อ้วนลงพุง อันตราย เบาหวาน หัวใจ อัลไซเมอร์ มาแน่ !
อ้วนลงพุง อย่าทำเป็นเล่นไป เสี่ยงทั้งโรคเบาหวาน อัลไซเมอร์ โรคหัวใจ ส่อถึงอันตรายมากกว่าที่คิด !
ความอ้วนไม่เข้าใครออกใคร เมื่อปีก่อนหุ่นยังเฟิร์ม หน้าท้องแบนราบ แต่ปีนี้กลับอ้วนลงพุงซะแล้ว อ๊ะ ! แต่อย่าคิดว่าการมีพุงย้วย ๆ เป็นแค่ปัญหาความอ้วนธรรมดานะ เพราะนิตยสาร Lisa ออกมาเตือนเลยว่า อ้วนลงพุง อันตรายกว่าที่คิด โดยเฉพาะอย่างยิ่งไขมันที่สะสมอยู่บริเวณช่วงท้อง !
ไขมันช่องท้อง สาเหตุของอ้วนลงพุง
ผลการวิจัยพบว่า ผู้ที่มีน้ำหนักตัวปกติ แต่คนอ้วนลงพุง มีไขมันหน้าท้องมาก มีแนวโน้มที่จะเสียชีวิตจากโรคต่าง ๆ มากกว่าคนอ้วนซะอีก โดยผลวิจัยนี้ถูกนำเสนอใน European Society of Cardiology เมื่อปี 2012 โดยเก็บข้อมูลจากผู้ป่วยกว่า 12,785 คน ตลอดระยะเวลา 14 ปี คำนวณหาดัชนีมวลกายหรือค่า BMI ซึ่งเป็นอัตราของไขมันในร่างกายต่อความสูง และอัตราส่วนของเอวต่อสะโพก เพื่อหาอัตราเสี่ยงของการเกิดโรคต่าง ๆ
ผลการศึกษาพบว่า ผู้ที่มีน้ำหนักตัวปกติ แต่มีขนาดรอบเอวมาก มีความเสี่ยงที่จะเสียชีวิตจากโรคต่าง ๆ มากกว่าผู้ที่มีน้ำหนักตัวปกติและขนาดรอบเอวปกติ 2.1 เท่า ซึ่งเข้าข่ายอันตรายเลยทีเดียว
นอกจากนี้โรคที่มาพร้อมกับการอ้วนลงพุงก็คือ…
ปอดทำงานได้ไม่เต็มที่
เมื่อเร็ว ๆ นี้มีผลการวิจัยพบว่า ผู้ที่อ้วนลงพุง อาจส่งผลกระทบต่อการทำงานของปอด ทำให้ปอดทำงานลดลง โดยเมื่อเปรียบเทียบกับคนที่มีสุขภาพดี ไม่สูบบุหรี่ และไม่มีไขมันหน้าท้อง ผลการวิจัยนี้พบว่าผู้ที่มีไขมันส่วนเกินทำให้อัตราการหายใจลดลง ซึ่งเมื่อเกิดขึ้นเป็นเวลานาน อาจทำให้ทางเดินหายใจหดแคบลง และก่อให้เกิดโรคปอดเรื้อรังอย่างหอบหืดตามมาได้
อ้วนลงพุง อันตราย เบาหวาน หัวใจ อัลไซเมอร์ มาแน่
การทำงานของหลอดเลือดผิดปกติ
ผลการศึกษาจากปี 2012 พบความสัมพันธ์ระหว่างผู้ที่อ้วนลงพุงกับภาวะการเกิดโรคหลอดเลือดตีบตันและภาวะหลอดเลือดแข็งตัว โดยนักวิจัยได้เปรียบเทียบระหว่างคนอ้วน คนอ้วนที่มีพุง และคนที่มีสุขภาพดี พบว่าหากอัตราส่วนของเอวต่อความสูงเพิ่มขึ้นทุก ๆ 0.1 ก็เสี่ยงที่จะเกิดภาวะดังกล่าวมากขึ้น
ฉะนั้นผู้ที่มีไขมันส่วนเกินบริเวณหน้าท้อง จึงมีความเสี่ยงสูงที่จะเกิดภาวะหลอดเลือดตีบตันและภาวะหลอดเลือดแข็งตัว อันอาจก่อให้เกิดโรคหัวใจตามมาได้
เสี่ยงต่อเบาหวาน
ไขมันในช่องท้องเป็นไขมันที่พบในคนที่มีภาวะอ้วนลงพุง ไขมันนี้มีการผลิตฮอร์โมนซึ่งส่งผลกระทบต่อการทำงานของระบบเผาผลาญในร่างกาย และนอกจากนี้ฮอร์โมนดังกล่าวยังทำให้ตัวรับสัญญาณอินซูลินทำงานผิดปกติ ซึ่งหมายความว่าอินซูลินซึ่งเป็นตัวควบคุมระดับน้ำตาลในร่างกายจะทำงานด้อยลง ทำให้เกิดโรคเบาหวานตามมานั่นเอง
ระดับคอเลสเตอรอลสูง
ไขมันที่อยู่บริเวณขาหรือก้นเป็นไขมันที่มีการเผาผลาญที่ดีต่อสุขภาพมากกว่าไขมันบริเวณหน้าท้องของคนอ้วนลงพุง ซึ่งการเผาผลาญไขมันที่อยู่บริเวณขาและก้นดีกว่าเนื่องจากได้ระดับน้ำตาล ไตรกลีเซอไรด์ คอเลสเตอรอล และอินซูลินต่ำกว่าไขมันที่เผาผลาญจากบริเวณช่องท้อง
นอกจากนี้ไขมันในช่องท้องยังสามารถเปลี่ยนเป็นกรดไขมันอิสระ ซึ่งส่งผลให้ร่างกายผลิตคอเลสเตอรอลชนิดเลว LDL (ซึ่งเป็นไขมันที่ไม่ดีต่อสุขภาพ) นอกจากนั้นกรดไขมันอิสระยังทำให้ระดับของไขมันดีหรือคอเลสเตอรอล HDL ลดลง ซึ่งไขมันเหล่านี้ไม่เพียงส่งผลต่อการทำงานของหลอดเลือดเท่านั้น แต่ยังทำให้เกิดโรคหัวใจ ความดันโลหิตสูงและภาวะหัวใจวายตามมาได้
อ้วนลงพุง อันตราย เบาหวาน หัวใจ อัลไซเมอร์ มาแน่
ยิ่งอ้วนยิ่งเสี่ยงโรคสมองเสื่อมและอัลไซเมอร์
ผลการศึกษาในปี 2010 พบว่ายิ่งรอบเอวคุณหนามากเท่าไร รวมทั้งยิ่งอ้วนลงพุงมากเท่าไรก็ยิ่งเสี่ยงต่อภาวะสมองเสื่อมและโรคอัลไซเมอร์มากขึ้นเท่านั้น
โดยจากการศึกษาพบว่า ผู้ที่อ้วนลงพุงอาจส่งผลทำให้เซลล์สมองน้อยกว่าคนปกติ ซึ่งก่อให้เกิดโรคอัลไซเมอร์ตามมาได้ โดยสาเหตุที่เป็นเช่นนั้นก็เพราะว่าไขมันจะไปอุดตันในเส้นเลือด ทำให้เลือดไหลเวียนขึ้นไปเลี้ยงเซลล์สมองไม่สะดวก สมองจึงขาดออกซิเจน และทำให้เซลล์ตายนั่นเอง
อ้วนลงพุง อันตราย เบาหวาน หัวใจ อัลไซเมอร์ มาแน่
วิธีรับมือกับอ้วนลงพุง
