วันจันทร์ที่ 20 พฤษภาคม พ.ศ. 2556

ตารางเวลา และสถานที่ การจัดคอร์สบ้านชีวาธรรม



คอร์สเดือนสิงหาคม 2556

คอร์สที่ 1 วันศุกร์ที่  9 , 10 , 11

คอร์สที่ 2 วันศุกร์ที่ 16 , 17 , 18 

คอร์สเดือนกันยายน 2556

คอร์สที่ 1 วันศุกร์ที่  20 , 21 , 22

คอร์สที่ 2 วันศุกร์ที่  27 , 28 , 29 

คอร์สเดือนตุลาคม 2556

คอร์สที่ 1 วันศุกร์ที่ 11 , 1 2 , 13

คอร์สที่ 2 วันศุกร์ที่ 18 , 19 , 20

คอร์สเดือนพฤศจิกายน 2556

คอร์สที่ 1 วันศุกร์ที่ 15 , 16 , 17

คอร์สที่ 2 วันศุกร์ที่ 22 , 23 , 24

คอร์สเดือนธันวาคม 2556

คอร์สที่ 1 วันศุกร์ที่ 13 , 14 , 15

คอร์สที่ 2 วันศุกร์ที่ 20 , 21 , 22
สถานที่จัดคอร์ส ไร่อรุณวิทย์รีสอร์ท
www.arunvitresort.com

ค่าใช้จ่าย


ห้องพัก 2 ท่าน / ท่านละ 3,000 บาท

เลข บ/ช ในการโอนเงินให้โทรสอบถามและเช็คห้องก่อน  ติดต่อ คุณชีวาพร 086-307-9983 , 083-011-7824 


ขอความกรุณาหลังโทรจองแล้วกรุณาโอนเงินภายใน 7 วัน ขอบคุณค่ะ





วันพฤหัสบดีที่ 18 เมษายน พ.ศ. 2556

7 อันตราย จากน้ำตาลทราย



         น้ำตาลทรายถึงว่าจะว่าเป็นเครื่องปรุงที่ช่วยเพิ่มรสชาติของอาหารให้น่ารับ ประทานขึ้นแล้ว แต่ว่าหากรับประทานมากเกินไปก็จะทำให้เกิดโทษต่อร่างกายได้ ซึ่งอาจร้ายแรงจนคุณคาดไม่ถึง
     อันตรายที่เกิดขึ้นกับเด็ก
ในเด็กที่กินน้ำตาลมากเกินไปจะทำให้เป็นโรคกระดูกเปราะและฟันผุได้รวมถึงอาจกลายเป็นเด็กที่ไม่สมาธิในสิ่งที่ทำอยู่แล้วก็โกรธง่ายได้

     เสี่ยงทำให้โรคติดเชื้อรุนแรง ที่เป็นเช่นนั้น เพราะเชื้อโรคทุกชนิดใช้น้ำตาลเป็นอาหาร

     ร่างกายไม่สมดุลเนื่องจากการบริโภคน้ำตาลเชิงเดี่ยว ซึ่ง ได้แก่ น้ำตาลทราย น้ำผึ้ง น้ำตาลในน้ำผลไม้ น้ำตาลในนม จะซึมเข้าสู่กระแสเลือดอย่างรวดเร็ว ทำให้เลือดเกิดภาวะเป็นกรดมากเกินไป จนร่างกายไม่สมดุล

     ส่งผลต่อหัวใจ ไต และ ตับ เมื่อน้ำตาลมีมากเกินไป ก็จะกลายเป็นไขมัน ซึ่งจะถูกสะสมไว้ในอวัยวะภายใน และนานวันเข้า อวัยวะเหล่านี้ก็จะถูกห่อหุ้มด้วยไขมัน แล้วน้ำเมือกในร่างกายก็จะเริ่มผิดปกติ ทำให้ความดันเลือดสูงขึ้น

     ส่วนเกินตามร่างกาย ไขมันที่เกิดจากน้ำตาลส่วนเกิน จะถูกสะสมในตับในรูปของไกลโคเจน เมื่อมีมากเกินไปตับจะส่งออกไปยังกระแสเลือด และเปลี่ยนเป็นกรดไขมัน ไปสะสมตามส่วนต่าง ๆ ของร่างกาย เช่น ต้นแขน ต้นขา สะโพก เป็นต้น

     ต้นเหตุเสี่ยงสารพัดโรค การทานน้ำตาลมากเกินไปจะทำให้มีอาการเป็นตะคริวเวลามีรอบเดือนเป็นสิว ผื่น แผลพุพอง ตกกระ แผลริดสีดวงทวารหนัก ไมเกรน เบาหวาน วัณโรค โรคหัวใจ และมะเร็งตับ

     ผลต่อสมอง การทานน้ำตาลมากเกินไปจะมีผลต่อสมองทำให้รู้สึกง่วง หงาว หาว นอน อยู่ตลอด



         รู้แบบนี้แล้วก็ควรคิดให้ดีก่อนทานในมื้อต่อไปนะคะว่า ควรจะบริโภคความหวานแต่พอดีมากกว่าตามใจปากค่ะ










ที่มา ... Woman's Story

เครื่องดื่มยามเช้าที่ดีต่อสุขภาพ







ตื่นเช้ามาเริ่มวันใหม่ให้สดใสกว่าเดิม คงจะดีไม่น้อยถ้าเริ่มต้นด้วยเครื่องดื่มดีๆ สักแก้วเพื่อสุขภาพที่ดี
นมถั่วเหลืองปัจจุบัน นมถั่วเหลืองหาซื้อได้ง่าย และเหมาะสำหรับคนที่รักสุขภาพ เพราะนมถั่วเหลืองเป็นเครื่งดื่มที่ให้โปรตีนที่มีคุณสมบัติเหมือนโปรตีนจาก เนื้อสัตว์

กาแฟกาแฟ เป็นเครื่องดื่มยามเช้าของคนทำงาน เพราะกาแฟช่วยกระตุ้นความสดชื่นและความกระปี้กระเปร่าก่อนลงมือทำงาน นอกจากนี้ยังสามารถช่วยลดความเสี่ยงจากการเกิดนิ่วในถุงน้ำดี มะเร็งลำไส้ใหญ่ ลดอาการหอบในผู้ที่เป็นโรคหอบหืด และเป็นผลดีต่อนักกีฬาในการเพิ่มความทนทานและความอึดในกีฬาที่ต้องใช้เวลา นาน

น้ำมะนาวลอง หาน้ำมะนาวมาดื่มตอนเช้า เพราะในน้ำมะนาวจะมีกรดซิตริก มีวิตามินซีที่นอกจากจะช่วยขับเสมหะ แก้อาการเจ็บคอแล้วยังช่วยให้ร่างกายสดชื่น แถมกลิ่นหอมอ่อน ๆ จากเปลือกที่โดนคั้นยังช่วยให้คุณรู้สึกผ่อนคลายได้ดีอีกด้วย

น้ำผักหรือน้ำผลไม้เป็น เครื่องดื่มที่อุดมไปด้วยวิตามินหลายชนิด โดยเฉพาะวิตามินซี วิตามินเอ โฟลิคแอซิด และแร่ธาตุ เช่น โซเดียม โปแตสเซียม สังกะสี นอกจากนั้นในน้ำผักและน้ำผลไม้ยังมีส่วนผสมของน้ำตาลโดยธรรมชาติ ซึ่งสามารถให้พลังงานแก่ร่างกาย ช่วยให้เราหายเหนื่อย หายเพลีย ทำให้ร่างกายรู้สึกสดชื่น

น้ำหวานคน ที่นอนดึกส่วนใหญ่ยามเช้าของคุณจะมีอาการปวดหัว มึนศีรษะ เกิดอาการเครียดทางประสาท ซึ่งอาจเป็นเพราะร่างกายพักผ่อนไม่เพียงพอ ควรรับประทานอาหารเช้าที่มีแป้งและน้ำตาลซึ่งจะสามารถช่วยได้ โดยเฉพาะน้ำตาลนั้นจะถูกดูดซึมได้ดีและง่าย ดังนั้นน้ำหวานจะทำให้จิตใจสงบ คลายอาการเครียดและมึนงงได้อย่างดี

น้ำขิงสำหรับ คนที่มีอาการเมาค้าง คลื่นไส้ อยากอาเจียน ก็ขอแนะนำน้ำขิงร้อน ๆ สักแก้ว เพราะในขิงมีสารเคมีชนิดหนึ่งที่เรียกว่า จินเจอรอล (Gigerol) ที่เป็นสารเคมีประเภทน้ำมันหอมระเหยที่ให้รสและกลิ่นพิเศษไม่เหมือนใคร จัดอยู่ในกลุ่มแอลกอฮอล์ที่ไม่ทำให้เรารู้สึกมึนเมา แถมยังแก้อาการเมาได้ดี การทำน้ำขิงให้อร่อยนั้น ควรบุบหัวขิงที่ไม่แก่จัดจนเกินไป ต้มด้วยน้ำร้อนพอเดือด อย่าต้มนานเกินไป เพราะขิงจะเสียรสและกลิ่นไปได้


