วันอังคารที่ 26 สิงหาคม พ.ศ. 2557

ไขมันพอกตับคืออะไร????


ไขมันพอกตับใครอยู่ในกลุ่มเสี่ยง????
 ไขมันพอกตับ เป็นเรื่องที่พบได้บ่อยในปัจจุบัน โดยเฉพาะเมื่อไปตรวจสุขภาพประจำปีแล้วพบว่ามีไขมันพอกตับหรือไขมันเกาะตับ ทำให้เกิดความวิตกกังวลกับผู้ป่วย ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นผู้ที่มีรูปร่างอ้วน เป็นเบาหวานและมีไขมันในเลือดสูง

      ในคนปกติ ตับจะมีบทบาทสูงมากในการรักษาชีวิตให้เป็นปกติ เพราะจะทำงานเสมือนโรงงานบำบัดน้ำเสีย โรงงานกำจัดขยะและโรงงานแปรรูปสารอาหาร โดยอาหารที่ถูกย่อยและดูดซึมจากทางเดินอาหารจะต้องผ่านตับ เพื่อปรับสภาพให้เหมาะสมก่อนนำไปเลี้ยงร่างกาย

      ของเสียและสารพิษบางอย่างที่อยู่ในเลือดเมื่อไหลเวียนผ่านตับก็จะถูกขจัดออกไป สารอาหารต่าง ๆ โดยเฉพาะน้ำตาลจะถูกนำไปเปลี่ยนเป็นแป้ง (ไกลโคเจน) สะสมไว้ที่ตับ เพื่อเป็นสารอาหารสำรองไว้ใช้ขณะที่ร่างกายไม่ได้กินอาหาร ซึ่งจะมีเพียงพอที่จะใช้เป็นพลังงานได้นาน 6-8 ชั่วโมง แต่ถ้าต้องอดอาหารนานกว่านี้ ร่างกายจะเคลื่อนย้ายไขมันมาจากเนื้อเยื่อไขมันมายังตับ เพื่อแปรรูปเป็นสารพลังงานต่อไป

      ในคนที่ดื่มสุราเป็นประจำ ผู้ที่ขาดอาหารหรืออดอาหาร จะมีการเคลื่อนย้ายไขมันออกจากเนื้อเยื่อไขมันมากขึ้น ขณะเดียวกันตับก็ไม่สามารถแปรรูปไขมันที่ถูกนำเข้ามาเป็นจำนวนมากได้ทัน จึงเกิดการสะสมขึ้นในตับ เกิดภาวะไขมันพอกตับได้

      ยาบางอย่าง เช่น สารสเตียรอยด์และยาต้านการอักเสบที่ไม่ใช่สเตียรอยด์ ก็ทำให้เกิดไขมันพอกตับได้ การมีไขมันพอกตับอาจทำให้เกิดตับอักเสบเรื้อรังจนกลายเป็นตับแข็ง และเพิ่มความเสี่ยงของการเป็นมะเร็งตับ แต่ไม่จำเป็นจะต้องเป็นเช่นนั้นเสมอไป เพราะส่วนใหญ่ของผู้ที่มีไขมันพอกตับ ไม่มีการอักเสบเรื้อรังของตับ

สรุปภาวะเสี่ยงต่อการเกิดไขมันพอกตับ ได้แก่

           การดื่มสุรา
           กลุ่มคนที่อ้วน เป็นเบาหวาน ความดันโลหิตสูงและไขมันในเลือดสูง
           ผู้ที่เป็นตับอักเสบจากไวรัสบี ซี หรือจากภูมิแพ้
           ได้ยาบางอย่าง
           การขาดอาหาร
                                                                                                                     

การรักษา 
          ในปัจจุบันยังไม่มียาที่ได้รับการพิสูจน์แน่ชัดว่าจะรักษาภาวะไขมันพอกตับ ดังนั้นการรักษาจึงมุ่งที่การปฏิบัติตัว คือ   
           การควบคุมน้ำหนักให้อยู่ในเกณฑ์ปกติ ไม่อ้วนหรือผอมจนเกินไป
           ออกกำลังกาย
           หลีกเลี่ยงการดื่มสุรา                                                                                                                                        ควบคุมเบาหวานและภาวะไขมันในเลือดสูง ให้อยู่ในระดับที่ใกล้เคียงปกติให้มากที่สุด

     
 ส่วนการใช้ยาลดไขมันกลุ่มหนึ่งที่นิยมใช้กันมากในปัจจุบัน เรียกว่ากลุ่มสแตติน ซึ่งจะออกฤทธิ์ขัดขวางการสร้างไขมันคอเลสเตอรอล ยากลุ่มนี้มีการใช้กันอย่างแพร่หลาย เนื่องจากการโฆษณาประชาสัมพันธ์เชิงขู่ให้คนเรารู้สึกกลัวการมีไขมันในเลือดสูง (ซึ่งบางครั้งสูงแค่เพียงเล็กน้อยก็กังวลจนเกินเหตุ )        ยังไม่มีหลักฐานแน่ชัดที่จะยืนยันว่า ยากลุ่มนี้จะช่วยลดไขมันที่พอกตับ แต่ยากลุ่มนี้จะช่วยลดไขมันคอเลสเตอรอล ขณะเดียวกันฤทธิ์ข้างเคียงก็มี เช่น ทำให้ปวดเมื่อยกล้ามเนื้อ และอาจเป็นพิษต่อตับ ไต สมอง และเส้นประสาท ซึ่งแทบจะไม่มีใครกล่าวถึง จึงทำให้อดคิดไม่ได้ว่า การใช้ยาทุกวันนี้อยู่บนพื้นฐานทางวิชาการหรือการตลาดกันแน่

        แม้แต่โรคไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ 2009 หรือ H1N1 ซึ่งเคยประโคมข่าวความน่ากลัวกันใหญ่โต ปัจจุบันในประเทศไทยเองเชื่อว่าคนที่อยู่ในชุมชนหลายคนคงได้รับเชื้อกันไปมากมาย เพียงแต่ร่างกายแข็งแรงมีภูมิต้านทาน ทำให้สบายดีหรือมีอาการเพียงเล็กน้อย แต่จากผลของความกลัวที่เกิดขึ้นก็สามารถทำให้บริษัทยาต่าง ๆ สามารถทำกำไรจากการขายยาและวัคซีนได้เป็นกอบเป็นกำ อย่างนี้ต้องเรียกเป็น "นโยบายการตลาดแบบขู่ให้กลัว" เพื่อกระตุ้นยอดขาย