การรับประทานอาหารส่งผลโดยตรงต่อระดับไขมันในร่างกาย รวมทั้งพันธุกรรมก็ส่งผลต่อความอ้วนด้วยเช่นกัน ซึ่งหากคุณเป็นคนอ้วนลงพุง อยากลดน้ำหนักเพื่อให้มีสุขภาพดี และลดความเสี่ยงของโรคต่าง ๆ ผู้เชี่ยวชาญแนะว่าต้องออกกำลังกายเพื่อกำจัดไขมันในช่องท้องเหล่านี้ และเลือกรับประทานอาหารที่มีประโยชน์อย่างอาหารไขมันต่ำก็ช่วยได้ พร้อมทั้งลองหาเวลาออกกำลังกายให้ได้สักวันละ ½ หรือ 1 ชั่วโมง เป็นประจำ เพียงเท่านี้ไขมันรอบเอวหนา ๆ ก็จะลดลงได้แล้วล่ะ
จะรู้ได้อย่างไรว่าตนเองจัดอยู่ในภาวะ "อ้วน" หรือไม่
หากคุณเป็นคนผอมหรือน้ำหนักตัวปกติก็อย่าได้ชะล่าใจว่าคุณจะมีไขมันน้อยตามไปด้วย ฉะนั้นหากอยากรู้ว่าตนเองอ้วนหรือไม่ ลองหาค่าดัชนีมวลกาย (Body Mass Index:BMI) เพื่อประเมินภาวะอ้วนหรือผอม
สมุนไพรไม่ได้รักษาโดยตรง แต่ช่วยฟื้นฟูและยับยั้ง สิ่งผิดปกติที่เกิดขึ้นกับร่างกาย
วันอาทิตย์ที่ 1 พฤษภาคม พ.ศ. 2559
โปรพิเศษ ซ์้อ 1 แถม 1
โปรพิเศษ สำหรับเดือน พ.ค. นี้
id line : cheewathum , โทร 0863079983
5 HERB HAIR SERUM
ผลิตภัณฑ์บำรุงเส้นผม(ไม่ต้องล้างออก)
ผมหงอก ผมเสีย ผมหลุดร่วง ผมบาง อย่าแก้ที่ปลายเหตุ พบกับ 5 เฮิร์บ แฮร์ไฮโซ ซีรั่ม ที่ตรงจุดสำหรับผมหงอก ผมเสีย ผมหลุดร่วง ผมบาง เพราะอ่อนแอ ขาดการบำรุง เพื่อผมสวย หนาเป็นธรรมชาติ เพียงสเปร์ยทุกๆวันที่โคนผมและหนังศรีษะ นวดผมเบาๆในตอนเช้าและเย็น
คิ้วท์ เซรั่ม CUTE SERUM
คิ้วเซรั่มทำจากสมุนไพรสีจริงเป็นสีดำ ช่วยให้คิ้วเรียงเส้น บำรุงคิ้ว เพื่อท่านที่ต้องการให้คิ้วมีสันคมเข้ม ดกดำ มาพร้อมสารสกัด ไฮโดรโรซิส ซิลล์ ผงไหม พร้อมสารสกัดสมุนไพรนานชนิด ไม่ว่าจะเป็น อโรเวล่า มะหาด มะกรูด โสม เพื่อบำรุงขนคิ้วให้คุณดูคมเข้มมีมิติ
สั่งซื้อและสอบถามรายระเอียดเพิ่มเติมได้ทางไลน์คะ
id line : cheewathum , โทร 0863079983
วันอังคารที่ 26 เมษายน พ.ศ. 2559
วิตามินและแร่ธาตุ ต้านผมหงอกก่อนวัย
วิตามินและแร่ธาตุ ต้านผมหงอกก่อนวัย
จริงอยู่… ผมหงอกเป็นเรื่องธรรมชาติ แต่จะดีแค่ไหน หากมี “วิตามิน-แร่ธาตุ ช่วยต้านผมหงอก” ได้ด้วย
อย่างที่เราทราบกันว่า โดยปกติผมหงอกเกิดจากเซลล์มิวเคอร์ (mucor) ซึ่งทำหน้าที่ผลิตสารสีดำในร่างกายเสื่อมสภาพ จนไม่สามารถสร้างสารสีดำได้ จึงทำให้เกิดผมหงอก เซลล์นี้จะเสื่อมสภาพตามอายุที่เพิ่มมากขึ้น
ส่วนผมหงอกก่อนวัยจะพบในคนที่อายุยังน้อย โดยเกิดจากการที่ผมชั้นคอร์เท็กซ์ (cortex) ไม่สามารถสร้างเซลล์ที่คอยผลิตเม็ดสีชื่อเมลาโนไซท์ส (melanocytes) ที่มีส่วนประกอบของเอนไซม์ไทโรซิเนส (tyrosinase) ซึ่งทำหน้าที่สร้างเม็ดสีผม หรือ เมลานิน (melanin) ได้อย่างเพียงพอ ส่งผลให้เม็ดสีผมในร่างกายค่อยๆ ลดจำนวนลงไปทีละน้อยๆ จนเป็นเหตุทำให้ผมหงอกในที่สุดอย่างไรก็ตาม ผมหงอกก่อนวัยมักไม่มีสาเหตุที่แน่ชัด แต่การอยู่ในสภาพแวดล้อมที่เป็นพิษ กินอาหารและยาบางชนิด มีความเครียดก็มีผลต่ออาการได้เหมือนกัน โดยเฉพาะกรรมพันธุ์เป็นปัจจัยสำคัญ ซึ่งพบได้บ่อยในครอบครัวที่มีประวัติผมหงอกก่อนวัย ในผู้ชายมักจะเริ่มหงอกบริเวณขมับและเหนือจอน ส่วนผู้หญิงเริ่มจากบริเวณรอบๆแนวไรผม ซึ่งจะเริ่มจากปลายผมก่อน แล้วค่อยๆลามไปที่โคนผม
นอกจากนี้อาการผมหงอกก่อนวัย ยังเกิดจากโรคที่แฝงอยู่ในตัวคุณได้ด้วย เช่น โรคหัวใจ ต่อมไทรอยด์เป็นพิษ ต่อมไทรอยด์ทำงานน้อยลง โรคซีด โรคผิวหนัง โรคเกี่ยวกับระบบสืบพันธุ์ โรคกล้ามเนื้อทำงานผิดปกติ ในกรณีนี้เมื่อรักษาโรคที่เป็นอยู่จนหายขาดแล้ว อาการผมหงอกจะหายไปเอง
การที่ร่างกายจะสามารถสร้างเอนไซม์ไทโรซิเนส ซึ่งทำหน้าที่สร้างเม็ดสีผมได้อย่างเพียงพอนั้น คุณต้องได้รับวิตามินและแร่ธาตุเหล่านี้อย่างเพียงพอก่อนค่ะ
- ทองแดง พบมากในถั่วฝักยาว ถั่วแขก ถั่วลันเตา เมล็ดทานตะวัน ลูกเกด ลูกพลับ กล้วยตาก แครอท หัวไชเท้า เผือก มัน ผลไม้สดทุกชนิด
- ไอโอดีน พบมากในอาหารทะเลทุกชนิด และอาหารที่ปรุงด้วยเกลือไอโอดีน
- เหล็ก มีมากในปลา ลูกเกด ผักใบเขียว เช่น คะน้า ตำลึง กวางตุ้ง ผักบุ้ง ผักพื้นบ้าน เช่น มะเขือพวง ใบชะพลู ผักโขมหนาม และผักกูด
- กรดโฟลิก พบมากในถั่วต่างๆ เช่น ถั่วเขียว ถั่วเหลือง ถั่วแดง ถั่วดำ ผักใบเขียวเข้ม เช่น คะน้า ตำลึง ผักบุ้ง กวางตุ้ง แครอท ฟักทอง ไข่แดง และตับ