เริ่มด้วยสิ่งดีๆ ต่อสุขภาพของคุณ สดชื่นไปได้ทั้งวันเลย
ที่มา ... Never-Age.com

น้ำมะนาวร้อนดื่มดีช่วยล้างพิษ


ปกติแล้วคนส่วนใหญ่จะชอบดื่มน้ำมะนาวเย็น แต่รู้หรือไม่ว่าการดื่มน้ำมะนาวแบบร้อนก็มีประโยชน์มาก เช่นกัน
เพราะการผสมน้ำมะนาวกับน้ำร้อน นอกจากจะมีปริมาณแคลอรี่ต่ำแล้ว ยังช่วยล้างพิษได้ดี
โดย น้ำ มะนาวร้อนจะช่วยบำรุงตับให้ผลิตน้ำดีออกมาช่วยในการย่อยอาหารให้เร็วขึ้น และยังช่วยขับของเสียที่คั่ง อยู่ในท้อง ซึ่งเป็นสาเหตุของอาการบวมท้องลดลงอีกด้วย
เพื่อให้ได้ผลดีที่สุด ควรดื่มก่อนมื้ออาหาร หรือ ดื่มทันทีหลังจากตื่นนอนตอนเช้า เพื่อทำให้ร่างกายสดชื่นไปในตัว

ที่มา ... Health

แอปเปิ้ลแต่ละสีมีประโยชน์ต่างกัน

แอปเปิ้ล ผลไม้ยอดนิยม นอกจากรูปร่างจะน่ารับประทานแล้ว ยังมีประโยชน์มากมายอีกด้วย แอปเปิ้ลในท้องตลาดมีอยู่หลายสี แต่ละสีก็มีประโยชน์แตกต่างกัน

หลาย คนไม่ชอบทานเปลือกแอปเปิ้ล ซึ่งนั่นผิดมหันต์ เพราะจะทำให้คุณค่าจากสารอาหารที่จะได้รับจากผลไม้ชนิดนี้ ลดลงไปอย่างมาก ประโยชน์ของแอปเปิ้ลที่คุณควรรู้มีดังต่อไปนี้

แอปเปิ้ลที่เห็นตามท้องตลาด มีทั้งเปลือกสีแดง สีชมพู สีเขียว และสีเหลือง แตกต่างกันไปตามแต่ละสายพันธุ์ แต่เนื้อข้างในก็เหมือนกันคือ เป็นเนื้อทรายละเอียดสีขาวนวล ทราบไหมว่า เมื่อรับประทานแอปเปิ้ลโดยไม่ปอกเปลือก 1 ผล จะได้รับพลังงานประมาณ 80 กิโลแคลอรี่ มีวิตามินบี 6 เท่ากับ 0.1 มิลลิกรัม และวิตามินซีมากถึง 7.9 มิลลิกรัม

นอกจากนั้นยังมีสารเบต้าแค โรทีน และเส้นใยไฟเบอร์ ช่วยในเรื่องของการบำรุงหัวใจ ลดคอเลสเตอรอล ลดความดัน ควบคุมปริมาณน้ำตาลในเลือด กระตุ้นการทำงานของสารต้านอนุมูลอิสระ และฆ่าเชื้อไวรัส
แต่ถ้าปอก เปลือกปริมาณสารอาหารดังกล่าวก็จะลดลงไปด้วย มีความเชื่อของฝรั่งกล่าวไว้ว่า การรับประทานแอปเปิ้ลวันละผล ช่วยให้ห่างไกลหมอได้ โดยแอปเปิ้ลแต่ละสีก็มีประโยชน์ต่างกันดังนี้
แอปเปิ้ลสีแดงประโยชน์ที่โดดเด่น คือ มีสารแอนตี้ออกซิแดนต์มากที่สุด และยังมีอิลาสตินและคอลลาเจนที่ดีต่อสุขภาพผิวอีกด้วย

แอปเปิ้ลสีชมพูคุณ ค่าทางสารอาหารที่สำคัญคือ มีสารฟิโนลิกมากที่สุด ซึ่งสารตัวนี้ช่วยยับยั้งการเกิดฝ้าและชะลอความแก่ นอกจากนั้นยังมีฟลาโวนอยด์ที่ช่วยเพิ่มการดูดซึมวิตามินซี ทำให้ผนังหลอดเลือดฝอยแข็งแรง ลดการอักเสบ ลดไข้ รวมทั้งช่วยป้องกันเลือดออกตามไรฟันได้อีกด้วย

แอปเปิ้ลสีเขียวมี รสเปรี้ยวอมหวาน ช่วยในเรื่องการควบคุมน้ำหนักได้ดี เพราะมีน้ำตาลน้อย และมีสารอิลาสตินและคอลลาเจนเช่นเดียวกัน ช่วยให้ผิวแข็งแรงและยืดหยุ่นได้ดี

แอปเปิ้ลสีเหลืองมีสารเควอร์ซิติน ช่วยลดความเสี่ยงต่อการเกิดโรคมะเร็ง โรคหลอดเลือดหัวใจ และต้อกระจก

ที่มา ... Never-Age.com

พิษของไขมัน .. ไม่รู้ไม่ได้แล้ว





     สาวๆ ที่ถือคติว่าความสวยที่แท้จริงอยู่ที่จิตใจ จากนั้นก็เลยหยิบทุกอย่างที่ขวางหน้าเข้าปากแบบไม่กลัวพะโล้ ควรจะหันมาสนใจกับปริมาณไขมันกันได้แล้ว เพราะโทษของไขมันนั้นร้ายกว่าที่คุณคิด
     หลังจากที่เข้าสู่ร่างกาย ไขมันจะไปเกาะอยู่ตามผนังลำไล้ กระเพาะอาหาร ตับ ม้าม ทำให้อวัยวะทั้งหมดนี้ทำงานได้ไม่ดี จากนั้นอาการต่อไปนี้จะตามมา

    1. ถ้าเกาะที่ถุงน้ำดี จะทำให้คุณกลายเป็นแม่สาวนกฮูกนอนไม่หลับ อารมณ์ฉุนเฉียว เกิดนิ่วในไต สายตาเสื่อม และปวดเมื่อยตามร่างกาย

    2. ถ้าเกาะที่ม้าม จะทำให้ม้ามโต จากนั้นสาวๆ จะเหนื่อยง่าย อ่อนเพลียตลอดเวลา จะออกไปเฮ้ามันส์ฮาที่ไหนก็ไม่ไหวแล้วล่ะ

    3. ถ้าเกาะไต ทำให้ไตเสื่อม ความจำไม่ดี ขี้ลืม เรียนรู้อะไรใหม่ๆ ไม่ได้และเป็นคนขี้หนาว

    4. ถ้าเกาะที่ลำไส้เล็ก ลำไส้เล็กจะดูดซึมวิตามินไม่ได้เต็มที่ ทำให้คุณเป็นหวัดง่าย ภูมิแพ้จะตามมา ที่สำคัญมันจะทำให้สาวสวยอย่างเรากลั้นปัสสาวะไม่อยู่ .. ความสวยไม่ช่วยอะไรจริงๆ !!

  
  5. ถ้าเกาะที่ม้าม ม้ามมีหน้าที่แปรสภาพอาหารเป็นสิ่งต่างๆ ตามแต่ร่างกายจะต้องการ แต่ถ้าม้ามทำงานได้ไม่ดี มันจะเปลี่ยนสารอาหารเกือบทั้งหมดให้เป็นไขมัน ความอ้วนก็จะมาเองโดยที่คุณไม่ต้องเชิญ

    6. ถ้าเกาะที่หลอดเลือด ไขมันจะไปอุดตันทำให้เลือดไปเลี้ยงสมองได้ไม่เต็มที่ ทำให้มึนงง สมองเสื่อม อาจจะเป็นอัลไซเมอร์ ผมหงอก เป็นลมง่าย

 
ที่มา ... spicy

วันพฤหัสบดีที่ 28 มีนาคม พ.ศ. 2556

คำเตือนจากหลักสูตรล้างพิษตับ

หลักสูตรการล้างพิษ 8 อ. (ล้างลำไส้, ถุงน้ำดี และตับ)ของชาวอโศกในเวลานี้ถือได้ว่าเป็นที่กล่าวขานถึงผลลัพธ์ที่ออกมาว่า ทำให้หลายคนมีสุขภาพดีขึ้นกว่าเดิมอย่างไร? 