        ยาก็คือสารเคมี มีทั้งข้อดีข้อเสีย การให้ข้อมูลผู้ใช้ยาทั้ง 2 ด้าน และรณรงค์ให้ใช้ยาเท่าที่จำเป็นจริง ๆ โดยมุ่งให้เกิดประโยชน์สูงสุดในทุก ๆ ด้านบนพื้นฐานของวิชาการและคุณธรรมเป็นสิ่งที่ควรต้องตระหนักมากกว่าการมุ่งใช้การตลาดนำ รวมถึงทั้งผู้ป่วยและแพทย์เองก็ต้องระวังการเป็นเหยื่อของการตลาดทั้งโดยรู้ตัวหรือไม่รู้ตัวก็ตาม

โรคไขมันพอกตับ มีข้อมูลสำรวจทางการแพทย์พบว่า คนอ้วนผู้ป่วยเป็นเบาหวาน หรือดื่มสุราเป็นประจำ จะมีภาวะไขมันพอกตับสูงถึง 50% และ 57.7% ตามลำดับ ส่วนผู้ที่มีอายุ 50 ปี ขึ้นไปมีประมาณ 25% และสิ่งที่น่าเป็นห่วงมากกว่านั้นคือ ไขมันพอกตับส่วนใหญ่ไม่แสดงอาการ ผู้ป่วยจึงมักไม่รู้ตัวจึงไม่ใส่ใจในการรักษาสุขภาพ    ไขมันพอกตับใช่ว่าจะมีไขมันอยู่บนตับ หากแต่หมายถึง การสังเคราะห์ไขมันในตับผิดปรกติ ทำให้ไขมันโดยเฉพาะไตรกลีเซอไรด์ที่แทรกอยู่ในเซลล์ตับมีน้ำหนักเกิน 5% ของตับ ซึ่งจะทำให้ตับทำงนผิดปกติ กลายเป็นตับอักเสบ และอาจพัฒนาเป็นตับแข็งในที่สุด
    ไขมันพอกตับเกิดขึ้นได้จากหลายสาเหตุ เช่น ดื่มสุราเป็นประจำ โรคอ้วน ไขมันในเลือดสูง โรคเบาหวาน ตับอักเสบจากไวรัส การขาดสารอาหาร เกิดจากผลข้างเคียงจากการใช้ยา
การตั้งครรภ์ เป็นต้น

นี่เป็นตัวอย่างของโรคไม่กี่ชนิด อันเกิดจากอาหารมันๆ แต่ส่งผลร้ายให้แก่ร่างกาย ทั้งยังทำให้เสียเวลาและค่าใช้จ่ายในการรักษาพยาบาล ทั้งยังส่งผลกระทบต่อประเทศต้องเสียค่าใช้จ่ายในการรักษาพยาบาลผู้ป่วยที่เป็นโรคเหล่านี้ขึ้นทุกปี รวมกันแล้วกว่าแสนล้านบาทต่อปี

แล้ว “ไขมัน” มาจากไหน?
“ไขมัน” เป็นสารอาหารที่ให้พลังงานสูงที่สุด คือ 9 กิโลแคลอรี ต่อ 1 กรัม ไขมันช่วยในการดูดซึมวิตามินที่ละลายในไขมัน ได้แก่ วิตามินเอ ดี อีและเค ให้ความอบอุ่นและควบคุมอุณหภูมิของร่างกาย ช่วยให้อาหารนุ่ม มีกลิ่นรสดีและน่ากิน การขาดไขมันหรือรับไม่เพียงพอจะทำให้ได้รับวิตามินไม่เพียงพอไปด้วย แต่ถ้ากินอาหารมันๆ มากเกินไปจะทำให้เกิดโรคอ้วนได้

    ไขมัน ได้จากสัตว์และพืช ได้แก่ น้ำมันหมู น้ำมันพืชที่ทำจากถั่วเหลือง เนื้อปาล์ม เมล็ดฝ้ายมะพร้าว รำข้าว เป็นต้น นอกจากนี้ยังมีเนย ซึ่งทำมาจากไขมันในนม เนยเทียม หรือมาการีน ทำมาจากไขมันพืช ยังมีไขมันที่แทรกอยู่ในเนื้อสัตว์ รวมถึงวิธีการปรุงประกอบด้วยไขมัน น้ำมัน เนย เช่น อาหารทอด ผัด ขนมเค้ก คุกกี้ พิซซ่า ไอศกรีม แกงกะทิ เป็นต้น
    จากาการสำรวจภาวะอาหารและโภชนาการในประเทศไทยเมื่อปี 2546-2547 พบว่า “คนไทยกินอาหารทอด และผัดทุกวันร้อยละ 19.6” เช่น ไก่ทอด ลูกชิ้นทอด ปลาทอด ไข่เจียว ไข่ดาว หรือจำพวกขนมทอดทั้งหลาย เช่น กล้วยแขก เผือกทอด ปลาท่องโก๋ เป็นต้น
    ส่วนใหญ่อาหารเหล่านี้มีไขมันที่เพิ่มมากขึ้นจากน้ำมันที่ใช้ทอด ทำให้อาหารทอดทั้งหลาย มีพลังงานมากกว่าอาหารที่ปรุงด้วยวิธีอื่น โดยเฉพาะอาหารจานเดียวมีพลังงานต่อกิโลแคลอรีค่อนข้างสูง เช่น กระเพาะปลามี 239 กิโลแคลอรี โจ๊กหมู 253 กิโลแคลอรี เส้นหมี่ลูกชิ้นเนื้อ 258 กิโลแคลอรี ข้าวต้มกุ้ง 305 กิโลแคลอรี ข้าวขาหมู 438 กิโลแคลอรี หอยแมลงภู่ทอกใส่ไข่ 500 กิโลแคลอรี ข้าวคะน้าหมูกรอบ 500 กิโลแคลอรี ก๋วยเตี๋ยว ผัดซีอิ๋วใส่ไข่ 679 กิโลแคลอรี (ข้อมูลจาก หนังสือปฏิบัติฝ่ายวิกฤติพิชิตพุง โดยเครือข่ายคนไทยไร้พุง 1 ธันวาคม 2549)
    แม้ว่าไขมันจะมีความสำคัญต่อร่างกายมนุษย์ แต่ถ้าหากเรากินอาหารมันจัดเป็นประจำ จะเกิดไขมันสะสมจนเป็นโรคอ้วน เป็นสาเหตุให้เสียงการเกิดโรคความดันโลหิตสูง โรคเบาหวาน โรคหัวใจขาดเลือด โรคมะเร็ง โรคอัมพาต ได้
จริงๆ แล้วคนเราควรบริโภคไขมันไม่เกินร้อยละ 30 ของพลังงานทื่ได้รับต่อวัน หรือมื้อละประมาณ 3.5 – 4 ช้อนชา และควรมีสัดส่วนของไขมันพืช : ไขมันสัตว์ เท่ากับ 3 : 1 หรือ 1 : 1 เป็นอย่างน้อย
    การปรับพฤติกรรมในการกินเพื่อลดอาหารมันจัดนั้น ควรกินอาหารเพื่อสุขภาพที่ดีตามหลักโภชนาการ เลือกกินอาหารที่ประกอบด้วนวิธีนึ่ง ย่าง ต้ม อบ แทนของทอด และหมั่นออกกำลังกายอย่างน้อยสัปดาห์ละ 3 วัน ครั้งละ 30 นาที เราควรเอาใจใส่กับการกินสักนิดเพื่อสุขภาพของตนเองได้มีอายุยืนยาวขึ้น