- กรดแพนโทเทนิก หรือวิตามินบี 5 พบมากในข้าวกล้อง ข้าวโอ๊ต ข้าวโพด แอ๊ปเปิ้ล
- พาบา อยู่ในกลุ่มวิตามินบีรวม ซึ่งเป็นวิตามินเทียมที่ละลายในน้ำ พบมากในจมูกข้าวสาลี ข้าวกล้อง โยเกิร์ต และผักใบเขียว
- ไบโอติน เป็นหนึ่งในกลุ่มวิตามินบีคอมเพล็กซ์ พบมากในอาหารจำพวกถั่วเหลือง และซีเรียล (การกินยาปฏิชีวนะติดต่อกันเป็นเวลานานทำให้การสังเคราะห์ไบโอตินในลำไส้ลดลง)
อาหารยับยั้งผมหงอกก่อนวัย
กลุ่มอาหารที่มีความจำเป็นต่อการยับยั้งผมหงอกก่อนวัยมีดังนี้ค่ะ
กลุ่มอาหารที่มีความจำเป็นต่อการยับยั้งผมหงอกก่อนวัยมีดังนี้ค่ะ
- สาหร่ายทะเล นำมาปรุงเป็นอาหารจำพวกข้าวปั้น ต้มจืด หรืออบกรอบกินเป็นของขบเคี้ยวยามว่าง นอกจากจะช่วยยับยั้งผมหงอกก่อนวัยแล้ว ยังช่วยทำให้ผมดกดำด้วย เพราะอุดมไปด้วยธาตุเหล็ก และไอโอดีน
- งา โรยงาลงในอาหารในแต่ละมื้อ จะช่วยยับยั้งปัญหาผมหงอกก่อนวัยได้ เพราะในงามีไขมันจากธรรมชาติ โปรตีน คาร์โบไฮเดรต วิตามินบี 1 วิตามินบี 2 วิตามินอี และเกลือแร่
- เครื่องดื่มสมุนไพร ปั่นแครอทหั่นหยาบ 1/2 ถ้วย หัวไชเท้าหั่นหยาบ 1/2 ถ้วย และน้ำเย็นจัด 1 ถ้วยเข้าด้วยกัน กรองเอาแต่น้ำใส่ในแก้ว ปรุงรสด้วยน้ำมะนาว 1 ช้อนโต๊ะ และเกลือป่น 1/4 ช้อนชา ดื่มทันที
ครีมหมักผมสมุนไพรต้านผมหงอก
เพียงนำสมุนไพรที่เราแนะนำต่อไปนี้มาทำเป็นครีมหมักผม จะช่วยต้านปัญหาผมหงอกก่อนวัยของคุณได้ค่ะ
เพียงนำสมุนไพรที่เราแนะนำต่อไปนี้มาทำเป็นครีมหมักผม จะช่วยต้านปัญหาผมหงอกก่อนวัยของคุณได้ค่ะ
- นำใบบัวบกสดปั่นกับน้ำสะอาดปริมาณพอเหมาะให้ละเอียด กรองเอาแต่น้ำ แล้วนำมาเคี่ยวกับน้ำมะพร้าว จากนั้นนำมาชโลมผม หรือนวดหนังศีรษะ ทิ้งไว้ประมาณ 2-3 นาที แล้วล้างออกด้วยน้ำสะอาด
- นำใบบัวบกสดมาตำแล้วคั้นเอาแต่น้ำ แล้วชโลมผมทิ้งไว้ประมาณ 20 นาที จากนั้นสระผมตามปกติด้วยแชมพูสมุนไพร
- นำน้ำมันมะกอกนวดหนังศีรษะ ใช้ผ้าโพกหัวทิ้งไว้ประมาณ 1 ชั่วโมง แล้วนำผลมะกรูด2-3 ผลเผาไฟพอสุก จากนั้นนำมาขยำกับน้ำ และนำน้ำที่คั้นได้ไปสระผม
- ใช้น้ำเมือกว่านหางจระเข้ชโลมผมจนทั่ว อย่าให้เปียกมากเกินไป ปล่อยทิ้งไว้ประมาณ 10 นาที ผมจะแห้งพอดี ทำเป็นประจำทุกเช้า-เย็น และหลังสระผม
เมื่อแก้ปัญหาอย่างถูกวิธี นอกจากจะไร้ปัญหาเรื่องผมหงอกก่อนวัยแล้ว อาจส่งผลให้คุณมีผมดกดำสลวยอย่างคนสุขภาพดีได้อีกด้วย ส่วนคนที่มีอายุต่ำกว่า 30 ปีแล้วมีปัญหาผมหงอกก่อนวัย ควรรีบไปพบแพทย์โรคผิวหนัง เพื่อตรวจหาสาเหตุที่แน่ชัด และหาทางรักษาที่ถูกวิธีต่อไปค่ะ
ข้อมูลเรื่อง “วิตามินและแร่ธาตุ ต้านผมหงอกก่อนวัย ตีพิพม์ในนิตยสารชีวจิต ฉบับที่ …..
วันอาทิตย์ที่ 17 เมษายน พ.ศ. 2559
ใช้ “ยาแก้ปวดข้อ” เกินขนาด เสี่ยงโรคไตเรื้อรัง
ใช้ “ยาแก้ปวดข้อ” เกินขนาด เสี่ยงโรคไตเรื้อรัง
โรคไต เรื้อรังถือว่าเพิ่มสูงขึ้น เพราะรักษาไม่หายขาด สาเหตุมาจากโรคเบาหวาน ความดันโลหิตสูง โดยเฉพาะยาที่เป็นพิษต่อไต ประเภทยาแก้ปวดข้อ ยาคลายกล้ามเนื้อ พันธุกรรมทางไต หรือใช้ยามากเกินปริมาณที่กำหนด
น.พ.สุพรรณ ศรีธรรมมา อธิบดีกรมการแพทย์ กล่าวว่า ทุกวันพฤหัสบดีที่ 2 ของเดือน มี.ค. เป็นวันไตโลก ซึ่งปัญหาโรคไตเรื้อรังถือว่าเพิ่มสูงขึ้น เพราะรักษาไม่หายขาด สาเหตุสำคัญมาจากโรคเบาหวาน ความดันโลหิตสูง โรคพันธุกรรมทางไต หรือใช้ยามากเกินปริมาณที่กำหนด โดยเฉพาะยาที่เป็นพิษต่อไต ประเภทยาแก้ปวดข้อ ยาคลายกล้ามเนื้อ ซึ่งโดยปกติคนทั่วไปมักเข้าใจว่ายาที่สามารถหาซื้อได้ตามร้านยา เพื่อบรรเทาอาการเจ็บป่วยเป็นยาที่ปลอดภัย เพราะไม่ต้องมีใบสั่งยา แต่ความเป็นจริงยาเหล่านี้อาจสะสมในร่างกายและก่อให้เกิดอันตรายต่อไตได้
“ปกติร่างกายคนเราจะมีไต 2 ข้าง ทำหน้าที่กรองของเสียในเลือดและควบคุมจำนวนน้ำ เกลือแร่ และสารต่างๆ ในร่างกายให้สมดุล หากไตเสื่อมสภาพลงเหลือเพียง 25% จะแสดงอาการของโรค คือ ปัสสาวะบ่อยหรือขัด ปัสสาวะสีเข้มแบบสีน้ำล้างเนื้อ บวมที่หน้า เท้า ปวดหลัง ปวดเอว เบื่ออาหาร คลื่นไส้ และความดันโลหิตสูง หากพบอาการดังกล่าวให้รีบพบแพทย์ โดยแพทย์จะทำการวินิจฉัยจากการตรวจปัสสาวะเพื่อหาโปรตีนที่รั่วออกมา หรือตรวจเลือดหาสารที่เป็นของเสียที่คั่งอยู่ ซึ่งไตไม่สามารถกรองออกมาได้ตามปกติ การตรวจภาพทางรังสีเพื่อเอกซเรย์ดูไต ทั้งนี้ หากเป็นระยะเริ่มต้นจะช่วยชะลอความเสื่อมของไตให้อยู่ในเกณฑ์ใกล้เคียงปกติได้” อธิบดีกรมการแพทย์ กล่าว