โดยเฉพาะโรคที่เกี่ยวกับตับและถุงน้ำดีโดยตรง เช่น นิ่วในถุงน้ำดีหลายคนไม่ต้อง ไปผ่าตัดเพราะนิ่วเหล่านั้นได้ลดลงหรือหายไประหว่างเข้าหลักสูตร และโรคไวรัสตับอักเสบ ชนิดบีที่แพทย์แผนปัจจุบันรักษาไม่หาย แต่เมื่อเข้าหลักสูตรแล้วตรวจดูผลในห้องแลบของแพทย์แผนปัจจุบันพบว่าสามารถ ทำให้อาการดีขึ้นอย่างน่าอัศจรรย์ ยังไม่นับความเจ็บป่วยในโรคอื่นๆที่มีอาการดีขึ้นภายหลังระบบดูดซึมในลำไส้ ดีขึ้น และการทำงานของตับดีขึ้น จึงทำให้ภูมิต้านทานของร่างกายฟื้นตัวขึ้นมาด้วย
ผลลัพธ์ที่ปรากฏข้างต้นนี้เองทำให้ผู้ที่เข้าอบรมหลักสูตรได้บอก ต่อและกล่าวขานออกไปจนกระทั่งมีคนรอเข้าหลักสูตรล้างพิษของสถานปฏิบัติธรรม ชาวสันติอโศกจนล้นในทุกหลักสูตร โดยเฉพาะที่โรงเรียนผู้นำที่ จ.กาญจนบุรี ซึ่งถือว่าใกล้กรุงเทพมหานครมากที่สุด และศีรษะอโศกซึ่งเป็นแหล่งรวมของผู้ริเริ่ม ค้นคว้า วิจัย และผสมผสานองค์ความรู้เรื่องหลักสูตรล้างพิษ รวมถึงสถานที่ของเอกชนที่ได้รับการยอมรับว่าจัดหลักสูตรได้มาตรฐานและหรู ขึ้นมาหน่อยของคุณชญาบุญ เพชรพรหม (คุณกอบ) ที่ธัญสมุย เกาะสมุย จ.สุราษฎร์ธานี ได้มีคนรอเข้าหลักสูตรและมีผู้ให้ความสนใจเป็นจำนวนมากเช่นกัน
liver
หลายคนมีความรู้หน่อย ก็สามารถค้นคว้าหาข้อมูลเองได้ในอินเตอร์เน็ททั้งหลักสูตรในประเทศ และต่างประเทศ และหลายคนเมื่อค้นคว้าแล้วก็สามารถทำเองได้เองที่บ้านเช่นกัน “หากคนๆนั้นมีสภาพร่างกายแข็งแรง” ประการหนึ่ง และ“มีความเข้าใจถึงเหตุผลถ่องแท้ของแต่ละขั้นตอนในหลักสูตร” เป็นอีกประการหนึ่ง
บางคนเมื่อศึกษาหาข้อมูลแล้วก็สามารถไปปฏิบัติเองได้และได้ผลดี บางคนก็ไม่ได้ผลดี และบางคนก็เข้าหลักสูตรเพียงไม่กี่ครั้งแล้วออกมาเปิดหลักสูตรเองทำในเชิง พาณิชย์บ้าง จนเปิดศูนย์ประเภทนี้เกิดขึ้นมากมายในหลายจังหวัด มีทั้งที่ทำถูกต้องมีมาตรฐานและมีผู้เชี่ยวชาญครบถ้วนดีก็ไม่ใช่น้อย แต่มีทั้งทำแบบมั่วๆและไม่รู้จริงก็มีมากเช่นกัน
จนหลายคนไม่รู้ว่าหากผู้ที่ไปปฏิบัติเองก็ดี หรือไปเปิดหลักสูตรเองก็ดี หากไม่ได้มีความเชี่ยวชาญจริง หรือรู้จริง แม้จะแอบอ้างใช้ชื่อหลักสูตรว่า “สูตร อ.ขวัญดิน” ก็ จะเป็นอันตรายได้ในบางกรณี และอาจอันตรายจนถึงขั้นทำให้เสียชีวิตได้ด้วย หากไม่มีผู้ที่เชี่ยวชาญและมีความรู้จริงในเรื่องนี้คอยรับมือกับสถานการณ์ ที่คาดไม่ถึง
ด้วยเหตุผลนี้ผมจึงได้สัมภาษณ์และรวบรวมกรณีศึกษาของ อ.ขวัญดิน สิงห์คำ ซึ่งมีส่วนสำคัญในการริเริ่มจัดหลักสูตรล้างพิษแบบบูรณาการของ ศีรษะอโศก และคุณชญาบุญ เพชรพรหม (คุณกอบ) ที่ ธัญสมุย เกาะสมุย จ.สุราษฎร์ธานี ซึ่งจัดหลักสูตรเป็นที่ยอมรับว่ามีมาตรฐานและมีความเชี่ยวชาญสูง ไว้เพื่อเป็นคำเตือนสำหรับผู้ที่คิดจะล้างพิษด้วยตัวเอง หรือจัดหลักสูตรล้างพิษของตัวเองให้ได้ทราบดังนี้
ประการแรก ผู้ที่มีโรคเรื้อรังและร้ายแรง เช่น ความดันโลหิตสูง โรคหัวใจ โรคเบาหวาน โรคไต มะเร็งระยะสุดท้าย ไม่ควรทำด้วยตัวเองโดยปราศจากผู้เชี่ยวชาญโดยเด็ดขาด
ประการที่สอง ปัญหาที่สำคัญยิ่งกว่าคือคนที่เป็นโรคเหล่านี้บางคน ไม่เคยตรวจสุขภาพมาก่อน ดังนั้นผู้ที่ล้างพิษด้วยตัวเองด้วยเหตุผลนี้ผู้ที่คิดจะปฏิบัติหลักสูตรนี้ ด้วยตัวเองควรตรวจสุขภาพของตัวเองให้แน่ใจเสียก่อนว่าปราศจากโรคเหล่านี้ หรือ สำหรับคนที่จัดหลักสูตรล้างพิษซึ่งไม่สามารถตรวจสุขภาพอย่างละเอียดของผู้ เข้าหลักสูตรได้ จะต้องมีผู้เชี่ยวชาญรับมือกับสถานการณ์ของโรคเหล่านี้ได้จริงเท่านั้น
เพราะในระหว่างปฏิบัติตามหลักสูตรล้างพิษมีโอกาสเหมือนกันสำหรับผู้ที่มี โรคความดันโลหิตสูงจะมีความดันสูงเพิ่มขึ้นเมื่อได้รับน้ำมันมะกอกหรือ ดีเกลือ
ผู้ที่เป็นเบาหวานอาจน้ำตาลสูงขึ้นหลังดื่มน้ำผลไม้รสหวานเช่น น้ำแอปเปิ้ลจำนวนมาก
ผู้ที่เป็นโรคหัวใจในระหว่างอดอาหารหัวใจอาจเต้นเร็วขึ้นมากกว่าปกติ จนเป็นอันตรายได้หากไม่มีการดูแลอย่างใกล้ชิด (คำแนะนำจาก รศ.นพ.สำเริง รัตนระพี)
ผู้ที่มีโรคไตจะเกิดอาการบวมได้ทันทีเมื่อดื่มดีเกลือ
แม้แต่คนที่ไม่มีโรคร้ายอะไรมาก แต่อาจเกิดอาการในทางแพทย์แผนไทยเรียกว่า “ลมตีขึ้น” ในระหว่างหลักสูตร หากไม่มีผู้เชี่ยวชาญระดับสูงด้านการกดจุดคลายเส้นที่ถูกต้องอย่างทันท่วงที ก็อาจเกิดอาการจุก หรือหายใจไม่ออก และเสียชีวิตได้
ประการที่สาม เพื่อความปลอดภัยผู้ที่คิดจะทำเองควรจะต้องเข้าหลักสูตรที่ถูกต้องด้วยตัว เอง 3 ครั้งขึ้นไปเพื่อดูอาการของตัวเองที่อาจเกิดขึ้น และประเมินอีกครั้งว่าสามารถทำเองที่บ้านได้หรือไม่
แต่หลายคนที่มีสุขภาพแข็งแรงแต่ต้องการเอาพิษออก แม้เข้าหลักสูตรเพียงแค่ครั้งเดียวหรือเพียงแค่ศึกษาด้วยการอ่านจนเข้าใจก็ สามารถทำเองได้ที่บ้านโดยปราศจากปัญหาใดๆ
แต่บางคนเข้าหลักสูตรเพียงไม่กี่ครั้งแล้วไปจัดหลักสูตร หรือรับจัดหลักสูตรโดยที่ไม่มีความเชี่ยวชาญจริง แล้วบอกว่าไม่เคยเกิดปัญหาอะไรนั้น ก็เพราะมีความ”โชคดี”เท่านั้นที่ยังไม่พบกับกรณีที่เป็นปัญหาวิกฤติ ดังนั้นจึงต้องไม่ประมาท
ในขณะที่ผู้ที่ต้องการเปิดหลักสูตรเอง ได้รับคำแนะนำว่าควรจะเข้าหลักสูตรที่ถูกต้องหลายครั้ง อย่างน้อย 6 ครั้งขึ้นไป เพื่อศึกษาการรับมือกับสถานการณ์ที่ไม่คาดคิดในกรณีต่างๆอย่าง ละเอียด ถึงแม้กระนั้นก็ยังจำเป็นต้องมีผู้เชี่ยวชาญที่รู้จริงด้านการแก้ไขปัญหาโดย เฉพาะการคลายเส้นและกดจุดประจำหลักสูตรเพื่อรับมือกับโรคลม ปวดหัว อาเจียน อยู่ดี
ประการที่สี่ หลักสูตรล้างพิษที่จัดขึ้นนี้เหมาะสำหรับผู้ที่ยังมีกำลังเท่านั้น ไม่ให้ทำในขณะอ่อนเพลีย และอย่าฝืนในสภาพร่างกายที่ไม่สามารถรับได้