สนใจเข้าคอร์สล้างพิษตับ บ้านชีวาธรรม คอร์สเดือนกันยายนวันที่ 26-28 รับจำนวน 30 ท่าน

ติดต่อ ชีวาพร 095-616-9008

วันจันทร์ที่ 18 สิงหาคม พ.ศ. 2557

ของเสียจากผู้เข้าคอร์สล้างพิษตับ-ล้างลำไส้-ขับนิ่ว บ้านชีวาธรรม

ของเสียจากผู้เข้าคอร์ส


























การทานน้ำมันมะกอก ให้ประโยชน์ต่อร่างกาย



               การทานน้ำมันมะกอก ให้ประโยชน์ต่อร่างกาย
ช่วยลดคอเลสเตอรอลชนิดไม่ดี ทำให้หลอกเลือดสะอาด  นักวิจัยมหาวิทยาลัยบาร์เซโลนา ค้นพบว่า ผู้ใหญ่ที่ทานน้ำมันมะกอกชนิด Extra Virgin วันละ ช้อนชา ติดต่อกันหนึ่งสัปดาห์ นอกจากระดับคอเลสเตอรอลชนิดไม่ดีหรือ LDL จะลดลงแล้ว ปฏิกิริยาออ็กซิเดชั่นของ LDL ยังลดลงอีกด้วย (นี่เป็นสาเหตุที่ทำให้ LDL เป็นไขมันตัวร้ายที่ทำให้หลอดเลือดแข็งตัวและหัวใจหยุดเต้น) คงต้องยกความดีให้น้ำมันมะกอกที่ช่วยเพิ่มปริมาณสารต้านอนุมูลอิสระในกระแสเลือดช่วยลดน้ำหนัก  นักวิจัยจาก Brigham and Women's Hospital รวบรวมอาสาสมัครคนอ้วนทั้งหมด 101 คน เพื่อทำการศึกษาเกี่ยวกับผลกระทบจากการทานน้ำมันมะกอก โดยกำหนดให้อาสาสมัครครึ่งหนึ่งต้องลดน้ำหนักโดยรับประทานอาหารไขมันต่ำ (ได้รับพลังงาน 20% จากไขมัน) ส่วนที่เหลืออีกครึ่งหนึ่ง ต้องลดน้ำหนักโดยรับประทานอาหารที่มีไขมันระดับปานกลาง (ได้รับพลังงาน 35% จากไขมัน) ซึ่งรวมถึงการรับประทานถั่วและน้ำมันมะกอกเป็นประจำทุกวัน ผลที่ได้คือ ทั้งสองกลุ่มลดน้ำหนักได้ใกล้เคียงกัน แต่กลุ่มที่สองที่ได้รับประทานไขมันที่เหมาะสมมากกว่าสามารถคงน้ำหนักตัวได้ นานกว่ากลุ่มที่ได้รับประทานแต่อาหารไขมันต่ำ
อีกด้านหนึ่งนายแพทย์ มาร์แชล โกลด์เบิร์ก แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านวิทยาต่อมไร้ท่อ ที่โรงพยาบาลมหาวิทยาลัยโทมัส เจฟเฟอร์สัน ให้คนไข้รับประทานน้ำมันมะกอก Extra Virgin ปริมาณ ช้อนชา ก่อนมื้ออาหาร 20 นาที เพื่อให้รู้สึกอิ่มและรับประทานอาหารได้น้อยลง วิธีง่ายๆ คือ ให้บิขนมปังกรอบๆจิ้มน้ำมันมะกอกสัก 2-3 ชิ้น ก็น่าจะได้ปริมาณ ช้อนชาตามที่ต้องการแล้ว แพทย์ยังได้แนะนำอีกว่าถ้าทานน้ำมันมะกอกกันเพียวๆ วันละ ช้อนโต๊ะ ก่อนอาหารเช้าทุกวันจะช่วยป้องกันโรคหัวใจได้ และยังส่งผลดีต่อกระเพาะอาหาร ช่วยป้องกันการย้อนกลับของอาหารสู่หลอดอาหาร ที่ลำไส้ก็ทำให้ย่อยง่าย ด้านระบบเลือด ก็มีคอเลสเตอรอลที่ดีเพิ่มขึ้น ป้องกันการเกิดอนุมูลอิสระ ทั้งยังพบกรดโอลิคที่จำเป็นในกระบวนการสร้างมวลกระดูกในน้ำมันมะกอกด้วย ที่สำคัญช่วยบำรุงสมอง ป้องกันการเกิดภาวะความจำในสมองลดลง (โรคสมองเสื่อม) ซึ่งผลพิสูจน์ออกมาแล้วว่า ผู้ที่มีอายุยืนยาวโดยมากจะพบในประเทศกรีก ซึ่งประชากรของประเทศ จะบริโภคน้ำมันมะกอกถึง 26 ลิตรต่อคน/ปี

