุงกระดูก แคลเซียมจะถูกปลดปล่อยจากกะปิถ้าผ่านความร้อน เช่น ตอนปิ้งกะปิหรือทำข้าวคลุกกะปิด้วยข้าวสวยร้อน ๆ ถ้าเบื่อดื่มนมมากก็ขอให้ลองหากะปิมาทานบ้างเพราะให้แคลเซียมมากกว่านมวัวหลายเท่านัก
2. ถูกกับเลือดจาง กะปิมีวิตามินบี 12 ซึ่งต้องได้จากภายนอกเท่านั้ ร่างกายเราสร้างเองไม่ได้ แต่มีในกะปิ วิตามินชนิดนี้ดีกับเลือดมาก หากขาดจะทำให้ป่วยเลือดจางได้เช่นเดียวกับท่านที่กินมังสวิรัติ
3. ไม่ให้ร้างฟัน มีการศึกษาโดยคุณหมอฟันที่มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ว่า กะปิที่ผ่านความร้อนช่วยให้ฟันไม่ผุ ทำให้ชาวใต้ที่รับประทานกะปิและน้ำบูดูบ่อย ไม่ค่อยพบปัญหาฟันผุฟันสึกมากเหมือนพี่น้องภาคอื่น ๆ
4. บำรุงมันปลา มีน้ำมันโอเมก้า 3 ชนิดเดียวกับที่อยู่ในปลาน้ำลึกมาก เพราะเป็นตัวแม่ที่แท้จริงที่สร้างน้ำมันดีชนิดนี้ แถมมีมากและดูดซึมได้ดีด้วย ลองช่วยกินสลับกับปลาสดบ้างก็ดี ไม่ต้องกลัวธาตุเค็ม หรือ โซเดียม เกินจากกะปิ เพราะถ้าเทียบกันแล้วอาหารใกล้ตัวหลายอย่างมีมากกว่า อย่างปลาเค็ม ไส้กรอก แหนมและขนมกรุบ กรอบใส่ผงชูรส
5. หาจุลินทรีย์ เป็นเชื้อดีที่หมักอยู่ในกะปิมีสารพัดจุลินทรีย์ที่ช่วยเป็น ?โปรไบโอติกส์? ในลำไส้ เสริมภูมิให้เชื้อผู้ร้ายไม่มาแผ้วพาน แต่ข้อสำคัญคือต้องเลือกกะปิที่สะอาดดีจริงไม่เช่นนั้นจะกลายเป็นเพิ่มเชื้อร้ายให้ท้องไส้เสียกันไปได้
6. มีป้องกันตา มีแอนตี้ออกซิแดนท์สำคัญคือ แอสตาแซนทิน กินแล้วช่วยคลายเครียดให้ตา ให้ไม่เหนื่อยล้าเมื่อยตา และล้างสนิมแก่ออกจากตาได้ดี
7. พาวิตามินดี นอกจากแสงแดดแล้วกะปิเป็นแหล่งวิตามินดีที่แสนดีที่นอกจากช่วยกระดูกแล้ว ยังช่วยคลายเครียดให้อารมณ์ผ่องใสได้ เพราะคนที่ไร้วิตามินดีมาก ๆ นั้นจะมีอารมณ์ออกไปทางซึมเศร้าเฉาชีวิต
8. ไม่มีเลือดหนืด ด้วยอานิสงส์จากน้ำมันดีในกะปิอีกแล้วที่ช่วยหล่อลื่นให้เลือดไหลปรูดปราดไม่ขาดช่วง ป้องกันการเกิดลิ่มเลือดอุดตันตามที่สำคัญอย่างหัวสมองและหัวใจ ออกฤทธิ์คล้าย ๆ พี่ใหญ่แอสไพรินทีเดียว
9. ไม่จืดความคิด โอเมก้า 3 ช่วยหล่อลื่นให้สมองแล่นไวเหมือนกับได้น้ำมันออโต้ลู้บบำรุงสมอง และน้ำมันในกะปิเป็นของที่ละลายผ่านไขมันได้ดี จะช่วยบำรุงส่วนประสาทที่มีชั้นไขมันเคลือบอยู่ได้มาก
10. พิชิตโรคใจ ทั้งปกป้องห้องหัวใจและป้องกันหัวสมองที่เป็นดั่งดวงใจ ยกเว้นว่าอย่าทานเค็มจัดเกินไปเพราะในกะปิมีตัวช่วยสำคัญคือน้ำมันที่ช่วยหลอดเลือดอยู่ ทั้งในสมองและหัวใจเป็นเสมือนชุมทาง
ขอขอบคุณข้อมูลจาก:โรงพยาบาลราชวิถี

โพสต์แนะนำ

5 เฮิร์บ แฮร์ เซรั่ม 5 HERB HAIR SERUMผลิตภัณฑ์บำรุงเส้นผม(ไม่ต้องล้างออก)

                                              5 เฮิร์บ แฮร์ เซรั่ม  5 HERB HAIR  SERUM ผลิตภัณฑ์บำรุงเส้นผม(ไม่ต้องล้างออก) ผมห...