จากประสบการณ์ของผู้ที่จัดหลักสูตรล้างพิษ คุณชญาบุญ เพชรพรหม (คุณกอบ) ผู้ จัดหลักสูตร ที่ธัญสมุย เกาะสมุย จ.สุราษฎร์ธานี ซึ่งเรียนและมีประสบการณ์นวดแผนไทยมากว่า 15 ปี ผ่านหลักสูตรสุขภาพของหมอเขียวมามาก และล้างพิษและทำการทดลองด้วยตัวเองและช่วยเหลือคนอื่นมาอย่างมากมาย ได้บอกเล่าถึงประสบการณ์ตรงพร้อมให้คำแนะนำตัวอย่างที่เคยเกิดขึ้นในศูนย์ ล้างพิษที่ธัญสมุย ดังนี้
1. สำหรับผู้จะล้างพิษด้วยตัวเอง แนะนำว่าอย่าใช้ลิดท็อกซ์ เพราะอาจทำให้เกิดการซ่านพิษ (อาการโรคเดิมจะกลับมาประทุตามร่างกายอีกครั้ง) ดังนั้นผู้ที่จะดื่มลิดท็อกซ์ควรจะต้องมีประสบการณ์ผ่านศูนย์อบรมมา แล้วอย่างน้อย 3 ครั้ง เพราะพอกวาดล้างยาลิดท็อกซ์หากไม่รู้วิธี แก้ไขอาการซ่านพิษจะทำให้เกิดอันตรายได้ จึงต้องมีคนดูแลซึ่งเป็นผู้เชี่ยวชาญเท่านั้น ดังนั้นหากต้องการล้างพิษแนะนำให้ดื่มดีเกลือเช้าเย็น หรือยาถ่ายของไทยประเภทอื่นจะปลอดภัยกว่า
2. หากทำเองหรือจัดหลักสูตรเอง แนะนำว่าอย่าอดอาหารเกินหลักสูตรจะเป็นอันตรายต่อร่างกายจนไม่สามารถรับได้
3. สำหรับคนที่เป็นโรคไต อย่ากินดีเกลือมิเช่นนั้นตัว จะบวม คนที่ฟอกไตแล้วเข้าหลักสูตรนี้ไม่ได้ ให้กินข้าวต้มเปล่าๆกับเกลือมาแล้ว 2 อาทิตย์ หลังจากนั้นไม่ต้องอดอาหาร แต่ให้งดเนื้อสัตว์ ไม่ต้องดื่มน้ำมันมะกอกกับมะนาว และใช้เฉพาะการสวนล้างลำไส้อย่างเดียวพอ
4. หากเกิดอาการลมตีขึ้น แนะให้แก้ตามขั้นตอน ไล่ลมกดจุดตามหน้าผากและขมับตามวิชานวดแผนโบราณ และหากความดันโลหิตสูงตัวบน (ช่วงหัวใจบีบตัว) ขึ้นสูงเกินกว่า 150 มม.ปรอท ไม่ให้ดื่มน้ำมันมะกอกโดยเด็ดขาด จำเป็นต้องให้ยาลดความดัน หรือหากดื่มดีเกลือหรือน้ำมันมะกอกแล้วความดันสูงขึ้น สามารถกดจุดลดความดันได้ด้วยการไล่ลมกดลมตรงช่องท้อง 4 จุด และจุดอู่เก๋อ (ระหว่างนิ้วโป้งกับนิ้วชี้) และช่วงหน้าอกตอนบน และคลายเส้นตลอดทั้งตัว
เมื่อความดันตัวบนลดลงจนลงเหลือไม่เกิน 130-140 มม.ปรอทแล้ว จึงถือว่าอยู่ในเกณฑ์ปลอดภัยที่จะดื่มน้ำมันมะกอกต่อได้
5. เนื่องจากยาที่ล้างพิษไม่ว่าจะเป็นลิดท็อกซ์ หรือ ยาถ่ายที่มีดีเกลือ จัดเป็นยาฤทธิ์ร้อน หากเกิดอาการ “หอบหืด” ให้ใช้น้ำย่านางสกัด แล้วใช้น้ำมันเขียวฤทธิ์เย็น (ของหมอเขียว)ดับความร้อนแล้วไล่ลม กดตรงปลายคิ้วบริเวณขมับให้เลือดขึ้นถึงศีรษะให้ได้
6. คนที่เป็นโรคกรดไหลย้อน ห้ามล้างพิษเองโดยเด็ดขาด เพราะขณะดื่มน้ำมันมะกอก จะทำให้ลมตีขึ้นจุกแน่นและตัวนิ่ง ปกติต้องนำตัวส่งโรงพยาบาลและหากไม่มีความรู้เสี่ยงถึงขั้นเสียชีวิตได้ เว้นแต่มีผู้ที่เชี่ยวชาญสามารถไล่ลมจนฟื้นตัวได้เท่านั้น
7. หากกินยากวาดลำไส้ ลิดท็อกซ์ แล้วเกิดอาการเวียนหัว อาเจียน วิธีแก้ก็คือ ดึงผมเพื่อให้เลือดดึงมาที่ศีรษะได้ กดหน้าผาก รีดขึ้นไปจากคอไปถึงกระหม่อม คลายเส้นจากไหล่ไล่ขึ้นบนจนไปถึงคอและกระหม่อม หากไม่หยุดอาเจียนให้หยุดการล้างพิษทันที
8. อย่ากินน้ำมันมะกอกเกิน 150 ซีซี (หมายถึงน้ำมันมะกอก 150 ซีซี +น้ำมะนาว 150 ซีซี) เพราะไม่เช่นนั้นจะทำให้แน่นหน้าอกข้างในร้อนลามไปถึงบริเวณใบหน้าและ อาเจียนในที่สุด
หากดื่มน้ำมันมะกอกหลัง 22.30 ไม่ต้องซ่อมใหม่เพราะจะไม่ได้ผล จะซ่อมใหม่ดื่มอีกครั้งหากอาเจียนไม่เกิน 22.30 น.เท่านั้น
9. น้ำแอปเปิ้ลดื่มมากไป (เกินลิตรครึ่ง)ท้องจะอืด ดังนั้นให้ดื่มวันเดียวเท่านั้น ให้สลับดื่มน้ำแอปเปิ้ล, น้ำมะพร้าว, น้ำมะขาม คนเป็นเบาหวานไม่ให้ดื่มน้ำแอปเปิ้ล และให้ดื่มน้ำมะละกอแก่ผสมมะละกอห่ามแทน
10. การดื่มน้ำด่างให้ใช้ค่า pH ในช่วง 9.0-9.5 เท่านั้น หากสูงมากกว่านั้นจะทำให้มึนศีรษะ
11. น้ำมันมะกอกผสมน้ำมะนาวดีที่สุด หากจะผสมน้ำผลไม้อย่างอื่นให้ใช้ส้มเช้ง หรือ ส้มโอ ดีกว่า เพราะมีฤทธิ์เย็น
12. การใช้น้ำมากไปเช่น 1,500 ซีซี ในการดีท็อกซ์สวนล้างลำไส้จะทำให้จุกและอาเจียนลมจะตีขึ้นอยู่ด้านบน ดังนั้นให้ใช้แต่พอดีตัว
13. สำหรับคนหิวจะเป็นลมจนมือสั่น เพราะร่างกายขาดคาร์โบไฮเดรต แนะนำให้ดื่มน้ำข้าวกาบา (ข้าวกล้องงอก)เป็นซุป ประมาณ 1 ถ้วยกาแฟ ร่างกายก็จะหยุดสั่นและฟื้นตัว แม้ว่าพิษจะออกน้อยหน่อยแต่จะปลอดภัยกว่า โดยเฉพาะคนหัวใจเต้นเร็วมากเกินไปหรือเป็นโรคหัวใจ อย่าฝืนอดอาหารจนสภาพร่างกายรับไม่ได้
14. ตามหลักสูตรของสันติอโศก ทุกขั้นตอนมีความสำคัญเพราะเป็นการบูรณาการองค์ความรู้ แม้แต่การแช่เท้าในน้ำก็มีความสำคัญเพื่อให้ระบบไหลเวียนเลือดดีขึ้นมีผลต่อ ระบบการทำงานในระหว่างการขับพิษออกจากร่างกาย
15. คนที่ถ่ายมากและหมดแรงต้องลดดีเกลือลงตามสภาพร่างกาย การทำทุกอย่างจะต้องมีการประเมินสภาพร่างกายของแต่ละคนที่ไม่เหมือนกัน
16. ในบางกรณีมีคนเป็นโรคติดเชื้อในกระเพาะอาหารมีเลือดออกจะต้องไม่ให้ดื่มน้ำมันมะกอก และ รักษาให้หายอาการติดเชื้อก่อนแล้วจึงค่อยมาเข้าหลักสูตร สำหรับคนที่เป็นโรคกระเพาะอาหารใช้เทคนิคเอาน้ำจากต้นกล้วย (ใช้ช้อนเสียบเข้าไปในต้นกล้วยรับน้ำจากต้นกล้วย)เพื่อมารับประทานเคลือบ กระเพาะอาหาร จะช่วยทำให้อดอาหารได้ และสามารถช่วยเสริมด้วยการนำกล้วยน้ำว้ามาตากแดดบดให้เป็นผงใช้ชงดื่มได้
ที่กล่าวมาข้างต้นก็เป็นเพียงตัวอย่างของปัญหาที่ต้องแก้ที่มี ความหลากหลายของแต่ละบุคคล จึงเป็นตัวอย่างให้ตระหนักว่า “หากร่างกายไม่แข็งแรงอย่าล้างพิษโดยปราศจากความรู้” และ “อย่าจัดหลักสูตรโดยขาดผู้เชี่ยวชาญรู้จริง”
ดังนั้นจึงขอแนะนำในโอกาสนี้ว่าผู้ที่จะเข้าหลักสูตรล้างพิษขอให้เข้าหลักสูตรโดยเลือกศูนย์ที่มีมาตรฐานเท่านั้น!!!!
ที่มา Manager Online