วันพฤหัสบดีที่ 31 กรกฎาคม พ.ศ. 2557

เนยเทียม รับประทานมาก เสี่ยงอันตรายหลายโรค
เนยเทียม
กรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุขเตือน ไขมันทรานส์ที่อยู่ในเนยเทียม เนยขาว ที่แฝงในอาหารประเภท ฟาสต์ฟู้ดและเบเกอรี่มากเกินไป ทำให้ปริมาณไขมันและน้ำหนักเพิ่ม ส่งผลให้ตับทำงานผิดปกติ และเสี่ยงสูงต่อการเกิดโรคเบาหวาน ความดันโลหิตสูง หัวใจขาดเลือด แนะอ่านฉลากก่อนซื้อ และลดปริมาณการกิน หันมากินผักและผลไม้สดแทน
ดร.นพ.พรเทพ ศิริวนารังสรรค์ อธิบดีกรมอนามัย เปิดเผยว่า ไขมันที่ใช้ทำครีมเทียมนั้นทำมาจากไขมันพืชที่ผ่านกระบวนการเติมไฮโดรเจน ได้แก่ น้ำมันปาล์ม น้ำมันถั่วเหลือง ทำให้น้ำมันเปลี่ยนสถานะจากของเหลวเป็น กึ่งของแข็งหรือทำเป็นผงได้ เช่น มาร์การีนหรือเนยเทียม เนยขาว ครีมเทียม ไขมันที่เปลี่ยนไปนี้เรียกว่าไขมันทรานส์ ซึ่งเป็นไขมันที่เกิดจากขบวนการแปรรูปอาหารโดยลักษณะพิเศษของไขมันทรานส์ในอุตสาหกรรมการผลิตอาหาร ไขมันทรานส์จะมีคุณสมบัติเป็นกึ่งของแข็ง ไม่เหม็นหืนง่าย ไม่เป็นไข ทนความร้อนสูงและราคาถูกทำให้ผู้ประกอบการอาหารฟาสต์ฟู้ดและเบเกอรี่ นิยมนำมาใช้ในกระบวนการผลิตอาหารเพื่อลดต้นทุนการผลิตรวมทั้งการผลิตครีมเทียมทั้งชนิดเหลวและชนิดผงด้วย
นอกจากนี้ ไขมันทรานส์ยังแฝงมากับอาหารชนิดอื่น เช่น ไก่ทอด มันฝรั่งทอด รวมถึงอาหารที่ระบุว่ามีการเติมไฮโดรเจนลงในไขมัน เมื่อกินไขมันทรานส์เข้าไปสะสมในร่างกาย มากเกินไปทำให้น้ำหนักและไขมันส่วนเกินเพิ่มมากขึ้น ตับทำงานผิดปกติ และมีความเสี่ยงสูงที่จะเป็นโรคเบาหวาน ความดันโลหิตสูง หัวใจขาดเลือด หลอดเลือดหัวใจตีบ และไขมันอุดตันในเส้นเลือด
ดร.นพ.พรเทพ กล่าวต่อไปว่า การเลือกซื้อผลิตภัณฑ์อาหารเพื่อหลีกเลี่ยงไขมันทรานส์ที่อยู่ในเนยเทียม เนยขาว ควรอ่านฉลากเพื่อดูปริมาณไขมันทั้งหมด ไขมันอิ่มตัว และไขมันทรานส์ เปรียบเทียบผลิตภัณฑ์ชนิดเดียวกัน เลือกผลิตภัณฑ์ที่ไขมันน้อยกว่าและระบุชนิดไขมันทรานส์เป็นศูนย์ อ่านส่วนประกอบข้างบรรจุผลิตภัณฑ์ของอาหารดูว่ามีไขมันทรานส์หรือข้อความ partially hydrogenated oil หรือ hydrogenatedvegetable oil ที่หมายถึงน้ำมันแปรรูปจากการเติมไฮโดรเจนบางส่วน จำกัดปริมาณการกินขนมอบกรอบ เบเกอรี่ มาร์การีนชนิดแท่ง ฟาสต์ฟู้ด เฟรนซ์ฟรายส์ ที่มีผลต่อการเพิ่มปริมาณไขมันและน้ำหนักตัว


“บางครั้งแม้ฉลากจะระบุว่าไร้ไขมันทรานส์เพื่อทำให้กินอาหารนั้นเพิ่มขึ้น แต่ก็ไม่ได้หมายความว่า อาหารนั้นจะมีคุณค่าทางโภชนาการ ดังนั้น ทางที่ดีควรเลือกกินอาหารจากธรรมชาติที่ไม่ผ่านกระบวนการหรืออาหารที่เป็นชนิดที่เลียนแบบธรรมชาติเพื่อให้ร่างกายได้รับสารอาหารที่เป็นประโยชน์แก่ร่างกายสูงสุด ไม่ใช่เพียงแต่รสชาติหรือรสสัมผัสที่ถูกลิ้นซึ่งส่งผลเสียกับร่างกาย ควรเลือกกินอาหารที่ไม่หวาน มัน เค็มจนเกินไป เน้นอาหารประเภทผักและผลไม้สด และหมั่นออกกำลังกายเป็นประจำ เพื่อเผาผลาญพลังงานและสร้างสุขภาพดีให้กับตนเอง” อธิบดีกรมอนามัย กล่าวในที่สุด

วันอังคารที่ 1 กรกฎาคม พ.ศ. 2557

จริงหรือ! แค่ แกว่งแขน ก็ได้สุขภาพดี , กิจกรรมบ้านชีวาธรรม รุ่นที่ 33 27-29 มิ.ย. 57

จริงหรือ! แค่ แกว่งแขน ก็ได้สุขภาพดี


26_20110713162009.
ไม่น่าเชือว่าเรื่องง่ายๆ แบบแค่การ แกว่งแขน ก็สามารถทำให้สุขภาพของเราดีขึ้นได้ แต่มันเป็นเรื่องจริง เพราะอะไรนะหรือ ก็เพราะว่าตรงใต้หัวไหล่ของคนเรานั้น หรือที่เราเรียกกันว่า รักแร้ คือ ชุมทางของต่อมน้ำเหลืองขนาดใหญ่ และอีกจุดหนึ่งที่มีต่อมน้ำเหลืองขนาดใหญ่ด้วยเช่นกันก็คือ บริเวณโคนขาหนีบ
การขยับหัวไหล่และรักแร้ หรือการแกว่งแขน หรือการว่ายน้ำที่มีทั้งการขยับหัวไหล่และขาหนีบ ซึ่งล้วนแล้วแต่เป็นการออกกำลังให้ต่อมน้ำเหลืองขยับ เพื่อเพิ่มการไหลเวียนน้ำเหลืองให้ขับของเสียต่างๆ ออกไปไม่ให้สะสมอยู่ในร่ายกาย และยังถือเป็นการช่วยให้เลือดมีการไหลเวียนที่ดีขึ้นอีกด้วย ซึ่งระบบน้ำเหลืองนั้น มีหน้าที่ช่วยขนถ่ายของเสียที่สะสมเป็นพิษในร่างกาย ออกไปกำจัดยังอวัยวะที่รับผิดชอบและขับออกไปจากร่างกาย และยังช่วยสร้างเม็ดเลือดขาว แอนตี้บอดี้ของระบบภูมิคุ้มกัน
10442427_68237
ระบบของน้ำเหลืองนั้นไม่สามารถที่จะสร้างแรงดันได้เหมือนกับเลือดที่มีหัวใจคอยปั้มให้เลือดสูบฉีดได้ ดังนั้นการกระตุ้นให้น้ำเหลืองไหลเวียนดีขึ้น สามารถทำได้ด้วยการขยับกล้ามเนื้อ อาจจะโดยการแกว่งแขน การกระโดด การเต้น และการว่ายน้ำ ซึ่งจะช่วยกระตุ้นระบบน้ำเหลืองได้ดีทีเดียว ใครก็ตามที่มักมีอาการ ผิวซีด ซูบซีด หลงๆ ลืมๆ ติดเชื้อบ่อยๆ เป็นหวัดเจ็บคอเสมอ มีเซลลูไลท์เพิ่มมากขึ้น ให้สงสัยไว้ก่อนเลยว่า ระบบน้ำเหลืองติดขัด ซึ่งจะทำให้มีของเสียสะสมในร่างการนั้นเอง แต่อย่าปล่อยเอาไว้นานนะครับ เพราะมันจะเป็นสาเหตุหนึ่งของโรคมะเร็งต่อมน้ำเหลืองนัั้นเอง
เราควรออกกำลังกาย โดย การแกว่งแขนอย่างน้อยวันละ 20-30 นาที นะครับ