น.พ.สุพรรณ กล่าวอีกว่า หากไม่ได้รับการรักษาไตจะเสื่อมลงเรื่อยๆ จนเหลือไม่ถึง 10-15% จนเกิดอาการไตวายระยะสุดท้าย ต้องรักษาด้วยการล้างไตหรือการผ่าตัดปลูกถ่ายไต ซึ่งหากรักษาไม่ทัน ผู้ป่วยมักเสียชีวิต ผู้ที่ควรตรวจคัดกรอง ได้แก่ ผู้ที่มีอายุมากกว่า 60 ปี ผู้ป่วยความดันโลหิตสูง หลอดเลือดหัวใจ หลอดเลือดสมอง เบาหวาน ติดเชื้อทางเดินปัสสาวะหลายครั้ง ผู้ที่รับประทานยาบางชนิดโดยเฉพาะยาแก้ปวดที่ไม่ใช่สเตียรอยด์ รวมไปถึงผู้ที่มีประวัติสมาชิกในครอบครัวเป็นโรคไต
สำหรับการดูแลสุขภาพไตคือ ปรับพฤติกรรมการบริโภค หลีกเลี่ยงบริโภคอาหารเค็มจัด ดื่มน้ำสะอาดวันละ 6-8 แก้ว งดบุหรี่และสุรา ออกกำลังกายสม่ำเสมออย่างน้อยสัปดาห์ละ 3 วัน วันละ 30 นาที เลี่ยงการกลั้นปัสสาวะ และหมั่นตรวจสุขภาพทุกปี
ที่มา: หนังสือพิมพ์บ้านเมือง
ภาพ: daniellelaurenti
วันอังคารที่ 12 เมษายน พ.ศ. 2559
วันเสาร์ที่ 9 เมษายน พ.ศ. 2559
เจลล้างหน้าสาหร่ายว่าน
เจลล้างหน้าสาหร่ายว่าน
เจลล้างหน้าเพื่อความสะอาดเนียนนุ่ม ทำความสะอาดสิ่งสกปรก เช่นฝุ่นละออง ที่เป็นสาเหตุหลักของการเกิดสิวและทำให้ผิวหน้าหมองคล้ำ หรือดูแก่ก่อนวัย เจลล้างหน้าสารสกัดสาหร่ายกับว่านหางจระเข้ สองชนิดที่ตรงเข้าบำรุงในขณะที่ล้างหน้า และมีเม็ดบีดที่ละเอียดมากในการสครับและล้างเครื่องสำอางค สิ่งสกปรกที่ฝังตามรูขุมขนภายนอกได้ดี เนื้อเจลใส ไม่แห้ง ไม่มัน ใช้ทีโซนได้ ล้างได้บ่อย ไม่แห้งตึง ใช้ได้ทุกสภาพผิว
ปลอดภัย มีเลขที่ใบจดเเจ้ง 10 - 1 - 5876717
สนใจสอบถามรายระเอียดได้ที่ 086 307 9983
id line : cheewathum
ผลจากผู้ใช้ชุดน้ำมันหมักผมบอระเพ็ดและแชมพูสมุนไพรเข้มข้น
ผลจากผู้ใช้ชุดน้ำมันหมักผมบอระเพ็ดและแชมพูสมุนไพรเข้มข้น
ชุดน้ำมันหมักผมสมุนไพรบำรุงรากผมและแชมพูสมุนไพรเข้มข้น สูตรแก้ผมหงอก ผมร่วง ผมบาง ผมเสีย
ชุดน้ำมันหมักผมสมุนไพรบำรุงรากผมและแชมพูสมุนไพรเข้มข้น สูตรแก้ผมหงอก ผมร่วง ผมบาง ผมเสีย
หยุดหงอก หยุดโกรก หยุดย้อม สูตรดั้งเดิม ปลอดภัย
จากสมุนไพรจากธรรมชาติ
อายุไม่เท่าไร "หงอก" เต็มหัว!!! บางคนยังเด็กๆ อยู่เลย ก็มีผมหงอกแล้ว และหลายคนผมเริ่มหงอกตั้งแต่อายุ 30 ปี พอถึง 40 ปีเห็นผมขาวชัดเจมาก เข้าใจเลยละว่าคงเครียดไม่น้อย อย่าเพิ่งเสียใจ หากยังไม่ลองสูตรนี้
สรรพคุณของสมุนไพรบำรุงเส้นผม
น้ำมันมะพร้าวบริสุทธิ์ 100% ช่วยบำรุงเส้นผมให้ดกดำ ทำให้ผมสวยเป็นเงางามอย่างเป็นธรรมชาติ
น้ำมันมะพร้าวบริสุทธิ์ 100% ช่วยบำรุงเส้นผมให้ดกดำ ทำให้ผมสวยเป็นเงางามอย่างเป็นธรรมชาติ
ทำให้ผมไม่แห้ง แตกปลาย
บอระเพ็ด ช่วยให้ผมดกดำหนาขึ้นและอาการผมหงอกผมร่วงก็จะลดน้อยลง ซึ่งได้ผลเป็นอย่างมากกับผู้
ที่มีอาการผมหงอกก่อนวัย แก้อาการคันหนังศีรษะ รังแค ชันตุ
ใบบัวบก ช่วยบำรุงหนังศีรษะและเส้นผมทำให้เส้นผมดกดำ แก้ปัญหาผมร่วง ผมหงอกก่อนวัย
ขิง ช่วยแก้ผมร่วงทำให้ผมแข็งแรงและยังกระตุ้นให้เกิดการงอกใหม่ของเส้นผมอีกด้วย
กระเม็งตัวเมีย ช่วยแก้ผมหงอกก่อนวัย ผมดกดำขึ้น
อายุไม่เท่าไร "หงอก" เต็มหัว!!! บางคนยังเด็กๆ อยู่เลย ก็มีผมหงอกแล้ว และหลายคนผมเริ่มหงอกตั้งแต่อายุ 30 ปี พอถึง 40 ปีเห็นผมขาวชัดเจมาก เข้าใจเลยละว่าคงเครียดไม่น้อย อย่าเพิ่งเสียใจ หากยังไม่ลองสูตรนี้
สูตรน้ำมันแก้ผมหงอก
1. เถาบอระเพ็ด 3 กิโลกรัม
2. มะพร้าวขูด 1 กิโลกรัม
3. น้ำ 1 ลิตร
วิธีทำสูตรน้ำมันแก้ผมหงอก
หั่นบอระเพ็ดเป็นชิ้นเล็กๆ ปั่นหรือตำส่วนผสม มะพร้าวขูด น้ำ ทั้งหมด เทลงในผ้าขาวบาง นวดๆให้น้ำออกมาให้หมด นำน้ำที่ได้ไปเคี่ยวด้วยไฟกลางๆ จนกระทั่งน้ำระเหยออกไปเหลือแต่น้ำมัน เก็บใส่ขวดไว้
วิธีใช้สูตรน้ำมันแก้ผมหงอก
นำน้ำมันมาหมักผม 20-30 นาที สัปดาห์ละ 2 ครั้ง จะช่วยแก้ผมหงอกให้กลับดำขึ้นได้ดีมากๆ
หมอศุภผู้แนะนำสูตรได้ทดลองใช้กับพ่อของหมอเอง ตอนนี้ผมที่เคยขาวเริ่มดำขึ้นเยอะอย่างเห็นได้ชัดเจนมากๆ ในเวลาประมาณ 4 - 5 เดือน
หมอศุภได้บอกอีกว่า “หากผสมใบบัวบกเข้าไป จะช่วยลดอาการผมร่วงได้ดีมากๆครับ ทั้งไม่หงอก และ ไม่ร่วง ผมหนาขึ้นแน่นอน หมอใช้อยู่!!!”