ประโยชน์จากการล้างพิษตับ

ตับเป็นอวัยวะที่สามารถซ่อมแซม และ ฟื้นฟูตัวเองได้ดีกว่าอวัยวะอื่น  ขบวนการกำจัดสารพิษที่ตับ  หรือ  การล้างพิษตับ  เป็นอีกวิธีหนึ่งที่จะช่วยให้ตับฟื้นฟูตัวเองได้เร็วขึ้น
ประโยชน์ที่ได้รับจาการล้างพิษตับ
  1. ช่วยสร้างเอนไซม์ชนิดต่าง ๆ หลายชนิดในร่างกาย  ที่จะช่วยตับในการกำจัดสารพิษ
  2. ป้องกันเซลล์ตับถูกทำลายจากสารพิษ  สารเคมี และ แอลกอฮอล์
  3. ช่วยให้ตับฟื้นตัวเร็วขึ้น  เร่งการขับสารพิษออกจากร่างกาย  ปกป้องตับจาการทำเคมีบำบัดในผู้ป่วยมะเร็ง
  4. ทำให้ตับผลิตกลูต้าไธโอนได้ดีขึ้น  ซึ่งกลูต้าไธโอนเป้นสารต้านอนุมูลอิสระประสิทธภาพสูง  เซลล์ตับจึงไม่ถูกทำลายจากอนุมูลอิสระ
  5. ช่วยเสริมระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายให้แข็งแรง
  6. ช่วยให้ร่างกายสามารถรีไซเคิลสารต้านอนุมูลอสระตัวอื่น ๆ กลับมาใช้ใหม่ได้  เช่น  วิตามินซี
  7. ช่วยลดการสะสมของไขมันที่ตับ  และ ลดการเกาะตัวของไขมันที่ผนังหลอดเลือด
  8. ช่วยป้องกันมะเร็ง  ที่เชื่อว่าเกิดจากภูมิคุ้มกันอ่อนแอ  และการสะสมสารพิษในเซลล์ร่างกาย
  9. ช่วยในการซ่อมแซมเซลล์ และ คืนความสดชื่นให้กับเซลล์ทั่วร่างกาย
  10. ช่วยเสริมสร้างความแข็งแรงของเนื้อเยื่อในร่างกาย  โดยเฉพาะที่เกี่ยวข้องกับผิวหนัง  คอลลาเจน  อิลาสติน  เส้นเอ็น และความแข็งแรง-ยืดหยุ่นของหลอดเลื้อด
 

วันพุธที่ 9 มกราคม พ.ศ. 2556

กินดื่มควบคุมกรดด่าง


กินดื่มควบคุมกรดด่าง


ก็เป็นผู้หญิงนี่คะ เรื่องการดูแลสุขภาพ และร่างกายให้แข็งแรง สวยใสน่ะ ถือเป็นหน้าที่หลักของชีวิต ที่สาวเราเต็มใจปฏิบัติกันอยู่แล้ว จริงมั้ย?
หลายคนยอมเสียเงิน ซื้อผลิตภัณฑ์ประทินผิวแสนแพงมาใช้ เพื่อหวังปรนนิบัติผิวพรรณให้ผุดผ่อง แต่เชื่อมั้ยคะ ว่าคุณอาจไม่ต้องทุ่มทุนจ่ายหนัก แบบที่กล่าวมาข้างต้นเลย เพียงถ้าคุณจะลองปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการรับประทานอาหารและการดื่มน้ำเท่า นั้น!

ภคนิจ ศรัทธา ผู้จัดการฝ่ายฝึกอบรมศูนย์สุขภาพผิวแห่งหนึ่ง ได้อธิบายธรรมชาติของหนุ่มสาววัยทำงานในปัจจุบันว่า มักละเลยการดูแลสุขภาพ จนเมื่อร่างกายเริ่มอ่อนแอนั่นแหละถึงจะรู้ตัว

?ส่วนมากคนในช่วงอายุประมาณ 25 - 40 ปี จะเป็นช่วงวัยทำงาน สร้างเนื้อสร้างตัว จนบางครั้งอาจจะเกิดความเครียด เวลาในการจะดื่มน้ำ หรือเข้าห้องน้ำอาจจะน้อยมาก แต่ก็ไม่ได้ใส่ใจ แต่พอช่วงวัย 40 ไปแล้ว ถึงจะเริ่มนึกถึงสุขภาพร่างกาย เพราะว่าร่างกายมันเริ่มฟ้องแล้ว อย่างเช่น ผิวพรรณที่ดูไม่ผ่องใส ความอ่อนล้า ไม่มีแรง รู้สึกเหนื่อยง่าย หายใจไม่ค่อยสะดวก แล้วก็รู้สึกเครียดง่าย?

หลักการเลือกรับประทานอาหาร เพื่อสุขภาพที่ ดี 
?คนเราจะสุขภาพดีได้ ไม่ควรจะทานอาหารเกิน 3 - 4 มื้อต่อวัน โดยนับเป็นครั้งค่ะ ระหว่างมื้อก็นับเป็นครั้งด้วย เพราะร่างกายต้องย่อย ต้องดื่มน้ำ ต้องทานอาหารเข้าไปเหมือนกัน และต้องคำนึงด้วยว่า อาหารของเราแต่ละมื้อทั้งเช้า กลางวัน เย็นนั้น เราทานครบ 5 หมู่หรือไม่?

นอกจากจะแนะว่าควรรับประทานอาหาร 3 - 4 มื้อ ครบทั้ง 5 หมู่แล้ว ผู้เชี่ยวชาญด้านผิวพรรณ ภคนิจบอกว่า เท่านั้นยังไม่พอค่ะ เพราะถ้าจะให้ร่างกายได้รับปริมาณอาหารที่เหมาะจริงๆ ควรคำนึงถึงเรื่องสัดส่วนการรับประทานอาหาร เพื่อให้ร่างกายได้รับกรด - ด่างในปริมาณที่เหมาะสมด้วย

?ในเชิงทฤษฎี ศาสตร์ของเรื่องอาหารและน้ำดื่มเราจะแบ่งประเภทอาหารและน้ำดื่มออกเป็น 2 ประเภทด้วยกันคือ ประเภทที่เป็นกรด (Acid) กับประเภทที่เป็นด่าง หรืออัลคาไลน์ (Alkaline)?