กิจกรรมบ้านชีวาธรรม รุ่นที่ 33 27-29 มิ.ย. 57

สุขภาพดีเราสร้างได้ 











สุขภาดีแข็งแรงทุกๆท่านน่ะค่ะ   
   
คุณจะเป็นอย่างที่คุณกินและดื่ม

เจอกันครั้งต่อไป 25-27 ก.ค. 57 ค่ะ


วันพฤหัสบดีที่ 19 มิถุนายน พ.ศ. 2557

เชื่อหรือไม่....ลิ้นจี่มีสรรพคุณป้องกันโรคตับ




      สุขภาพร่างกายของคนเรา นั้นเป็นสิ่งที่ไม่แน่นอนจริงๆ บางทีอยู่ดีๆ ก็เจ็บป่วยขึ้นมาอย่างไม่ทันได้ตั้งตัว ซึ่งจำเป็นมากๆ ที่เราจะต้องดูแลสุขภาพร่างกายอยู่เสมอ แต่เนื่องจากโรคบางโรคก็ไม่รู้ว่าควรจะป้องกันอย่างไร เลยทำให้หนีไม่พ้นโรคเหล่านั้นซึ่งต้องได้รับการรักษาจากแพทย์โดยตรง

      ทราบหรือไม่ว่าโรคบางโรคนั้นก็มีผลไม้บางชนิดสามารถป้องกันได้เหมือนกัน สรรพคุณที่ป้องกันโรคตับได้หลายๆ คนคงไม่เชื่อกันแน่ใช่ไหมล่ะ แต่นี่คือเรื่องจริงที่ได้รับการวิจัยออกมาแล้วว่า ลิ้นจี่มีสรรพคุณป้องกันโรคตับได้จริงๆ ถึงแม้จะเป็นเพียงแค่ผลไม้ธรรมดาๆ แต่ตอนนี้ลิ้นจี้กลายเป็นผลไม้ที่มีประโยชน์มากๆ เอาเป็นว่าเราไปดูรายละเอียดกันเลยดีกว่าว่า ลิ้นจี่มีสรรพคุณป้องกันโรคตับได้มากน้อยเพียงใด รายละเอียดที่นำมาฝากนี้จะเป็นประโยชน์สำหรับคนที่รักสุขภาพมากน้อยเพียงใด ไปดูกันเลย

    ลิ้นจี่มีสรรพคุณป้องกันโรคตับ
      “ลิ้นจี่”เป็นผลไม้ที่มีสีแดงมีมายาวนานกว่าพันปี ซึ่งมีต้นกำเนิดของผลไม้ชนิดนี้มาจากประเทศจีนมีหลากหลายสายพันธุ์ทั้ง กิมเจ็ง ฮงฮวย และ จักรพรรดิ ในบ้านเราแหล่งที่มีพื้นที่ปลูกมากจะอยู่ในภาคเหนือ และเพื่อเป็นการเพิ่มมูลค่าให้กับผลไม้ไทย รศ.ดร.ภญ.พาณี ศิริสะอาด คณะเภสัชศาสตร์มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ จึงศึกษาค้นคว้าคุณประโยชน์ผลไม้ดังกล่าว

       ช่วงนี้เราเริ่มเห็นผลลิ้นจี่ทยอยสุก แต่สียังไม่เข้มจัดการเก็บเกี่ยวลิ้นจี่มักเริ่มในเดือนกรกฎาคมถึงพฤศจิกายน เมื่อลิ้นจี่ออกสู่ท้องตลาดลิ้นจี่จะเป็นของฝากที่มีคุณค่าที่เหมาะสำหรับ ผู้รับ เนื่องจากอุดมไปด้วยคาร์โบไฮเดรต และโปรตีน และช่วยย่อยอาหาร ช่วยในการบำรุงอวัยวะภายในต่างๆ ภายในร่างกาย      ทั้งนี้จากการศึกษาค้นคว้าข้อมูลพบว่า เนื้อ ลิ้นจี่เป็นผลไม้ที่อุดมไปด้วยวิตามิน และเกลือแร่ น้ำมันจากเมล็ดลิ้นจี่มีสารประกอบ เป็นกรดไขมันที่สำคัญ เช่น ปาล์มมิติก 12% โอลิอิก 27% และไลโนเลอิก 11% เปลือกจะมีสารกลุ่มฟลาโวนอลที่สำคัญคือ โพรไซยาไนดินบี 4 ไพรไซยา-ไนดินบี 2 และอีพิคาเทชิน ส่วนที่สำคัญคือ ไซยาไนดิน-3-รูตินโนไซด์ ไซยาไนดิน-3กลูโคไซด์ เควอเซทิน-3-รูติโนไซด์ และเควอเซทิน-3-กลูโคไซด์ มีฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระสูง       และ ยับยั้งการเจริญของเซลล์มะเร็งเต้านมจากสรรพคุณดังกล่าว ชาวแดนมังกรจึงนิยมกินผลไม้ดังกล่าวเพื่อช่วยบำรุงแก้อาการไอเรื้อรัง คัดจมูก อาการท้องเดิน ลดกรดในกระเพาะอาหาร และยังนำมาทำเป็นชาชงเพื่อบรรเทาอาการหวัด แก้การติดเชื้อในลำคออาการท้องเสียอย่างอ่อน และโรคจากการติดเชื้อไวรัส
   เปลือกเนื้อใน รวมทั้งเมล็ดล้วนมีโอสถสาร      จากรายงานวิจัยยังพบว่าสารสกัดลิ้นจี่ลดขนาดเนื้องอกในสัตว์ทดลอง แต่ไม่ได้ระบุว่าเป็นสารสกัดส่วนใดของลิ้นจี่สำหรับงานวิจัยนักวิทยาศาสตร์ ของไทยพบว่า สารสกัดผลลิ้นจี่มีฤทธิ์ในการปกป้องตับในหนูที่เหนี่ยวนำให้ได้รับสารพิษและ เป็นโรคตับ