Cr : สมุนไพรหมอศุภ
วิธีการไม่ยากใช่มั้ยค่ะ แต่ถ้าเพื่อนๆท่านใดไม่สะดวกและไม่มีเวลาทำใช้เอง ติดต่อเราได้น่ะเราทำเองน้ำมันแก้ผมหงอกสูตรของหมอศุภซึ่งเป็นสูตรที่ใช้ได้ผลดี แต่เราได้เพิ่มตัวสมุนไพรที่เสริมสรรพคุณมากขึ้น เราลองใช้แล้วได้ผลดี กลิ่นหอมค่ะสนใจติดต่อได้น่ะ
สูตรเพิ่มเติมสมุนไพรบำรุงรากผมแก้ผมหงอก
ผลิตโดยวิธีธรรมชาติปราศจากสารเคมี
สรรพคุณ : แก้และป้องกันผมหงอกก่อนวัย บำรุงรากผม และหนัง
ศีรษะ ลดการหลุดร่วงของเส้นผม กำจัดเชื้อรา รังแคบนหนังศีรษะ ช่วยให้เส้นผมดกดำเป็นเงางาม
มีชีวิตชีวา ไม่ใช่ยาย้อมแต่เป็นน้ำมันหมักผมจากสมุนไพรที่ช่วยบำรุงเส้นผมให้มีสุขภาพดี
สมุนไพรจะช่วยให้เส้นผมแข็งแรง ผมที่หงอกจะเข้มขึ้นและช่วยให้เส้นผมที่งอกขึ้นมาใหม่ไม่หงอกขาว
เว่อร์ เมื่อใช้เป็นประจำอย่างต่อเนื่อง
ส่วนประกอบสำคัญ : น้ำมันมะพร้าว 100% , บอระเพ็ด ,ใบบัวบก, ขิง , กระเม็งตัวเมีย
วิธีใช้ : นำน้ำมันมาหมักผมอย่างน้อย 20-30 นาที สัปดาห์ละ 2-3 ครั้งหรือมากกว่านั้นก็ได้ จะช่วยแก้
ผมหงอกให้กลับดำขึ้นได้ดีมากๆ
บรรจุขวดละ 150 cc. ราคา 250 บาท
จัดส่งสินค้าวันจันทร์ พุธ ศุกร์ งดส่งวันเสาร์คะ
สอบถามรายระเอียด 086 307 9983 , 095 616 9008
LINE : cheewathum
วันจันทร์ที่ 4 เมษายน พ.ศ. 2559
ประโยชน์จากการวางก้อนน้ำแข็งลงบนท้ายทอย
นี่คือสิ่งที่เกิดขึ้น หากวางก้อนน้ำแข็งไว้บนจุดนี้ของท้ายทอยคุณ
นี่อาจเป็นอีกสิ่งหนึ่งที่คุณนั้นยังไม่เคยได้รู้กันมาก่อน ความลับนี้จะช่วยทำให้คุณรู้สึกมีพละกำลังและทำให้คุณดูอ่อนกว่าวัย ทั้งหมดนี้ทำได้ง่ายๆ เพียงแค่ใช้ก้อนน้ำแข็งเพียงก้อนเดียว
ความรู้สึกที่อยู่ตรงท้ายทอยของคุณนั้น จะเชื่อมต่อกับส่วนของกะโหลกศีรษะและส่วนบนสุดของลำคอคุณ จุดนี้จะมีชื่อเรียกว่า 'เฟิงฟู่' (Feng Fu) เป็นจุดที่คุณจะต้องทำการวางก้อนน้ำแข็งลงไป
ถ้าคุณวางก้อนน้ำแข็งลงบนจุดนั้นทุกๆ วันแล้วล่ะก็ จะช่วยทำให้ร่างกายของคุณนั้นรู้สึกมีชีวิตชีวาและสุขภาพดี
และนี่คือประโยชน์ที่คุณจะได้รับจากการวางก้อนน้ำแข็งลงบนท้ายทอยของคุณ..
1. ช่วยในเรื่องการนอนหลับของคุณ
2. ช่วยควบคุมอารมณ์ความรู้สึกของคุณ
3. ช่วยในการรักษาระบบย่อยอาหารของคุณ
4. ช่วยบรรเทาอาการหวัด
5. ช่วยเบาเทาอาการปวดหัว ปวดฟัน และปวดเมื่อยตามร่างกาย
6. ช่วยในการรักษาโรคทางเดินหายใจและโรคหลอดเลือดหัวใจ
7. ช่วยในการรักษาปัญหาที่จะเกิดขึ้นกับต่อมไทรอยด์
8. ช่วยในเรื่องของอาการปวดประจำเดือน
9. ช่วยในเรื่องของสุขภาพจิต
ส่วนด้านล่างนี้จะเป็นวิธีการวางน้ำแข็งลงบนจุดเฟิงฟู่ของคุณ
เริ่มต้นด้วยการนอนคว่ำหน้า จากนั้นวางก้อนน้ำแข็งไว้บนจุดที่ท้ายทอยคุณ ถือไว้แบบนั้นเป็นเวลา 20 นาที
ถ้าคุณไม่มีเวลาพอที่จะมานอนคว่ำหน้า 20 นาที ก็สามารถใช้ผ้าพันคอพันก้อนน้ำแข็งติดไว้กับที่ท้ายทอยของคุณก็ได้ ให้ทำแบบนี้เป็นประจำทุกวันในตอนเช้าก่อนทานอาหาร และทำตอนก่อนนอน โดยการหยุดพักเบรคการทำตอนก่อนนอนครั้งละ 2 - 3 วัน
ไม่ต้องกังวลใจไป หลังจากที่คุณวางก้อนน้ำแข็งไปในช่วงเวลา 30 - 40 วินาทีแรก คุณจะรู้สึกร้อนที่จุดเฟิงฟู่ แต่คุณต้องทำต่อไปโดยห้ามหยุด อาการแบบนี้จะเกิดขึ้นเพียงแค่หนึ่งถึงสองวันแรกที่คุณนั้นเริ่มต้นทำ และในตอนที่คุณทำร่างกายของคุณจะทำการหลั่งสารเอ็นโดรฟินออกมา...