หากแยกอาหารใน 5 หมู่ที่เราคุ้นเคยออกมาเป็นกรด-ด่าง จะสามารถแยกได้ดังนี้ 
โปรตีน (Protein) นม ไข่ เนื้อสัตว์ และถั่วต่างๆ เมื่อร่างกายย่อยแล้วจะกลายเป็นกรด
คาร์โบไฮเดรต (Carbohydrate) ข้าว แป้ง เผือก มัน น้ำตาล เมื่อร่างกายย่อยแล้วจะกลายเป็นกรด
ไขมัน น้ำมัน ไขมันจากพืชและสัตว์ เมื่อร่างกายย่อยแล้วจะกลายเป็นกรด
ผัก เมื่อร่างกายย่อยแล้วจะกลายเป็นด่าง
ผลไม้ เมื่อร่างกายย่อยแล้วจะกลายเป็นด่าง

กูรูด้านผิวอธิบายต่อว่า อาหารประเภทผักและผลไม้ ที่ย่อยแล้วเกิดด่าง ถือเป็นอาหารที่ให้ประโยชน์แก่ร่างกาย แต่ปัจจุบันคนจำนวนมาก มักนิยมรับประทานอาหารประเภทที่ย่อยแล้วกลายเป็นกรด มากกว่า ซึ่งอาหารจำพวกนี้เมื่อทานเยอะเกินไป ท้ายที่สุดแล้วก็กลายเป็น ?ขยะ? ของร่างกาย

?คนสมัยนี้นิยมดื่มน้ำอัดลม ขนมหวาน แป้ง และเนื้อสัตว์กันมาก ซึ่งถ้าจัดหมวดหมู่แล้วจะเห็นเลยว่าเป็นอาหารประเภทกรดทั้งนั้นเลย ถ้าอาหารประเภทโปรตีน ร่างกายย่อยเล็กสุด ก็จะเป็นกรดอะมิโน ไขมัน - น้ำมัน ย่อยแล้วจะเป็นกรดไขมัน คาร์โบไฮเดรต ย่อยแล้วจะเป็นน้ำตาล เหล่านี้ล้วนแล้วแต่เป็นกรดที่เกิดขึ้นในร่างกาย ทานมากเกินไปผลผลิตมันก็กลายเป็นขยะในร่างกายได้อย่างอาหารประเภทโปรตีน ย่อยแล้วเกิดกรดยูริก (Uric acid) อาหารประเภทไขมัน ย่อยแล้วได้กรดไขมันแตกตัวสั้นๆ หรือแม้กระทั่งอินทรีย์สารต่างๆ ที่เกิดเป็นกรดในร่างกายค่อนข้างเยอะ เหล่านี้คือขยะทั้งหมด? และเมื่อมีขยะเหล่านี้ จำนวนมากสุดท้ายก็เป็นบ่อเกิดของโรคภัยนั่นเอง

?เมื่อมีกรดในร่างกายมาก สิ่งต่างๆ ที่เป็นกรด ของเสียที่เกิดจากการทานอาหาร กลายเป็นกรดยูริค กรดไขมัน หรือคอเลสเตอรอล (Cholesterol) ต่างๆ เหล่านี้จะเกิดโรคอะไร ก่อนอื่นเลยคือน้ำหนักเกิน ความดันสูงตามมา ความดันโลหิตสูงเกิดขึ้น พอความดันโลหิตสูงแล้วจะเกี่ยวข้องหมดเลยค่ะ ระบบหัวใจความผิดปกติในเรื่องของหลอดเลือดอุดตัน โรคหัวใจเฉียบพลัน ส่วนกรดยูริกก็จะทำให้เป็นโรคเก๊าท์ปวดตามข้อ?

รับประทานกรด-ด่าง สัดส่วนเท่าใดจึงพอเหมาะ 
สัดส่วนการรับประทานอาหารเพื่อให้ได้กรด-ด่างที่เหมาะสมนั้น ผู้เชี่ยวชาญคนสวยให้ข้อมูลว่าควรได้รับอาหารประเภทด่างให้มาก และลดปริมาณกรดให้น้อยเข้าไว้

?สำหรับสัดส่วนที่เหมาะสมนั้น ควรรับประทานอาหารประเภทด่าง หรืออัลคาไลน์ นั่นคือ ผัก ผลไม้ ให้ได้ 70 - 80% ในอาหารแต่ละมื้อ และลดอาหารประเภทกรดให้เหลือแค่ 20 - 30%?

ผู้จัดการฯ ภคนิจ แนะนำต่อไปว่า แม้การปรับพฤติกรรมการกินจะเป็นเรื่องที่ควรทำเป็นอย่างมาก แต่คงไม่ต้องถึงกับเคร่งครัด จนตัวเองเครียดหรอกนะคะ ควรพยายามศึกษาหาข้อมูลผลเสียที่จะเกิดจากการกินแบบผิดๆ ให้มาก แล้วคุณจะทำได้เองโดยอัตโนมัติ

?สำหรับเรื่องนี้ เราคงไม่ถึงกับขนาดต้องเครียดว่าอันนี้ คาร์โบไฮเดรตหน่อยเดียว เนื้อสัตว์หน่อยเดียว ผักเยอะๆ พฤติกรรมของเรา ถ้าเป็นอย่างนี้ทุกวันอาจจะเครียดได้ คือ ให้รู้ไว้น่ะคะเพราะเวลาเรามีข้อมูลเยอะๆ เราจะรู้สึกว่าหยุดตัวเองได้ อย่างจะทานเบเกอรี่เข้าไป ก็คิดได้เองว่า เอ๊ะน้ำตาลนี่นา เราอาจจะหักห้ามใจทานแค่ครึ่งชิ้นได้โดยอัตโนมัติ?

ดื่มน้ำให้สวยร่างกายแข็งแรงต้องควบคุมกรด - ด่าง 

เมื่อครบถ้วนในเรื่องการเลือกทานอาหาร อีกส่วนที่ช่วยให้ร่างกายแข็งแรง ผิวพรรณสดใสเปล่งประกายออร่า (Aura) คงไม่พ้นเรื่องของน้ำดื่ม ซึ่งก็มีหลักในการเลือกเช่นกัน

?การดื่มน้ำ ถ้าหากอยากสุขภาพดี ต้องเป็นน้ำประเภทด่างหรือน้ำเปล่า 90% แล้วที่เหลือถึงจะเป็นน้ำประเภทอื่น? ผู้จัดการสาวเกริ่นถึงการดื่มน้ำที่เหมาะสม พร้อมอธิบายต่อว่า การจะทราบว่าน้ำชนิดใดเป็นกรด-ด่าง ต้องอาศัยการอ้างอิงจากค่าพีเอช (pH)

?พีเอช คือค่าการวัดความเป็นกรดด่าง ถ้าวัดได้ที่เลข 1 - 6 จะเป็นน้ำดื่มประเภทกรดพีเอชจะค่อนข้างต่ำ แต่ถ้าเป็น 8 - 14 จะเป็นค่าพีเอชที่บอกถึงความเป็นด่าง ส่วนตรงกลางคือ 7 ก็คือไม่มีความเป็นกรดเป็นด่าง ก็จะมีค่าเป็นกลาง ซึ่งค่าพีเอชนี้จะเป็นสิ่งที่บอกว่า อาหารหรือน้ำดื่มไม่ว่าจะอยู่ในรูปของกรดหรือด่าง จะเกี่ยวกับค่าพีเอชของเลือดเสมอ ถ้าทานเข้าไปแล้วเกิดกรดในร่างกายมากๆ เลือดก็จะสูญเสียความสมดุล ซึ่งจะมีผลต่ออาการของโรคต่างๆ เช่น การหมดสติ?