ที่มา.. n3k.in.th

วันอังคารที่ 10 มิถุนายน พ.ศ. 2557

จริงหรือ! แค่ แกว่งแขน ก็ได้สุขภาพดี

จริงหรือ! แค่ แกว่งแขน ก็ได้สุขภาพดี


26_20110713162009.
ไม่น่าเชือว่าเรื่องง่ายๆ แบบแค่การ แกว่งแขน ก็สามารถทำให้สุขภาพของเราดีขึ้นได้ แต่มันเป็นเรื่องจริง เพราะอะไรนะหรือ ก็เพราะว่าตรงใต้หัวไหล่ของคนเรานั้น หรือที่เราเรียกกันว่า รักแร้ คือ ชุมทางของต่อมน้ำเหลืองขนาดใหญ่ และอีกจุดหนึ่งที่มีต่อมน้ำเหลืองขนาดใหญ่ด้วยเช่นกันก็คือ บริเวณโคนขาหนีบ
การขยับหัวไหล่และรักแร้ หรือการแกว่งแขน หรือการว่ายน้ำที่มีทั้งการขยับหัวไหล่และขาหนีบ ซึ่งล้วนแล้วแต่เป็นการออกกำลังให้ต่อมน้ำเหลืองขยับ เพื่อเพิ่มการไหลเวียนน้ำเหลืองให้ขับของเสียต่างๆ ออกไปไม่ให้สะสมอยู่ในร่ายกาย และยังถือเป็นการช่วยให้เลือดมีการไหลเวียนที่ดีขึ้นอีกด้วย ซึ่งระบบน้ำเหลืองนั้น มีหน้าที่ช่วยขนถ่ายของเสียที่สะสมเป็นพิษในร่างกาย ออกไปกำจัดยังอวัยวะที่รับผิดชอบและขับออกไปจากร่างกาย และยังช่วยสร้างเม็ดเลือดขาว แอนตี้บอดี้ของระบบภูมิคุ้มกัน
10442427_68237
ระบบของน้ำเหลืองนั้นไม่สามารถที่จะสร้างแรงดันได้เหมือนกับเลือดที่มีหัวใจคอยปั้มให้เลือดสูบฉีดได้ ดังนั้นการกระตุ้นให้น้ำเหลืองไหลเวียนดีขึ้น สามารถทำได้ด้วยการขยับกล้ามเนื้อ อาจจะโดยการแกว่งแขน การกระโดด การเต้น และการว่ายน้ำ ซึ่งจะช่วยกระตุ้นระบบน้ำเหลืองได้ดีทีเดียว ใครก็ตามที่มักมีอาการ ผิวซีด ซูบซีด หลงๆ ลืมๆ ติดเชื้อบ่อยๆ เป็นหวัดเจ็บคอเสมอ มีเซลลูไลท์เพิ่มมากขึ้น ให้สงสัยไว้ก่อนเลยว่า ระบบน้ำเหลืองติดขัด ซึ่งจะทำให้มีของเสียสะสมในร่างการนั้นเอง แต่อย่าปล่อยเอาไว้นานนะครับ เพราะมันจะเป็นสาเหตุหนึ่งของโรคมะเร็งต่อมน้ำเหลืองนัั้นเอง
เราควรออกกำลังกาย โดย การแกว่งแขนอย่างน้อยวันละ 20-30 นาที นะครับ

วันจันทร์ที่ 9 มิถุนายน พ.ศ. 2557

กินดื่มอย่างไรควบคุมกรด-ด่าง

กินดื่มอย่างไรควบคุมกรด-ด่าง


ก็เป็นผู้หญิงนี่คะ เรื่องการดูแลสุขภาพ และร่างกายให้แข็งแรง สวยใสน่ะ ถือเป็นหน้าที่หลักของชีวิต ที่สาวเราเต็มใจปฏิบัติกันอยู่แล้ว จริงมั้ย?หลายคนยอมเสียเงิน ซื้อผลิตภัณฑ์ประทินผิวแสนแพงมาใช้ เพื่อหวังปรนนิบัติผิวพรรณให้ผุดผ่อง แต่เชื่อมั้ยคะ ว่าคุณอาจไม่ต้องทุ่มทุนจ่ายหนัก แบบที่กล่าวมาข้างต้นเลย เพียงถ้าคุณจะลองปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการรับประทานอาหารและการดื่มน้ำเท่า นั้น!

ภคนิจ ศรัทธา ผู้จัดการฝ่ายฝึกอบรมศูนย์สุขภาพผิวแห่งหนึ่ง ได้อธิบายธรรมชาติของหนุ่มสาววัยทำงานในปัจจุบันว่า มักละเลยการดูแลสุขภาพ จนเมื่อร่างกายเริ่มอ่อนแอนั่นแหละถึงจะรู้ตัว

ส่วนมากคนในช่วงอายุประมาณ 25 - 40 ปี จะเป็นช่วงวัยทำงาน สร้างเนื้อสร้างตัว จนบางครั้งอาจจะเกิดความเครียด เวลาในการจะดื่มน้ำ หรือเข้าห้องน้ำอาจจะน้อยมาก แต่ก็ไม่ได้ใส่ใจ แต่พอช่วงวัย 40 ไปแล้ว ถึงจะเริ่มนึกถึงสุขภาพร่างกาย เพราะว่าร่างกายมันเริ่มฟ้องแล้ว อย่างเช่น ผิวพรรณที่ดูไม่ผ่องใส ความอ่อนล้า ไม่มีแรง รู้สึกเหนื่อยง่าย หายใจไม่ค่อยสะดวก แล้วก็รู้สึกเครียดง่าย?

หลักการเลือกรับประทานอาหาร เพื่อสุขภาพที่ ดี 
คนเราจะสุขภาพดีได้ ไม่ควรจะทานอาหารเกิน 3 - 4 มื้อต่อวัน โดยนับเป็นครั้งค่ะ ระหว่างมื้อก็นับเป็นครั้งด้วย เพราะร่างกายต้องย่อย ต้องดื่มน้ำ ต้องทานอาหารเข้าไปเหมือนกัน และต้องคำนึงด้วยว่า อาหารของเราแต่ละมื้อทั้งเช้า กลางวัน เย็นนั้น เราทานครบ 5 หมู่หรือไม่?

นอกจากจะแนะว่าควรรับประทานอาหาร 3 - 4 มื้อ ครบทั้ง 5 หมู่แล้ว ผู้เชี่ยวชาญด้านผิวพรรณ ภคนิจบอกว่า เท่านั้นยังไม่พอค่ะ เพราะถ้าจะให้ร่างกายได้รับปริมาณอาหารที่เหมาะจริงๆ ควรคำนึงถึงเรื่องสัดส่วนการรับประทานอาหาร เพื่อให้ร่างกายได้รับกรด - ด่างในปริมาณที่เหมาะสมด้วย

ในเชิงทฤษฎี ศาสตร์ของเรื่องอาหารและน้ำดื่มเราจะแบ่งประเภทอาหารและน้ำดื่มออกเป็น 2 ประเภทด้วยกันคือ ประเภทที่เป็นกรด (Acid) กับประเภทที่เป็นด่าง หรืออัลคาไลน์ (Alkaline)?