Cr : Mozzsocute Socute
ที่มา : Lek Saowaros
วันอาทิตย์ที่ 3 เมษายน พ.ศ. 2559
ผลไม้แก้ท้องผูก กินให้ถูกโล่งสบายท้อง
ผลไม้แก้ท้องผูก กินให้ถูกก็โล่งสบายท้อง
วิธีแก้ท้องผูก แค่เลือกกินผลไม้ให้ถูกโฉลกกับอาการท้องผูก ก็ช่วยแก้อาการท้องผูกแบบอิ่มอร่อยไปได้ในตัว ท้องผูกบ่อยไม่รู้จะทำยังไงดี กินน้ำเยอะ ๆ ก็แล้ว เน้นผักผลไม้ทุกมื้ออาหารก็แล้ว ยังต้องเจอกับปัญหาท้องผูกไม่จบสิ้น ใครทนอึดอัดกับอาการท้องผูกมานาน ลองอ่านกัน
มะขามเปียก ถ้าท้องผูกขั้นสาหัสชนิดที่ถ่ายไม่ออกมาแล้วเกือบสัปดาห์ ก็จัดการแช่มะขามเปียก 1 ก้อนขนาดพอดีมือต่อน้ำอุ่นประมาณ 3 แก้ว ใช้ช้อนบี้ ๆ จนได้น้ำมะขามข้น ๆ จากนั้นดื่มให้หมดแก้วก่อนเข้านอน 2-3 ชั่วโมง ตื่นเช้ามารับรองว่าจะโล่งสบายท้อง แต่หากท้องผูกแบบเบาะ ๆ อาจนำมะขามเปียกที่แกะเมล็ดออกแล้วมาจิ้มเกลือกินเล่น ๆ สัก 5-10 ฝักก็ช่วยได้ อ้อ ! อย่าลืมดื่มน้ำตามมาก ๆ ด้วย
มะขามแขก มะขามแขกมีฤทธิ์เป็นยาระบายด้วยเช่นกัน โดยอาจจะใช้ใบมะขามแขกแห้ง 1-2 หยิบมือ หรือใช้ฝักมะขามแขก 4-5 ฝักหักเป็นชิ้นเล็ก ๆ ต้มกับน้ำ 1 ถ้วย แล้วดื่มก่อนนอน 15 นาที สูตรนี้เหมาะกับผู้สูงอายุที่มีอาการท้องผูก ทว่าหากกินมะขามแขกแล้วมีอาการจุกเสียดแน่นท้อง อาจต้องดื่มน้ำขิงตามไปด้วย และพยายามอย่าแก้ท้องผูกด้วยมะขามแขกติดต่อกันนาน ๆ เนื่องจากมะขามแขกอาจทำให้ขาดธาตุโปรแตสเซียม และทำลายระบบประสาทที่ควบคุมการบีบตัวของลำไส้ได้
ลูกพรุนแห้ง ผลไม้ที่มีคุณสมบัติช่วยระบายโดยธรรมชาติ เช่น ลูกพรุน จะช่วยให้อุจจาระอ่อนนุ่มและขับถ่ายออกได้ง่าย โดยเฉพาะหากดื่มน้ำวันละประมาณ 1.5-2 ลิตรเป็นประจำ จะยิ่งช่วยให้การขับถ่ายคล่องขึ้นอย่างที่คุณพอใจ
กล้วยน้ำว้าสุก ในผลกล้วยน้ำว้าสุกจะประกอบไปด้วยเพกตินค่อนข้างสูง มีไฟเบอร์ช่วยเพิ่มกากอาหารให้ลำไส้ แถมในกล้วยน้ำว้ายังมีเมือกลื่นที่ช่วยให้การขับถ่ายสะดวกยิ่งขึ้น
มะละกอ มีน้ำย่อยธรรมชาติในตัวเอง สามารถกำจัดคราบโปรตีนเก่า ๆ ที่ย่อยไม่หมดจนขัดขวางการขับถ่ายของลำไส้ออกไปได้ คราวนี้ของเสียก็จะถูกลำเลียงอย่างคล่องปรู๊ดแล้ว
สับปะรด ไม่เพียงแต่มะละกอเท่านั้นที่มีน้ำย่อยธรรมชาติในตัวเอง สับปะรดก็มีน้ำย่อยชนิดนี้อยู่ด้วยเช่นกัน ดังนั้นถ้าท้องผูกหรือถ่ายไม่คล่องก็ลองกินสับปะรดหวานฉ่ำช่วยแก้อาการท้องผูกได้เลย
มะเดื่อฝรั่ง มีประโยชน์อยู่ที่ไฟเบอร์สูง ดีต่อกระบวนการกำจัดของเสียในร่างกาย โดยในผลมะเดื่อสดจะมีเส้นใยอาหารอยู่ราว ๆ 1.2% ส่วนในผลมะเดื่อฝรั่งอบแห้งมีเส้นใยอาหารสูงถึง 5.6% เลยทีเดียว ฉะนั้นคนที่มีปัญหาท้องผูกหายห่วงชิล ๆ
มะเฟือง มีฤทธิ์เป็นยาระบาย สามารถบรรเทาอาการท้องผูกได้ดีไม่น้อยหน้าผลไม้แก้ท้องผูกชนิดอื่น ๆ ที่สำคัญมะเฟืองยังช่วยลดกรดในกระเพาะอาหารได้อีกต่างหาก ดังนั้นเพียงแค่กินมะเฟืองขณะท้องว่างสัก 2-3 ลูก ก็โบกมือลาอาการท้องผูกไป อย่าได้แคร์
แอปเปิลเขียว อุดมไปด้วยไฟเบอร์ถึง 4.4 กรัม ต่อ 1 ผล ยิ่งกินแอปเปิลเขียวทั้งเปลือกจะช่วยเรื่องระบบขับถ่ายได้สุดยอดเลย
กีวี อีกหนึ่งผลไม้ที่มีคุณสมบัติช่วยระบายโดยธรรมชาติอย่างกีวีก็สามารถช่วยแก้อาการท้องผูกได้อยู่หมัด โดยจะกินเป็นผลสด ๆ หรือจะนำไปปั่นเป็นน้ำกีวีสมูทตี้ก็อร่อยอย่าบอกใคร
10 ผลไม้แก้ท้องผูกแต่ละชนิดก็มีสรรพคุณเป็นยาระบายและมีไฟเบอร์ช่วยในการขับถ่ายติดตัวมาด้วย แต่ทั้งนี้ก็ควรใส่ใจอาหารในแต่ละมื้อให้ได้รับสารอาหารครบทั้ง 5 หมู่ ที่สำคัญต้องดื่มน้ำสะอาดอย่างน้อย 8 แก้วต่อวันด้วย
ขอบคุณข้อมูลและภาพจาก health.kapook.com
Cr : รักษ์สุขภาพโดยวิถีธรรมชาติ
>< ฝากติดตามเพจ.. เคล็ดลับแสนดี~* มีบทความซึ้งๆ และบทความสอนใจ เพื่อเตือนสติ การใช้ชีวิต มาติดตามกันเยอะๆ นะคะ กดเลย 🏻http://line.me/ti/p/%40tjd5295d
วันพุธที่ 30 มีนาคม พ.ศ. 2559
อันตรายจากหมูกรอบ
อันตรายจากหมูกรอบ กินเกินสัปดาห์ละ 2 ครั้ง เสี่ยงโรคเพียบ !
หมูกรอบของโปรดของใครหลาย ๆ คน รู้หรือไม่ว่าถ้ารับประทานบ่อย ๆ ทำเสี่ยงโรคเพียบ อร่อยปากลำบากสุขภาพนะจะบอกให้
อาหารมากมายหลากหลายชนิดที่วางขายตามท้องตลาด ล้วนแต่ล่อตาล่อใจและชวนให้เรารู้สึกอยากรับประทานกันอยู่ไม่น้อย ถึงแม้จะรู้ว่ากินมาก ๆ แล้วก็อาจจะทำให้อ้วน หรืออาจจะส่งผลเสียสุขภาพก็ตาม โดยเฉพาะอาหารทอด ที่เต็มไปด้วยน้ำมัน อย่างหมูกรอบที่บอกได้เลยว่านอกจากแคลอรีที่สูงปรี๊ดแล้ว ถ้ารับประทานเป็นประจำก็อาจส่งผลเสียต่อสุขภาพ นำพาเอาความเสี่ยงโรคภัยต่าง ๆ มาทักทายเพียบ ถ้าอยากจะรู้ว่าอาหารชนิดนี้สามารถทำร้ายสุขภาพได้ขนาดไหนละก็ เรามาดูข้อเท็จจริงที่ผู้เชี่ยวชาญนำมาชี้แจงให้ได้ทราบกันเลยดีกว่าค่ะ
อันตรายจากหมูกรอบ