ส่วนน้ำแต่ละชนิดก็มีค่าพีเอชที่แตกต่างกันไป ซึ่งหากอยากมีสุขภาพดีก็ต้องเลือกดื่มน้ำที่ช่วยปรับค่าพีเอชในเลือดให้ สมดุลด้วย ?น้ำ อัดลมจะมีค่าพี่เอชอยู่ที่ 2.5, โซดา พีเอชที่ 3.2, เบียร์ 4.7 และน้ำเปล่าบรรจุขวด 6.8 ซึ่งถือว่าใกล้ค่ากลางแล้ว แต่อาจจะต้องมีความเป็นกรดอ่อนๆ เนื่องจากระบบของการฆ่าเชื้อโรค ส่วนน้ำกลั่นจะมีค่าความเป็นกลางเลย

ดังนั้นน้ำเปล่าที่เราดื่มจะเป็นค่ากลาง ถ้าดื่มไนปริมาณมาก ก็จะทำให้กรดภายในร่างกายน้อยลงจนเกิดความสมดุลได้ง่าย แต่ถ้าทางลัดก็คือ การดื่มน้ำดื่มประเภทอัลคาไลน์ หรือน้ำที่มีค่าพีเอชที่เป็นด่างค่อนข้างเยอะ จะได้ปรับความเป็นกรดที่อยู่ในร่างกายให้มันพอดี

ตัวอย่างเช่นถ้าดื่มน้ำอัดลม 1 แล้ว ซึ่งมีค่าพีเอช 2.5 จะทำอย่างไรให้ร่างกายสุขภาพดี ก็ต้องดื่มน้ำที่เป็นด่างจำนวนมากเข้าไปทดแทนเพื่อไปปรับค่าพีเอชให้กรดและ ด่างที่อยู่ในร่างกายสมดุล

แต่มันเป็นไปได้ยากที่จะทำอย่างนั้น เพราะแค่น้ำอัดลม 1 แก้ว บางคนก็อิ่ม และไม่ทานน้ำเปล่าตามเข้าไปแล้ว ซึ่งนั่นก็เป็นสาเหตุที่ร่างกายมีกรดจำนวนมาก ดังนั้นจึงบอกได้เลยว่าทุกอย่างที่เกิดขึ้นในชีวิตของเรามันมีเหตุผล และพฤติกรรมการดื่มน้ำ มันทำร้ายร่างกายได้โดยที่เราไม่รู้ตัว?

น้ำดื่มอัลคาไลน์หาไม่ยาก ..ทำเองก็ได้ 
สำหรับน้ำดื่มอัลคาไลน์หรือน้ำที่มีค่าเป็นด่างนั้นหลายคนไม่คุ้น จึงแอบคิดว่าหายากสิ้นเปลือง แต่กูรูของเราก็มาเฉลยว่า ไม่ได้ทำยากหรือสิ้นเปลืองเล้ย...


?ในชีวิตประจำวันจะดื่มน้ำให้ร่างกายมีกรด-ด่างสมดุลได้อย่างไร วิธีที่แนะนำก็คือ หนึ่งเลือกดื่มน้ำเปล่าให้มากที่สุดเท่าที่จะมากได้ก่อน เพราะถ้าร่างกายเรารับประทานอาหารที่สมดุลอยู่แล้ว ดื่มน้ำเปล่าอย่างเดียวก็เพียงพอ แต่หากเราไม่เคร่งครัดกับการเลือกรับประทานอาหารอาจทานกรดหรือดื่มน้ำที่ เป็นกรดมากไป การดื่มน้ำเปล่าวันละ 6-8 แก้ว ก็อาจจะไม่เพียงพอ อาจจะต้องเพิ่มปริมาณเป็นเท่าตัว

ทางลัดก็คือ ดื่มน้ำดื่มที่เป็นอัลคาไลน์ ซึ่งอาจทำได้โดยฝานมะนาวเป็นชิ้นบางๆ ผสมลงไปในแก้วน้ำก็ได้ หรือบางท่านอาจจะเลือกดื่มเป็นน้ำแร่ที่จำหน่ายในท้องตลาด หรือน้ำแร่ที่ผลิตจากเครื่องทำน้ำแร่ก็ได้ ก็เป็นน้ำอัลคาไลน์เหมือนกัน?

กูรูทิ้งท้าย ไว้ว่าหากอยากสุขภาพดี ไม่ควรช้ารีบปรับพฤติกรรมการกินของตัวเองเถอะค่ะ แล้วคุณจะเป็นเจ้าของร่างกายที่แข็งแรง แถมผิวสวยผุดผ่องเป็นยองใยอีกต่างหาก

?ถ้าเราปรับพฤติกรรม หรือเคร่งครัดในเรื่องการเลือกรับประทานอาหารได้ สุขภาพเราจะดีแน่ๆ เพราะถ้าทำได้ทุกอย่างในร่างกายจะบอกออกมาเลย ทั้งผิวพรรณเปล่งปลั่ง โรคภัยไม่มีแล้วตัวเราเองก็จะมีความสุข พอมีความสุขพลังออร่า มันจะออกมาให้เห็น หน้าตาสดชื่นขึ้น ระบบทุกอย่างในร่างกายก็จะดีขึ้น ขับถ่ายดี เผาผลาญดี ร่างกายก็กระปรี้กระเปร่าและแข็งแรง?

วันอังคารที่ 8 มกราคม พ.ศ. 2556

อาหารกับสุขภาพตับ




         ตับเป็นอวัยวะที่ใหญ่ที่สุดในร่างกาย เปรียบเสมือนโรงงานผลิตพลังเคมีในร่างกาย ควบคุมระบบการเผาผลาญสารอาหารและขจัดของเสียออกจากร่างกาย ไม่ว่าจะเป็นอาหาร อากาศที่หายใจหรือดูดซึมผ่านเข้าทางผิวหนัง จะต้องผ่านกระบวนการกรองพิษโดยการทำงานของตับ
         อาหารมีความสัมพันธ์กับการทำงานของตับ โดยที่ตับจะช่วยเปลี่ยนอาหารที่รับประทานเป็นพลังงาน และเก็บสะสมสารอาหารที่จำเป็นต่อการดำเนินชีวิตและการเจริญเติบโต ช่วยผลิตน้ำดีซึ่งจำเป็นต่อการย่อยอาหารประเภทไขมัน นอกจากนี้ตับยังช่วยผลิตสารที่ช่วยในการแข็งตัวของเลือด ผลิตสารโปรตีนในเลือดและเอ็นไซม์ต่างๆ มากกว่าพันชนิด ผลิตและควบคุมการทำงานของคอเลสเตอรอล ควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดให้ปกติ ควบคุมการทำงานของฮอร์โมน 
        85-90% ของเลือดที่ออกจากกระเพาะและลำไส้จะนำสารอาหารสำคัญไปสู่ตับ เพื่อเปลี่ยนเป็นสารที่ร่างกายต้องนำไปใช้ ตับจึงเป็นอวัยวะที่สำคัญในการสร้างสารอาหารประเภทโปรตีน ไขมัน คาร์โบไฮเดรต และวิตามินที่ร่างกายจะต้องใช้ในการทำงาน

       คาร์โบไฮเดรต
 จะถูกเปลี่ยนเป็นน้ำตาลเพื่อนำไปใช้เป็นพลังงาน ตับจึงทำหน้าที่ในการควบคุมระดับน้ำตาล และป้องกันอาการน้ำตาลต่ำ หากขาดกระบวนการเหล่านี้ คนเราจะต้องกินทั้งวันไม่หยุด เพื่อรักษาระดับพลังงานในร่างกาย
       โปรตีน เมื่อย่อยแล้วจะอยู่ในรูปกรดอะมิโน ซึ่งจะถูกส่งเข้าสู่ตับเพื่อสร้างเป็นโปรตีนชนิดใหม่ที่ร่างกายจะนำไปใช้ประโยชน์ได้ ตับยังมีความสามารถพิเศษในการเปลี่ยนกรดอะมิโนบางชนิดเป็นน้ำตาล และเป็นพลังงานในยามฉุกเฉินหรือในยามที่ร่างกายต้องการพลังงานเร่งด่วน
         โปรตีนบางชนิดจะถูกแบคทีเรียในลำไล้เล็กเปลี่ยนเป็น แอมโมเนีย ซึ่งเป็นสารที่มีพิษ หรือของเสียที่เกิดจากการสลายโปรตีนจะอยู่ในรูปของแอมโมเนีย ตับจะสลายแอมโมเนียเป็นสารยูเรียและขจัดออกทางไต ฉนั้นร่างกายจะขจัดพิษได้ดีนอกจากตับต้องแข็งแรงแล้วไตยังต้องดีด้วย
       ไขมัน อาหารไขมันจะต้องถูกย่อยด้วยน้ำดีซึ่งตับเป็นตัวสร้างและเก็บไว้ในถุงน้ำดี จะถูกนำมาใช้ยามเมื่อมีอาหารไขมันในลำไส้เล็ก น้ำดียังจำเป็นต่อการดูดซึมวิตามิน เอ ดี และ เค ซึ่งเป็นวิตามินที่ละลายในไขมัน หลังจากที่ไขมันถูกย่อยแล้ว กรดน้ำดีจะถูกลำไส้เล็กดูดซึม และส่งกลับไปที่ตับเพื่อรีไซเคิลเป็นน้ำดีอีกครั้ง