หากแยกอาหารใน 5 หมู่ที่เราคุ้นเคยออกมาเป็นกรด-ด่าง จะสามารถแยกได้ดังนี้ 

โปรตีน (Protein) นม ไข่ เนื้อสัตว์ และถั่วต่างๆ เมื่อร่างกายย่อยแล้วจะกลายเป็นกรด
คาร์โบไฮเดรต (Carbohydrate) ข้าว แป้ง เผือก มัน น้ำตาล เมื่อร่างกายย่อยแล้วจะกลายเป็นกรด
ไขมัน น้ำมัน ไขมันจากพืชและสัตว์ เมื่อร่างกายย่อยแล้วจะกลายเป็นกรด
ผัก เมื่อร่างกายย่อยแล้วจะกลายเป็นด่าง
ผลไม้ เมื่อร่างกายย่อยแล้วจะกลายเป็นด่าง

กูรูด้านผิวอธิบายต่อว่า อาหารประเภทผักและผลไม้ ที่ย่อยแล้วเกิดด่าง ถือเป็นอาหารที่ให้ประโยชน์แก่ร่างกาย แต่ปัจจุบันคนจำนวนมาก มักนิยมรับประทานอาหารประเภทที่ย่อยแล้วกลายเป็นกรด มากกว่า ซึ่งอาหารจำพวกนี้เมื่อทานเยอะเกินไป ท้ายที่สุดแล้วก็กลายเป็น ขยะ ของร่างกาย

คนสมัยนี้นิยมดื่มน้ำอัดลม ขนมหวาน แป้ง และเนื้อสัตว์กันมาก ซึ่งถ้าจัดหมวดหมู่แล้วจะเห็นเลยว่าเป็นอาหารประเภทกรดทั้งนั้นเลย ถ้าอาหารประเภทโปรตีน ร่างกายย่อยเล็กสุด ก็จะเป็นกรดอะมิโน ไขมัน - น้ำมัน ย่อยแล้วจะเป็นกรดไขมัน คาร์โบไฮเดรต ย่อยแล้วจะเป็นน้ำตาล เหล่านี้ล้วนแล้วแต่เป็นกรดที่เกิดขึ้นในร่างกาย ทานมากเกินไปผลผลิตมันก็กลายเป็นขยะในร่างกายได้อย่างอาหารประเภทโปรตีน ย่อยแล้วเกิดกรดยูริก (Uric acid) อาหารประเภทไขมัน ย่อยแล้วได้กรดไขมันแตกตัวสั้นๆ หรือแม้กระทั่งอินทรีย์สารต่างๆ ที่เกิดเป็นกรดในร่างกายค่อนข้างเยอะ เหล่านี้คือขยะทั้งหมด? และเมื่อมีขยะเหล่านี้ จำนวนมากสุดท้ายก็เป็นบ่อเกิดของโรคภัยนั่นเอง

เมื่อมีกรดในร่างกายมาก สิ่งต่างๆ ที่เป็นกรด ของเสียที่เกิดจากการทานอาหาร กลายเป็นกรดยูริค กรดไขมัน หรือคอเลสเตอรอล (Cholesterol) ต่างๆ เหล่านี้จะเกิดโรคอะไร ก่อนอื่นเลยคือน้ำหนักเกิน ความดันสูงตามมา ความดันโลหิตสูงเกิดขึ้น พอความดันโลหิตสูงแล้วจะเกี่ยวข้องหมดเลยค่ะ ระบบหัวใจความผิดปกติในเรื่องของหลอดเลือดอุดตัน โรคหัวใจเฉียบพลัน ส่วนกรดยูริกก็จะทำให้เป็นโรคเก๊าท์ปวดตามข้อ

รับประทานกรด-ด่าง สัดส่วนเท่าใดจึงพอเหมาะ 
สัดส่วนการรับประทานอาหารเพื่อให้ได้กรด-ด่างที่เหมาะสมนั้น ผู้เชี่ยวชาญคนสวยให้ข้อมูลว่าควรได้รับอาหารประเภทด่างให้มาก และลดปริมาณกรดให้น้อยเข้าไว้

สำหรับสัดส่วนที่เหมาะสมนั้น ควรรับประทานอาหารประเภทด่าง หรืออัลคาไลน์ นั่นคือ ผัก ผลไม้ ให้ได้ 70 - 80% ในอาหารแต่ละมื้อ และลดอาหารประเภทกรดให้เหลือแค่ 20 - 30%?

ผู้จัดการฯ ภคนิจ แนะนำต่อไปว่า แม้การปรับพฤติกรรมการกินจะเป็นเรื่องที่ควรทำเป็นอย่างมาก แต่คงไม่ต้องถึงกับเคร่งครัด จนตัวเองเครียดหรอกนะคะ ควรพยายามศึกษาหาข้อมูลผลเสียที่จะเกิดจากการกินแบบผิดๆ ให้มาก แล้วคุณจะทำได้เองโดยอัตโนมัติ

สำหรับเรื่องนี้ เราคงไม่ถึงกับขนาดต้องเครียดว่าอันนี้ คาร์โบไฮเดรตหน่อยเดียว เนื้อสัตว์หน่อยเดียว ผักเยอะๆ พฤติกรรมของเรา ถ้าเป็นอย่างนี้ทุกวันอาจจะเครียดได้ คือ ให้รู้ไว้น่ะคะเพราะเวลาเรามีข้อมูลเยอะๆ เราจะรู้สึกว่าหยุดตัวเองได้ อย่างจะทานเบเกอรี่เข้าไป ก็คิดได้เองว่า เอ๊ะน้ำตาลนี่นา เราอาจจะหักห้ามใจทานแค่ครึ่งชิ้นได้โดยอัตโนมัติ

ดื่มน้ำให้สวยร่างกายแข็งแรงต้องควบคุมกรด - ด่าง 

เมื่อครบถ้วนในเรื่องการเลือกทานอาหาร อีกส่วนที่ช่วยให้ร่างกายแข็งแรง ผิวพรรณสดใสเปล่งประกายออร่า (Aura) คงไม่พ้นเรื่องของน้ำดื่ม ซึ่งก็มีหลักในการเลือกเช่นกัน

การดื่มน้ำ ถ้าหากอยากสุขภาพดี ต้องเป็นน้ำประเภทด่างหรือน้ำเปล่า 90% แล้วที่เหลือถึงจะเป็นน้ำประเภทอื่น? ผู้จัดการสาวเกริ่นถึงการดื่มน้ำที่เหมาะสม พร้อมอธิบายต่อว่า การจะทราบว่าน้ำชนิดใดเป็นกรด-ด่าง ต้องอาศัยการอ้างอิงจากค่าพีเอช (pH)