ดร.ฉัตรภา หัตถโกศล อาจารย์ประจำภาควิชาโภชนวิทยา คณะสาธารณสุขศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล ได้ชี้แจงถึงความเสี่ยงสุขภาพจากการรับประทานหมูกรอบเป็นประจำไว้ในเพจเฟซบุ๊ก Pleasehealth Books และในเอกสารเผยแพร่ความรู้ในโครงการ “รวมพลัง ขยับกาย สร้างสังคมไทย ไร้พุง” เครือข่ายคนไทยไร้พุง ราชวิทยาลัยอายุรแพทย์แห่งประเทศไทยว่า หมูกรอบเป็นอาหารที่ให้พลังงานสูง โดยหมูกรอบเปล่า ๆ เพียง 100 กรัมก็ให้พลังงานถึง 385-420 แคลอรี และมีไขมันถึง 30 กรัม ยิ่งถ้าหากนำไปปรุงเป็นอาหารอื่น ๆ เช่น ไปผัดกับน้ำมันก็จะยิ่งทำให้แคลอรีสูงขึ้น นอกจากนี้ในกรรมวิธีการทำหมูกรอบ เนื้อหมูที่นำมาใช้ก็เป็นหมูสามชั้น และนำมาหมักกับเครื่องปรุงรสต่าง ๆ อาทิ เกลือ ซีอิ้ว แล้วนำไปทอดในน้ำมันท่วม และถ้าหากรับประทานบ่อย ๆ อาจจะส่งผลกระทบต่อสุขภาพได้
อันตรายจากหมูกรอบ
ทั้งนี้ความเสี่ยงสุขภาพที่จะได้รับจากการรับประทานหมูกรอบนั้นก็มาจากหมูสามชั้นที่มีไขมันอิ่มตัวสูง ยิ่งนำไปทอดด้วยน้ำมันก็ยิ่งทำให้ไขมันอิ่มตัวสูงขึ้นกว่าปกติ และไขมันอิ่มตัวนี้ล่ะที่ส่งผลเสียต่อสุขภาพหัวใจ ทำให้คอเลสเตอรอลสูงขึ้น เพิ่มความเสี่ยงโรคหัวใจ และไขมันในเส้นเลือด พลังงานจากหมูกรอบที่ได้รับก็สูงมากเกินไป ทำให้มีสิทธิ์เป็นโรคอ้วน โรคความดันโลหิตสูง โรคเบาหวาน โรคสมองเสื่อม และโรคมะเร็ง
ไม่เพียงเท่านั้น ยิ่งถ้าหากน้ำมันที่ใช้ทอดเป็นน้ำมันที่ผ่านการใช้ซ้ำมาแล้ว ก็จะยิ่งทำให้เสี่ยงกับการได้รับสารพิษที่เกิดขึ้นจากการเปลี่ยนแปลงของโครงสร้างไขมัน อาทิ สารโพลาร์ที่เป็นตัวก่อให้เกิดความเสี่ยงโรคความดันโลหิตสูง โรคมะเร็งในระบบทางเดินอาหาร โรคหัวใจและหลอดเลือด ขณะที่ไอของน้ำมันที่ทอดซ้ำก็ยิ่งซ้ำเติมให้เกิดปัญหาสุขภาพ อันเนื่องมาจากสารโพลีไซคลิก โฮโดรคาร์บอนด์ (PAHs) ที่มีพิษร้ายแรงเช่นเดียวกับควันจากรถยนต์ ไฟจากการหุงต้ม และควันจากโรงงานอุตสาหกรรม การสูดดมเข้าติดต่อกันนาน ๆ จะทำให้เสี่ยงโรคระบบทางเดินหายใจ โรคมะเร็งปอด และโรคมะเร็งเม็ดเลือดขาว อีกทั้งการรับประทานของทอดบ่อย ๆ ก็ใช่ว่าจะดีกับสุขภาพ เพราะจากการศึกษาพบว่าในอาหารทอดมีสารอะคริลาไมด์ ที่เมื่อสะสมในร่างกายมาก ๆ ก็จะกลายเป็นสารก่อให้เกิดโรคมะเร็งหลากหลายชนิด เช่น มะเร็งตับ มะเร็งเต้านม และมะเร็งปากมดลูก เป็นต้น
นอกจากอันตรายจากน้ำมันที่ทอดและไขมันในหมูกรอบแล้ว ความเค็มที่มาจากการหมักหมูกรอบก่อนนำไปทอดก็ร้ายไม่แพ้กัน เพราะอย่างที่เรารู้ว่า ทั้งเกลือและซีอิ้วต่างก็มีโซเดียมสูงมาก และการบริโภคอาหารที่มีโซเดียมบ่อย ๆ จะทำให้ปริมาณโซเดียมในร่างกายสูงขึ้น และนำปัญหาสุขภาพมาเยี่ยมเยียนแบบไม่ได้นัดหมาย อย่างเช่น โรคไต โรคเบาหวาน โรคมะเร็งกระเพาะอาหาร โรคกระดูก ถ้าคิดว่าโซเดียมในหมูกรอบมีไม่เยอะละก็ บอกเลยว่าคิดผิด เพราะข้าวหมูกรอบเพียง 1 จานก็มีโซเดียมถึง 700-1,000 มิลลิกรัม และเมื่อเทียบในอัตราส่วนของโซเดียมที่ควรได้รับในแต่ละวันซึ่งอยู่ที่ 2,300 มิลลิกรัมต่อวัน ก็ถือว่าเป็นอาหารที่ควรจะอยู่ห่าง ๆ เลยเสียดีกว่า
อันตรายจากหมูกรอบ
ส่วนในเรื่องของผลกระทบของสุขภาพต่อการรับประทานหมูกรอบบ่อย ๆ นั้น รศ. ดร.เจษฎา เด่นดวงบริพันธ์ อาจารย์ประจำภาควิชาชีววิทยา คณะวิทยาศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เองก็ได้มีการสนับสนุนของเท็จจริงเช่นเดียวกัน และได้เปิดเผยไว้ในเฟซบุ๊ก Jessada Denduangboripant ว่า แม้หมูกรอบจะไม่ดีต่อสุขภาพอย่างมาก แต่ถ้าหากรับประทานไม่บ่อยก็จะไม่ส่งผลเสียสักเท่าไร เช่นเดียวกับคำแนะนำของ ดร.ฉัตรภา ที่แนะนำไม่ควรรับประทานเกินสัปดาห์ละ 1-2 ครั้ง และควรรับประทานควบคู่กับอาหารอื่น ๆ ที่มีกากใยสูง เช่นผักต้ม ผักสด และหลีกเลี่ยงการรับประทานหมูกรอบที่นำไปผัดกับน้ำมัน สิ่งที่สำคัญที่สุดคือควรหมั่นออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอเพื่อให้ร่างกายเผาผลาญไขมันสะสมออกจากร่างได้ เพื่อลดปัญหาอ้วนลงพุงค่ะ
แม้ว่าจะเป็นของกินที่อร่อยแต่ได้เห็นโทษแอบแฝงอยู่แบบนี้เลี่ยงการรับประทานไปเลยจะดีกว่า อย่างน้อยเพื่อความปลอดภัยของสุขภาพ หันมารับประทานอาหารที่มีประโยชน์
หมูกรอบของโปรดของใครหลาย ๆ คน รู้หรือไม่ว่าถ้ารับประทานบ่อย ๆ ทำเสี่ยงโรคเพียบ อร่อยปากลำบากสุขภาพนะจะบอกให้
อาหารมากมายหลากหลายชนิดที่วางขายตามท้องตลาด ล้วนแต่ล่อตาล่อใจและชวนให้เรารู้สึกอยากรับประทานกันอยู่ไม่น้อย ถึงแม้จะรู้ว่ากินมาก ๆ แล้วก็อาจจะทำให้อ้วน หรืออาจจะส่งผลเสียสุขภาพก็ตาม โดยเฉพาะอาหารทอด ที่เต็มไปด้วยน้ำมัน อย่างหมูกรอบที่บอกได้เลยว่านอกจากแคลอรีที่สูงปรี๊ดแล้ว ถ้ารับประทานเป็นประจำก็อาจส่งผลเสียต่อสุขภาพ นำพาเอาความเสี่ยงโรคภัยต่าง ๆ มาทักทายเพียบ ถ้าอยากจะรู้ว่าอาหารชนิดนี้สามารถทำร้ายสุขภาพได้ขนาดไหนละก็ เรามาดูข้อเท็จจริงที่ผู้เชี่ยวชาญนำมาชี้แจงให้ได้ทราบกันเลยดีกว่าค่ะ
อันตรายจากหมูกรอบ