โภชนบำบัดในโรคตับแข็ง        โรคตับแข็งอาจเกิดจากสาเหตุหลายประการ ได้แก่ การดื่มสุรามากเป็นสาเหตุที่พบบ่อย โรคตับอักเสบเรื้อรังจากเชื้อไวรัส โรคทางเดินน้ำดีอุดตัน ระบบภูมิคุ้มกันทำลายตัวเอง ยาและสารพิษบางชนิด และความผิดปกติทางพันธุกรรม ในที่นี้จะพูดถึงเฉพาะโรคตับแข็งเท่านั้น ผู้ที่มีโรคตับควรอยู่ในการดูแลรักษาของแพทย์ ขณะเดียวกันการดูแลด้านโภชนาการมีความสำคัญ ต่อการรักษา เพื่อให้ร่างกายได้รับพลังงาน โปรตีน คาร์โบไฮเดรต ไขมัน และวิตามินแร่ธาตุอย่างเหมาะสม จะช่วยให้ฟื้นฟูสภาพตับได้ดีขึ้น

      โภชนบำบัดเน้นอาหารที่เกี่ยวข้องกับการทำงานของตับดังนี้ 
         อาหารพลังงานสูง ผู้ป่วยโรคตับมีความต้องการพลังงานสูงโดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้ที่มีปัญหาขาดสารอาหารร่วมด้วย อาหารที่มีพลังงานสูงถึงวันละ 2000-3000 กิโลแคลอรี จะช่วยในการเสริมสร้างเนื้อเยื่อตับ ช่วยเสริมสร้างพละกำลังและทำให้ฟื้นตัวเร็วขึ้น

         การแบ่งอาหารเป็นมื้อเล็กๆหลายๆมื้อ เช่นวันละ 4-6 มื้อ นอกจากจะช่วยให้ร่างกายได้รับพลังงานเพียงพอแล้วยังช่วยลดการเผาผลาญไขมันและโปรตีนอีกทั้งยังป้องกันไม่ให้ไกลโคเจนที่ร่างกายสะสมไว้ถูกใช้หมดไป

      โปรตีน ผู้ป่วยที่มีโรคตับแข็งต้องการอาหารโปรตีนสูงถึงวันละ 100-150 กรัม เพื่อใช้ในการสร้างเซลล์ใหม่ และป้องกันภาวะขาดโปรตีน แต่ถ้าโปรตีนสูงมากเกินไป ก็จะทำให้แอมโมเนียในเลือดสูง ในกรณีนี้แพทย์จำเป็นต้องให้ยาแลคทูโลส ( Lactulose) หรือ นีโอไมซิน (Neomycin) เพื่อควบคุมระดับแอมโมเนียในเลือด ร่วมกับการจำกัดปริมาณโปรตีนในระดับต่ำๆ วันละ 10-40 กรัมขึ้นกับสภาวะโรคของผู้ป่วย อาหารโปรตีนสำหรับผู้ป่วยควรเป็นโปรตีนที่มีคุณภาพสูง เช่นนม ไข่ เนื้อสัตว์ชนิดต่างๆ

      คาร์โบไฮเดรต อาหารจะต้องมีโบไฮเดรตสูง เพื่อให้ร่างกายได้รับกลูโคสเพียงพอในการนำไปเป็นพลังงาน และสะสมในรูปไกลโคเจน เพื่อเป็นพลังงานสำรอง การได้รับกลูโคสเพียงพอจะช่วยให้ร่างกายนำโปรตีนไปใช้ในการเสริมสร้างเนื้อเยื่อได้ดีขึ้น ควรเน้นคาร์โบไฮเดรตที่ไม่ผ่านการขัดสี ได้แก่ ข้าวซ้อมมือ ขนมปังโฮลวีท เส้นต่างๆ เผือก มัน ฟักทอง ผลไม้ เป็นต้น

      ไขมัน อาหารควรมีไขมันพอสมควรแต่ไม่มากไป ในกรณีที่ผู้ป่วยมีปัญหาในการย่อยและดูดซึมไขมัน แพทย์จะให้ไขมันชนิดพิเศษที่ย่อยได้โดยไม่ต้องใช้น้ำดีและดูดซึมง่าย ในการแปลงอาหารไขมันองค์กรโรคตับในสหรัฐอเมริกาแนะว่า อาจใช้น้ำมัน ดอกคำฝอยปรุงอาหารแทนน้ำมั นอื่นๆ

      วิตามินและเกลือแร่ ร่างกายมีความต้องการวิตามินและเกลือแร่มากขึ้น แต่ผู้ป่วยไม่ควรหาซื้อมารับประทานเองโดยไม่ได้ปรึกษาแพทย์ เพราะวิตามินบางชนิดหากได้รับมากเกินจะเป็นพิษต่อตับได้ เช่น วิตามินเอ
          อาหารที่เป็นแหล่งของวิตามินเกลือแร่ในธรรมชาติคือผัก และผลไม้ ควรเลือกอาหารผักและผลไม้อย่างหลากหลายซึ่งจะให้สารแอนติออกซิแดนท์เช่นเบตาแคโรทีนและวิตามินซีสูง

   อาหารที่ควรหลีกเลี่ยง   
       • จำกัดอาหารทะเลประเภทที่มีเปลือกแข็ง เช่นหอยนางรมดิบ อาหารเหล่านี้ถ้ารับประทานต้องปรุงให้สุก มิฉะนั้นจะเสี่ยงต่อการติดเชื้อแบคทีเรียบางชนิด
       • ผู้ป่วยโรคตับจะต้องจำกัดโซเดียม ซึ่งเป็นองค์ประกอบของเกลือ เพื่อป้องกันหรือลดอาการบวม การจำกัดโซเดียมทำได้โดยงดของหมักดอง ปรุงอาหารโดยไม่เติมซอสและเครื่องปรุงซึ่งมีรสเค็ม รวมทั้งผงชูรส งดอาหารกระป๋อง งดมายองเนสและซอสมะเขือเทศ ปรุงอาหารจากอาหารสด จะช่วยลดปริมาณโซเดียมได้มาก
       * งดเครื่องดื่มแอลกอฮอล์โดยเด็ดขาด
          ในกรณีผู้ป่วยมีอาการบวมของเส้นเลือดดำขอดในหลอดอาหาร อาหารที่ควรรับประทานควรเป็นอาหารอ่อน เพื่อป้องกันการฉีกขาดของเนื้อเยื่อบริเวณนั้น และควรงดอาหารทอดทุกชนิด

        ตัวอย่างปริมาณอาหารโปรตีนสูง คาร์โบไฮเดรตสูง ไขมันปานกลาง ในแต่ละวัน

                       อาหาร               ปริมาณ / วัน
                นมพร่องมันเนย                 1 ลิตร
                ไข่ดาว                           2-4 ฟอง
                เนื้อล้วน/ปลา/สัตว์ปีก(สุก)   224 กรัม (15 ช้อนโต๊ะ)
                ผัก                                2 ถ้วยตวง
                ผลไม้                             2 ถ้วยตวง
                ข้าว ขนมปัง เส้นต่างๆ       3-4 ถ้วยตวง
                เนย/ น้ำมัน/ มาการีน        2-4 ช้อนโต๊ะ
                ขนม เจลลี น้ำผึ้ง และคาร์โบไฮเดรตอื่นๆ ตามต้องการ
    ข้อแนะนำ   
     ผู้ที่เป็นโรคตับควรอยู่ในความดูแลของแพทย์ ผู้ที่ไม่มีโรคตับ หรือหายจากโรคตับ ก็ควรจะดูแลสุขภาพของตับได้ดังนี้

      • งดเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ หรือถ้าดื่ม ดื่มในปริมาณเล็กน้อย คนที่มีสุขภาพดีหากดื่มสุรามากก็อาจจะทำให้เป็นโรคตับแข็งได้ง่ายขึ้น
      • รับประทานอาหารไขมันต่ำ กากใยอาหารสูงๆ โดยเลือกอาหารที่ผ่านกระบวนการผลิตขัดสีที่น้อยที่สุด รับประทานเนื้อล้วน ลดอาหารทอด อาหารมัน การมีโภชนาการดีจึงเท่ากับการดูแลสุขภาพตับไปในตัว และป้องกันการเกิดโรคหลายๆชนิดของตับ
      • ออกกำลังกายสม่ำเสมอ

วันศุกร์ที่ 4 มกราคม พ.ศ. 2556

คอร์สบ้านชีวาธรรม(มวกเหล็กฟอเรส)

คอร์สบ้านชีวาธรรม- มวกเหล็กฟอเรส


บ้านพักโซนรีสอร์ท



ห้องพักโซนโรงแรม






คอร์สวันที่ 14-16 ธันวาคม 2555


























โพสต์แนะนำ

5 เฮิร์บ แฮร์ เซรั่ม 5 HERB HAIR SERUMผลิตภัณฑ์บำรุงเส้นผม(ไม่ต้องล้างออก)

                                              5 เฮิร์บ แฮร์ เซรั่ม  5 HERB HAIR  SERUM ผลิตภัณฑ์บำรุงเส้นผม(ไม่ต้องล้างออก) ผมห...