ค่าพีเอช คือค่าการวัดความเป็นกรดด่าง ถ้าวัดได้ที่เลข 1 - 6 จะเป็นน้ำดื่มประเภทกรดพีเอชจะค่อนข้างต่ำ แต่ถ้าเป็น 8 - 14 จะเป็นค่าพีเอชที่บอกถึงความเป็นด่าง ส่วนตรงกลางคือ 7 ก็คือไม่มีความเป็นกรดเป็นด่าง ก็จะมีค่าเป็นกลาง ซึ่งค่าพีเอชนี้จะเป็นสิ่งที่บอกว่า อาหารหรือน้ำดื่มไม่ว่าจะอยู่ในรูปของกรดหรือด่าง จะเกี่ยวกับค่าพีเอชของเลือดเสมอ ถ้าทานเข้าไปแล้วเกิดกรดในร่างกายมากๆ เลือดก็จะสูญเสียความสมดุล ซึ่งจะมีผลต่ออาการของโรคต่างๆ เช่น การหมดสติ

ส่วนน้ำแต่ละชนิดก็มีค่าพีเอชที่แตกต่างกันไป ซึ่งหากอยากมีสุขภาพดีก็ต้องเลือกดื่มน้ำที่ช่วยปรับค่าพีเอชในเลือดให้ สมดุลด้วย ?น้ำ อัดลมจะมีค่าพี่เอชอยู่ที่ 2.5, โซดา พีเอชที่ 3.2, เบียร์ 4.7 และน้ำเปล่าบรรจุขวด 6.8 ซึ่งถือว่าใกล้ค่ากลางแล้ว แต่อาจจะต้องมีความเป็นกรดอ่อนๆ เนื่องจากระบบของการฆ่าเชื้อโรค ส่วนน้ำกลั่นจะมีค่าความเป็นกลางเลย

ดังนั้นน้ำเปล่าที่เราดื่มจะเป็นค่ากลาง ถ้าดื่มไนปริมาณมาก ก็จะทำให้กรดภายในร่างกายน้อยลงจนเกิดความสมดุลได้ง่าย แต่ถ้าทางลัดก็คือ การดื่มน้ำดื่มประเภทอัลคาไลน์ หรือน้ำที่มีค่าพีเอชที่เป็นด่างค่อนข้างเยอะ จะได้ปรับความเป็นกรดที่อยู่ในร่างกายให้มันพอดี

ตัวอย่างเช่นถ้าดื่มน้ำอัดลม 1 แล้ว ซึ่งมีค่าพีเอช 2.5 จะทำอย่างไรให้ร่างกายสุขภาพดี ก็ต้องดื่มน้ำที่เป็นด่างจำนวนมากเข้าไปทดแทนเพื่อไปปรับค่าพีเอชให้กรดและ ด่างที่อยู่ในร่างกายสมดุล

แต่มันเป็นไปได้ยากที่จะทำอย่างนั้น เพราะแค่น้ำอัดลม 1 แก้ว บางคนก็อิ่ม และไม่ทานน้ำเปล่าตามเข้าไปแล้ว ซึ่งนั่นก็เป็นสาเหตุที่ร่างกายมีกรดจำนวนมาก ดังนั้นจึงบอกได้เลยว่าทุกอย่างที่เกิดขึ้นในชีวิตของเรามันมีเหตุผล และพฤติกรรมการดื่มน้ำ มันทำร้ายร่างกายได้โดยที่เราไม่รู้ตัว

น้ำดื่มอัลคาไลน์หาไม่ยาก ..ทำเองก็ได้ 
สำหรับน้ำดื่มอัลคาไลน์หรือน้ำที่มีค่าเป็นด่างนั้นหลายคนไม่คุ้น จึงแอบคิดว่าหายากสิ้นเปลือง แต่กูรูของเราก็มาเฉลยว่า ไม่ได้ทำยากหรือสิ้นเปลืองเล้ย...


ในชีวิตประจำวันจะดื่มน้ำให้ร่างกายมีกรด-ด่างสมดุลได้อย่างไร วิธีที่แนะนำก็คือ หนึ่งเลือกดื่มน้ำเปล่าให้มากที่สุดเท่าที่จะมากได้ก่อน เพราะถ้าร่างกายเรารับประทานอาหารที่สมดุลอยู่แล้ว ดื่มน้ำเปล่าอย่างเดียวก็เพียงพอ แต่หากเราไม่เคร่งครัดกับการเลือกรับประทานอาหารอาจทานกรดหรือดื่มน้ำที่ เป็นกรดมากไป การดื่มน้ำเปล่าวันละ 6-8 แก้ว ก็อาจจะไม่เพียงพอ อาจจะต้องเพิ่มปริมาณเป็นเท่าตัว

ทางลัดก็คือ ดื่มน้ำดื่มที่เป็นอัลคาไลน์ ซึ่งอาจทำได้โดยฝานมะนาวเป็นชิ้นบางๆ ผสมลงไปในแก้วน้ำก็ได้ หรือบางท่านอาจจะเลือกดื่มเป็นน้ำแร่ที่จำหน่ายในท้องตลาด หรือน้ำแร่ที่ผลิตจากเครื่องทำน้ำแร่ก็ได้ ก็เป็นน้ำอัลคาไลน์เหมือนกัน

กูรูทิ้งท้าย ไว้ว่าหากอยากสุขภาพดี ไม่ควรช้ารีบปรับพฤติกรรมการกินของตัวเองเถอะค่ะ แล้วคุณจะเป็นเจ้าของร่างกายที่แข็งแรง แถมผิวสวยผุดผ่องเป็นยองใยอีกต่างหาก

ถ้าเราปรับพฤติกรรม หรือเคร่งครัดในเรื่องการเลือกรับประทานอาหารได้ สุขภาพเราจะดีแน่ๆ เพราะถ้าทำได้ทุกอย่างในร่างกายจะบอกออกมาเลย ทั้งผิวพรรณเปล่งปลั่ง โรคภัยไม่มีแล้วตัวเราเองก็จะมีความสุข พอมีความสุขพลังออร่า มันจะออกมาให้เห็น หน้าตาสดชื่นขึ้น ระบบทุกอย่างในร่างกายก็จะดีขึ้น ขับถ่ายดี เผาผลาญดี ร่างกายก็กระปรี้กระเปร่าและแข็งแรง

โพสต์แนะนำ

5 เฮิร์บ แฮร์ เซรั่ม 5 HERB HAIR SERUMผลิตภัณฑ์บำรุงเส้นผม(ไม่ต้องล้างออก)

                                              5 เฮิร์บ แฮร์ เซรั่ม  5 HERB HAIR  SERUM ผลิตภัณฑ์บำรุงเส้นผม(ไม่ต้องล้างออก) ผมห...