ดร.ฉัตรภา หัตถโกศล อาจารย์ประจำภาควิชาโภชนวิทยา คณะสาธารณสุขศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล ได้ชี้แจงถึงความเสี่ยงสุขภาพจากการรับประทานหมูกรอบเป็นประจำไว้ในเพจเฟซบุ๊ก Pleasehealth Books และในเอกสารเผยแพร่ความรู้ในโครงการ “รวมพลัง ขยับกาย สร้างสังคมไทย ไร้พุง” เครือข่ายคนไทยไร้พุง ราชวิทยาลัยอายุรแพทย์แห่งประเทศไทยว่า หมูกรอบเป็นอาหารที่ให้พลังงานสูง โดยหมูกรอบเปล่า ๆ เพียง 100 กรัมก็ให้พลังงานถึง 385-420 แคลอรี และมีไขมันถึง 30 กรัม ยิ่งถ้าหากนำไปปรุงเป็นอาหารอื่น ๆ เช่น ไปผัดกับน้ำมันก็จะยิ่งทำให้แคลอรีสูงขึ้น นอกจากนี้ในกรรมวิธีการทำหมูกรอบ เนื้อหมูที่นำมาใช้ก็เป็นหมูสามชั้น และนำมาหมักกับเครื่องปรุงรสต่าง ๆ อาทิ เกลือ ซีอิ้ว แล้วนำไปทอดในน้ำมันท่วม และถ้าหากรับประทานบ่อย ๆ อาจจะส่งผลกระทบต่อสุขภาพได้
อันตรายจากหมูกรอบ
ทั้งนี้ความเสี่ยงสุขภาพที่จะได้รับจากการรับประทานหมูกรอบนั้นก็มาจากหมูสามชั้นที่มีไขมันอิ่มตัวสูง ยิ่งนำไปทอดด้วยน้ำมันก็ยิ่งทำให้ไขมันอิ่มตัวสูงขึ้นกว่าปกติ และไขมันอิ่มตัวนี้ล่ะที่ส่งผลเสียต่อสุขภาพหัวใจ ทำให้คอเลสเตอรอลสูงขึ้น เพิ่มความเสี่ยงโรคหัวใจ และไขมันในเส้นเลือด พลังงานจากหมูกรอบที่ได้รับก็สูงมากเกินไป ทำให้มีสิทธิ์เป็นโรคอ้วน โรคความดันโลหิตสูง โรคเบาหวาน โรคสมองเสื่อม และโรคมะเร็ง
ไม่เพียงเท่านั้น ยิ่งถ้าหากน้ำมันที่ใช้ทอดเป็นน้ำมันที่ผ่านการใช้ซ้ำมาแล้ว ก็จะยิ่งทำให้เสี่ยงกับการได้รับสารพิษที่เกิดขึ้นจากการเปลี่ยนแปลงของโครงสร้างไขมัน อาทิ สารโพลาร์ที่เป็นตัวก่อให้เกิดความเสี่ยงโรคความดันโลหิตสูง โรคมะเร็งในระบบทางเดินอาหาร โรคหัวใจและหลอดเลือด ขณะที่ไอของน้ำมันที่ทอดซ้ำก็ยิ่งซ้ำเติมให้เกิดปัญหาสุขภาพ อันเนื่องมาจากสารโพลีไซคลิก โฮโดรคาร์บอนด์ (PAHs) ที่มีพิษร้ายแรงเช่นเดียวกับควันจากรถยนต์ ไฟจากการหุงต้ม และควันจากโรงงานอุตสาหกรรม การสูดดมเข้าติดต่อกันนาน ๆ จะทำให้เสี่ยงโรคระบบทางเดินหายใจ โรคมะเร็งปอด และโรคมะเร็งเม็ดเลือดขาว อีกทั้งการรับประทานของทอดบ่อย ๆ ก็ใช่ว่าจะดีกับสุขภาพ เพราะจากการศึกษาพบว่าในอาหารทอดมีสารอะคริลาไมด์ ที่เมื่อสะสมในร่างกายมาก ๆ ก็จะกลายเป็นสารก่อให้เกิดโรคมะเร็งหลากหลายชนิด เช่น มะเร็งตับ มะเร็งเต้านม และมะเร็งปากมดลูก เป็นต้น
นอกจากอันตรายจากน้ำมันที่ทอดและไขมันในหมูกรอบแล้ว ความเค็มที่มาจากการหมักหมูกรอบก่อนนำไปทอดก็ร้ายไม่แพ้กัน เพราะอย่างที่เรารู้ว่า ทั้งเกลือและซีอิ้วต่างก็มีโซเดียมสูงมาก และการบริโภคอาหารที่มีโซเดียมบ่อย ๆ จะทำให้ปริมาณโซเดียมในร่างกายสูงขึ้น และนำปัญหาสุขภาพมาเยี่ยมเยียนแบบไม่ได้นัดหมาย อย่างเช่น โรคไต โรคเบาหวาน โรคมะเร็งกระเพาะอาหาร โรคกระดูก ถ้าคิดว่าโซเดียมในหมูกรอบมีไม่เยอะละก็ บอกเลยว่าคิดผิด เพราะข้าวหมูกรอบเพียง 1 จานก็มีโซเดียมถึง 700-1,000 มิลลิกรัม และเมื่อเทียบในอัตราส่วนของโซเดียมที่ควรได้รับในแต่ละวันซึ่งอยู่ที่ 2,300 มิลลิกรัมต่อวัน ก็ถือว่าเป็นอาหารที่ควรจะอยู่ห่าง ๆ เลยเสียดีกว่า
อันตรายจากหมูกรอบ
ส่วนในเรื่องของผลกระทบของสุขภาพต่อการรับประทานหมูกรอบบ่อย ๆ นั้น รศ. ดร.เจษฎา เด่นดวงบริพันธ์ อาจารย์ประจำภาควิชาชีววิทยา คณะวิทยาศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เองก็ได้มีการสนับสนุนของเท็จจริงเช่นเดียวกัน และได้เปิดเผยไว้ในเฟซบุ๊ก Jessada Denduangboripant ว่า แม้หมูกรอบจะไม่ดีต่อสุขภาพอย่างมาก แต่ถ้าหากรับประทานไม่บ่อยก็จะไม่ส่งผลเสียสักเท่าไร เช่นเดียวกับคำแนะนำของ ดร.ฉัตรภา ที่แนะนำไม่ควรรับประทานเกินสัปดาห์ละ 1-2 ครั้ง และควรรับประทานควบคู่กับอาหารอื่น ๆ ที่มีกากใยสูง เช่นผักต้ม ผักสด และหลีกเลี่ยงการรับประทานหมูกรอบที่นำไปผัดกับน้ำมัน สิ่งที่สำคัญที่สุดคือควรหมั่นออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอเพื่อให้ร่างกายเผาผลาญไขมันสะสมออกจากร่างได้ เพื่อลดปัญหาอ้วนลงพุงค่ะ
แม้ว่าจะเป็นของกินที่อร่อยแต่ได้เห็นโทษแอบแฝงอยู่แบบนี้เลี่ยงการรับประทานไปเลยจะดีกว่า อย่างน้อยเพื่อความปลอดภัยของสุขภาพ หันมารับประทานอาหารที่มีประโยชน์
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)
โพสต์แนะนำ
5 เฮิร์บ แฮร์ เซรั่ม 5 HERB HAIR SERUMผลิตภัณฑ์บำรุงเส้นผม(ไม่ต้องล้างออก)
5 เฮิร์บ แฮร์ เซรั่ม 5 HERB HAIR SERUM ผลิตภัณฑ์บำรุงเส้นผม(ไม่ต้องล้างออก) ผมห...
-
หยุดโกรก หยุดหงอก หยุดย้อม หยุดร่วง ด้วยสมุนไพรจากธรรมชาติ ปลอดภัย ชุดน้ำมันหมักผมสมุนไพร แชมพูสมุนไพรสูตรเข้มข้นและเซรั่ม 5 เฮิร์บ สูต...
-
สำเร็จแล้วคะน้ำมันสกัดสมุนไพรว่านตาลเดี่ยวพืชไทยเพื่อผิวขาวใช้เพื่อรักษาสิว ฝ้า จุดด่างดำ บำรุงผิวพรรณ และมีความปลอดภัยในการใช้สูง ต่างชาติ...





















